เหลี่ยมรักอาเขย
บทที่ 1 ต้องรู้ให้ได้

“พี่คะขับตามรถคันไปเลยค่ะ” ผู้โดยสารที่นั่งอยู่บนเบาะหลังบอกกับคนขับแท็กซี่วัยกลางคนที่กำลังขับรถเข้ามาจอดบริเวณหน้าบ้านหลังใหญ่ “แต่นี่มันถึงบ้านที่น้องบอกแล้วนะคะหรือว่าน้องมาผิดบ้าน” คนขับถามเพราะคิดว่าผู้โดยสารบอกทางมาบ้านของตนเองผิด “หนูไม่ได้มาผิดบ้านหรอกค่ะพี่ แต่หนูอยากตามรถคันนั้นไปมากกว่า ถ้ายังไงพี่ช่วยขับตามให้หนูหน่อยได้ไหมเดี๋ยวหนูให้เงินพิเศษจากค่าแท็กซี่นะคะ” หญิงสาวบอกคนขับรถแท็กซี่ซึ่งเป็นผู้หญิงวัยกลางคนอย่างรวดเร็ว คนขับหันมามองหน้าผู้โดยสารและเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังก็รีบขับตามรถยนต์คันนั้นไป รถคันหน้าขับด้วยความเร็วปกติ ทำให้รถแท็กซี่ขับตามทางได้อย่างสบาย ตอนนี้คนอยู่เบาะด้านหลังนั่งแทบไม่ติดเพราะอยากจะรู้ว่าเวลาดึกขนาดนี้แล้วอาเขยของตนเองจะออกบ้านไปไหนนี่ไม่ใช่คืนแรกที่เธอเห็นเขาออกจากบ้านเวลากลางคืน ตั้งแต่เธอกลับมาอยู่ที่เมืองไทยเกือบจะหนึ่งเดือนก็เห็นอาเขยออกจากบ้านเวลาดึกอยู่หลายครั้ง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ผู้ชายมีครอบครัวและมีภรรยากำลังตั้งครรภ์จะทำแบบนั้นเลย รถคันหน้าขับไปยังคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง “หนูจะเอายังไงกันต่อ จะให้พี่ขับตามเข้าไปไหม” คนขับแท็กซี่หันมาถาม “หนูว่ารอตรงนี้ก่อนค่ะ” “แล้วถ้าเขาไม่ขับออกมาล่ะ” “เรารอสักสิบนาทีนะคะพี่ ถ้าเขาไม่กลับเขามาพี่ค่อยวนไปส่งที่บ้านก็ได้ค่ะ” ไอศิกาบอกกับคนขับรถแท็กซี่ แต่เธอรอไม่ถึงห้านาทีรถคันนั้นก็ขับออกมา “พี่คะขับตามไปเลยค่ะ พี่ว่าในรถมันมีคนนั่งมาด้วยมั้ยคะ หนูมองไม่ถนัด” หญิงสาวยื่นหน้ามาถามขณะที่ตาก็จ้องเข้าไปในรถ “เหมือนจะมีคนขึ้นมานั่งเพิ่มอีกคนนะคะ หนูจะให้พี่ขับแซงไหมจะได้เห็นชัด” “ไม่เป็นไรค่ะ ขับตามไปก่อน” คนขับแท็กซี่ทำตามที่ไอศิกาบอก เธอเว้นระยะห่างเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต เธอขับตามจนรถคันนั้นเลี้ยวเข้าไปจอดในบริเวณโรงแรม “พี่จอดตรงนี้ก็ได้ค่ะ” ไอศิกาเห็นอาเขยของตนเองเดินลงจากรถเลยหายเข้าไปในโรงแรมพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอรีบยื่นธนบัตรใบล่ะหนึ่งพันให้คนขับ “ขอบคุณค่ะ แล้วหนูจะให้พี่รอรับไหม” “หนูไม่รู้ว่าต้องรอนานไหม” “ถ้าจะให้พี่มารับก็เบอร์โทรที่แปะไว้ข้างหลังนะ” “ได้ค่ะ” ไอศิกาหยิบโทรศัพท์มือถือถ่ายรูปเบอร์โทรศัพท์ของคนขับรถด้านจากนั้นก็รีบเปิดประตูและเดินเข้ามาในโรงแรม แต่เพราะเสียเวลาคุยกับแท็กซี่ก็เลยไม่เห็นว่าเขาไปทางไหน “ขอโทษนะคะเมื่อกี้มีผู้หญิงกับผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาที่นี่หนูอยากรู้ว่าเขาไปทางไหนคะ” เธอถามพนักงานที่แผนกต้อนรับ “ต้องขอโทษด้วยนะคะเราบอกไม่ได้หรอกค่ะเพราะมันเป็นความลับของแขกค่ะ” “หนูขอร้องล่ะค่ะพี่ช่วยบอกหนูหน่อยได้ไหมว่าเขาไปทางไหน” “คุณเป็นอะไรกับสองคนนั้นเหรอคะ” พนักงานถามเพราะเห็นว่าหญิงสาวมีท่าทางร้อนรนมาก “หนูเป็นหลานสาวค่ะ” “ถึงหนูจะเป็นหลานสาวแต่เราก็บอกไม่ได้จริงๆ ค่ะ” “แต่หนูเป็นหลานสาวของเขาจริงๆ นะคะหนูอยากจะคุยกับเขาถ้าไม่เชื่อคุณดูรูปนี้สิคะ” ไอศิกายื่นรูปของตนเองที่ถ่ายรวมกันทั้งครอบครัวให้กับพนักงาน “ถึงจะมีรูปมาให้ดูแต่เราก็บอกไม่ได้จริงๆ ค่ะ ถ้ายังไงคุณลองโทรติดต่อคุณอาของคุณดูสิคะ” หญิงสาวทำตามที่พนักงานแนะนำแต่ไม่ว่าจะโทรเท่าไหร่ก็โทรไม่ติด “หนูโทรไม่ติดเลย พี่ช่วยหนูไม่ได้เหรอคะ” “ไม่ได้จริงๆ ค่ะ มันผิดกฎ” “หนูขอนั่งรอตรงนั้นได้ไหมคะ” ไอศิกาชี้ไปยังโซฟาด้านหน้าซึ่งตอนนี้ไม่มีใครนั่งอยู่เลย “ได้ค่ะ” เมื่อติดต่ออาเขยไม่ได้และพนักงานไม่ยอมบอกว่าเขาพักที่ห้องไหนหญิงสาวก็เลยต้องนั่งรอ แต่ไม่รู้ว่าจะต้องรอนานเท่าไหร่ จะเดินไปทางพนักงานคิดว่าเขาคงไม่ตอบแน่ๆ หญิงสาวเลยตัดสินใจโทรศัพท์หาเพื่อน “ฮัลโหล ไอซ์มีอะไรหรือเปล่าตอนนี้เวลาที่ไทยมันดึกแล้วนะหรือไอซ์กลับมาอังกฤษแล้ว” “เปล่า ไอซ์ยังไม่กลับแต่มีเรื่องอยากถามอลันนิดหน่อย” “เรื่องด่วนใช่ไหม” “อือ” “ถามมาเลย” “ไอซ์อยากรู้ว่าเวลาผู้ชายพาผู้หญิงเข้าโรงแรมเขาใช้เวลาอยู่ในโรงแรมนานแค่ไหน” “ถามทำไมเนี่ยอย่าบอกนะว่ามีผู้ชายชวนเข้าโรงแรม” “ไม่ใช่แบบนั้นหรอกอลัน ตอบมาก่อนว่าเวลาอลันพาผู้หญิงเข้าโรงแรมส่วนใหญ่จะใช้เวลานานแค่ไหน” “อย่างต่ำก็ชั่วโมงแต่ไม่น่าจะเกินสามชั่วโมงแล้วไอซ์ถามทำไม” “เอาไว้วันหลังไอซ์จะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังนะ ขอบใจมาก” เธอรีบวางสายจากเพื่อนจากนั้นก็นั่งเล่นโทรศัพท์มือถือและคิดว่าถ้าเขาเดินออกมาพร้อมกับผู้หญิงเธอจะถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน ไอศิกาเคยสังเกตว่าอาเขยของเธอมักจะออกจากบ้านเวลาประมาณสามถึงสี่ทุ่มและเขาก็จะกลับไปนอนที่บ้านทุกครั้ง แต่เธอไม่แน่ใจว่าเขากลับเข้าไปตอนไหน ที่มานั่งรอแบบนี้ก็เพราะอยากจะคุยกับเขาที่นี่เพราะถ้าไปคุยที่บ้านก็กลัวว่าคุณอาสาวของตนเองจะไม่สบายใจและมันจะกระทบต่อเด็กที่อยู่ในท้อง

บทที่ 2 สายตาคู่ใหม่ที่คอยจ้อง

เจตนิพัทธ์หายไปในโรงแรมประมาณเกือบสองชั่วโมงเมื่อเขาเดินออกมาจากลิฟต์พนักงานหน้าล็อบบี้คนหนึ่งก็เดินตรงมาที่เขา “คุณผู้ชายคะพอดีน้องคนนั้นบอกว่าเป็นหลานสาวของคุณเขามาถามหาคุณและนั่งรออยู่ตรงนั้นค่ะ” เธอชี้ไปยังโซฟาที่ตอนนี้มีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งหลับพิงกับพนักอยู่ เขาตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคนที่นอนรอเขาอยู่นั้นคือไอศิกาหลานสาวของศานิตาภรรยาของเขา ชายหนุ่มไม่รู้ว่าเธอมารอเขาทำไมและที่แปลกใจไปมากกว่านั้นคือเธอรู้ได้ยังไงว่าเขามาที่นี่ “เธอบอกไหมครับว่าตามผมมาทำไม” เขาหันไปถามพนักงานเบาๆ เพราะกลัวว่าหญิงสาวจะตื่น “เธอไม่ได้บอกว่าตามมาทำไมแต่เธอพยายามจะตามไปที่ห้องของคุณ แต่เราไม่ได้บอกว่าคุณเช็กอินห้องไหนเธอก็เลยขอนั่งรออยู่ตรงนั้น” “ถ้าอย่างนั้นผมจะกลับไปก่อนอีกสักสิบนาทีคุณค่อยปลุกเธอก็แล้วกันนะครับ แล้วถ้าเธอถามอะไรถึงผมก็ไม่ต้องบอกนี่ครับ” เขาส่งธนบัตรใบละห้าร้อยให้กับพนักงานก่อนจะมองหน้าหลานสาวแล้วรีบเดินออกจากโรงแรมไป เจตนิพัทธ์ไม่รู้ว่าทำไมไอศิกาถึงตามมาที่นี่แต่ถ้าเดาไม่ผิดก็น่าจะเพราะเห็นเขามากับผู้หญิงแน่ๆ ตั้งแต่หลานสาวคนนี้กลับมาจากอังกฤษเขาก็รู้สึกว่าเธอมักจะมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ เหมือนพยายามจับผิดกันอยู่ตลอดเวลาอย่างครั้งนี้น่าจะตามมาที่นี่เพราะเห็นเขามากับผู้หญิงคนอื่น แต่เขาไม่ได้สนใจเพราะเรื่องนี้ภรรยาของเขาก็รู้อยู่แล้ว ชายหนุ่มขับรถออกจากโรงแรมและตรงกลับไปที่บ้านจากนั้นก็เปิดประตูให้เข้าไปในห้องนอนของตัวเอง ซึ่งตอนนี้ในห้องมันว่างเปล่าเพราะเขากับศานิตาไม่ได้นอนห้องเดียวกันและมันเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก เขากับเธอไม่ได้มีงานแต่งงานใหญ่โตเพียงแต่มีงานเลี้ยงเล็กๆ ที่เชิญเฉพาะคนสนิทเพื่อให้ผู้ใหญ่ได้รับรู้เท่านั้น เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเจตนิพัทธ์ก็เปิดผ้าม่านตรงหน้าต่างห้องนอนดู ก็เห็นว่าตอนนี้มีรถแท็กซี่คันหนึ่งจอดที่หน้าบ้านถ้าเดาไม่ผิดก็น่าจะเป็นรถที่มาส่งหลานสาวของศานิตาแน่ๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวกลับบ้านอย่างปลอดภัยแล้วเขาก็ล้มตัวลงนอน ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตนเองจะทำแบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน เพราะตอนนี้ภรรยาของตนเองก็ท้องโตขึ้นมากแล้ว มิหนำซ้ำการจะออกจากบ้านแต่ละครั้งก็มีสายตาของไอศิกาที่มองเหมือนจะคอยจับผิดอยู่ตลอด บางทีเขาอาจต้องเลิกออกไปหาความสุขนอกบ้านก่อน ระหว่างนี้อาจจะต้องทำหน้าที่สามีที่ดีเพราะอีกไม่ถึงสี่เดือนภรรยาของเขาก็จะคลอดแล้ว เช้าวันใหม่เจตนิพัทธ์และภรรยาก็มารับประทานอาหารกับครอบครัวที่บ้านหลังใหญ่เหมือนกับทุกๆ วัน แม้ว่าเขาและภรรยาจะแยกไปอยู่ที่บ้านอีกหลังหนึ่งในบริเวณรั้วเดียวกันแต่ในทุกเช้าก็จะต้องมารับประทานอาหารร่วมกับคุณอุไรวรรณมารดา คุณอดิศรพี่ชายของศานิตา และตอนนี้สมาชิกร่วมรับประทานอาหารก็เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนคือไอศิกาลูกสาวของคุณอดิศรพี่ชายของศานิตาที่กลับมาอยู่กับครอบครัวในช่วงปิดเทอม เจตนิพัทธ์ไม่ค่อยคุ้นเคยกับเธอเท่าไหร่เพราะเธอไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ช่วงมัธยมปลายอีกทั้งเขาเองก็เพิ่งเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ไม่กี่เดือน “หมอนัดไปตรวจครรภ์อีกเมื่อไหร่ละนิต” คุณอุไรวรรณถาม ลูกสาวคนเล็กซึ่งอายุห่างจากพี่ชายคนโตเกือบยี่สิบปีเพราะเป็นลูกหลงที่เธอคลอดตอนอายุมากถึงสามสิบเก้าปี คุณอุไรวรรณรักลูกสาวคนเล็กมากกว่าใครทั้งหมดจึงสร้างบ้านให้อยู่ในรั้วเดียวกันส่วนบ้านหลังใหญ่นั้นเธออยู่กับลูกชายคนโตเพราะเขาเป็นคนคนสร้างมันขึ้นมาแทนบ้านเดิมเมื่อสิบปีก่อน “อีกสองวันค่ะแม่ หนูว่าหาหมอเสร็จแล้วจะเลยไปซื้อของใช้เพื่อเตรียมไว้ก่อนค่ะ ถึงเวลาใกล้คลอดจะได้ไม่ฉุกละหุก” ศานิตาท้องได้เกือบหกเดือนแล้วตอนนี้ท้องยังไม่โตมากหญิงสาวจึงอยากเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนที่จะท้องโตจนเดินลำบาก “ถ้าเป็นแต่ก่อนคนโบราณเขาก็ถือนะว่าไม่ให้ซื้อของใช้เตรียมไว้ก่อนแต่เดี๋ยวนี้คนสมัยใหม่ก็ไม่ถือเรื่องนี้กันแล้ว” “แต่ถ้าเราไม่เตรียมไว้ถึงเวลาก็ขึ้นมาก็จะเตรียมไม่ทันนะคะแม่ เสื้อผ้าเด็กอ่อนเราก็ต้องเอามาซักเตรียมไว้ก่อนนะคะแม่” “ข้อนี้แม่ก็เห็นด้วยนะ แต่อย่าซื้อมาเยอะนะนิตเด็กโตเร็วมาก” “ค่ะแม่” “อานิตคะให้หนูไปด้วยได้ไหมคะ หนูอยากไปช่วยเลือกของให้น้อง” “จะไปให้เกะกะเขาทำไมล่ะไอซ์ พ่อว่าหนูรออยู่ที่บ้านหรือไม่ก็ไปช่วยงานพ่อที่บริษัทดีกว่านะลูก” คุณอดิศรบอกลูกสาวเพราะเขาวางแผนเอาไว้แล้วว่าหลังจากไอศิกาเรียนจบเขาจะให้เธอเข้าไปเรียนรู้งานที่บริษัท “พ่อคะหนูยังเรียนไม่จบเลยนะคะ ถ้าเข้าไปช่วยงานพ่อที่บริษัทก็จะทำให้งานพ่อยุ่งมากกว่าเดิมหรือเปล่า” “แต่อีกหน่อยเรียนจบไอซ์ก็ต้องกลับมาทำงานที่บริษัทอยู่แล้วไปเรียนรู้ไว้สักหน่อยก็ดีเหมือนกันนะ ช่วงนี้ที่บริษัทไม่ยุ่งเท่าไหร่ เขาจะได้สอนหนูหลายหลายอย่างไง” “คุณย่าขาหนูอยากไปกับอานิต” “อย่าไปบังคับลูกเลย ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมหนูไอซ์ก็มาพักผ่อนนะไม่ได้มาทำงานสักหน่อย ย่าว่าไอซ์ไปช่วยอานิตเขาเลือกเสื้อผ้าก็ดีเหมือนกันนะ เพราะให้พัทธ์ช่วยเลือกคงไม่ได้เรื่องเท่าไหร่เขาเป็นผู้ชายคงไม่ละเอียดเหมือนผู้หญิงหรอก” “ขอบคุณค่ะคุณย่า คุณย่าน่ารักที่สุดเลย” หญิงสาวมองคุณย่าของตัวเองแล้วยิ้มอย่างประจบ เหตุผลหนึ่งที่ไอศิกาอยากตามคุณอาของเธอไปซื้อของเพราะอยากจะรู้ด้วยว่าเจตนิพัทธ์นั้นดูแลคุณอาของเธอดีหรือเปล่า “ให้ไอซ์ไปช่วยอาเลือกก็ดีเหมือนกันนะเพราะหลานในท้องเป็นผู้หญิงไอซ์น่าจะช่วยเลือกได้เยอะทีเดียว” “แน่นอนค่ะอานิตหนูจะช่วยเต็มที่เลย” เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วทุกคนก็แยกย้ายกันกลับศานิตาเดินกลับบ้านของตนเองโดยมีเจตนิพัทธ์ตามไปส่งเธอที่บ้านก่อนที่เขาจะขับรถออกไปทำงาน ไอศิกาตามคุณย่ามานั่งในห้องนั่งเล่น ย่าของเธอจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านหนังสือบางครั้งก็ถักหมวกและเสื้อไหมพรมสำหรับเอาไปบริจาคให้กับเด็กที่อยู่บนดอยในฤดูหนาว “สนใจอยากจะฝึกกับย่าไหมหนูไอซ์” “ไม่ล่ะค่ะคุณย่าหนูเป็นคนใจร้อนทำงานแบบนี้ไม่ได้หรอกค่ะ” “มาอยู่เมืองไทยได้หลายอาทิตย์แล้วยังไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลยใช่ไหม” “ค่ะไม่มีใครว่างพาหนูไปเที่ยวเลย คุณย่าคะเราไปเที่ยวทะเลกันดีไหมหนูอยากไปเที่ยวทะเล ไปกินอาหารทะเลสดๆ” “ย่าก็ไม่ได้ไปเที่ยวทะเลนานแล้วเหมือนกันนะเอาไว้อาทิตย์หน้าค่อยไปกันดีไหมจะได้ชวนทุกคนไปด้วยกันเลย” “ดีเหมือนกันค่ะคุณย่า” “คุณย่าคะหนูมีเรื่องอะไรจะถามค่ะ” “จะถามอะไรย่าล่ะ” “หนูอยากรู้ว่าอานิตกับอาพัทธ์คบกันตอนไหนคะ ทำไมไม่เห็นรู้เรื่องเลย” ปกติไอศิกาจะโทรศัพท์คุยกับคุณย่าอยู่บ่อยๆ แต่คุณย่าของเธอก็ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเลย มันทำให้เธอรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก เท่าที่สังเกตดูเหมือนกับเจตนิพัทธ์จะมองคุณอาของเธอด้วยสายตาว่างเปล่าไม่เหมือนกับคนรักกันเลยสักนิด และเมื่อรู้ว่าเขาพาผู้หญิงเข้าโรงแรมมันก็ทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ กับคุณอาเขยและอยากจะรู้เรื่องของเขามากขึ้น

บทที่ 3 เขยที่แสนดี

“ทำไมถึงอยากจะรู้เรื่องนี้ล่ะมีอะไรหรือเปล่า” “เปล่าหรอกค่ะ หนูแค่อยากรู้เฉยๆ คุณย่าลองเล่าให้ฟังหน่อยสิคะว่าเขาพบรักกันยังไง” “ที่ถามย่าแบบนี้ไม่ใช่ว่าตอนนี้ตัวเองแอบมีความรักนะถึงอยากจะรู้เรื่องราวความรักของคนอื่น” “ก็นิดหน่อยค่ะ” “ตอนอยู่ที่อังกฤษหนูมีแฟนไหม” “มีสิคะคุณย่า หลานสาวคุณย่าสวยขนาดนี้จะไม่มีแฟนได้ยังไง” ไอศิกาตอบไปตามจริง เธอมีคนมาจีบอยู่หลายคนทั้งคนไทยด้วยกันและคนต่างชาติ “หลานสาวของย่าสวยมากๆ แล้วแฟนที่หนูพูดถึงเรื่องคบกันถึงขั้นไหนหนูได้ป้องกันหรือเปล่า” “คุณย่าขาถึงหนูจะไปเรียนต่างประเทศมาหลายปีแต่หนูก็เป็นคนไทยนะคะ คุณย่าเคยสอนหนูให้รักนวลสงวนตัวเพราะฉะนั้นคุณย่าวางใจได้เลยว่าหนูไม่มีทางจะไปทำเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด” “ย่ารู้นะลูกว่าวัยรุ่นสมัยนี้เขามองเรื่องนั้นเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ย่าไม่ห้ามหรอกเพราะรู้ว่าโลกมันเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยย่าขอแค่รู้จักป้องกัน แต่อย่าให้ตัวเองท้องถ้าหากยังไม่พร้อมและยังไม่เจอคนที่ตัวเองคิดจะแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ด้วย” เมื่อพูดถึงตรงนี้คุณอุไรวรรณก็เสียงอ่อนลงเพราะเรื่องนี้มันห้ามกันยาก “หนูไม่มีทางทำให้ย่ากับคุณพ่อผิดหวังหรอกนะคะ หนูสัญญาเลยค่ะ” “ย่าได้ยินหนูพูดอย่างนี้ย่าก็สบายใจ แต่ก็อย่าปิดกั้นตัวเองนะลูกความรักเป็นสิ่งที่สวยงามถ้าเรารู้จักแบ่งเวลาให้มันก็จะไม่กระทบกับการเรียนของเรารักได้แต่อย่าหลงจนทำให้เสียการเรียน” “ค่ะคุณย่าหนูจะจำคำของคุณย่าไว้” “แล้วแฟนของหนูไอซ์เป็นคนชาติไหนล่ะใช่คนไทยหรือเปล่า” “ไม่ใช่ค่ะเขาเป็นคนอังกฤษเป็นรุ่นพี่ของหนูหนึ่งปีจริงๆ จะเรียกว่าแฟนก็ไม่ถูกเท่าไหร่นักหรอกค่ะ เราสองคนยังไม่ได้ตกลงว่าจะเป็นแฟนกันหรือเปล่าเพียงแต่ช่วงนี้หนูสนิทกับเขามากที่สุดเพราะเขาช่วยหนูในเรื่องการเรียนได้เยอะเลยค่ะ” “ถ้ามีแฟนเราช่วยเหลือกันเรียนแบบนี้มันก็ดีนะ ย่ารู้ว่าหนูไอซ์ของย่าเป็นเด็กดี” “คุณย่าไม่ว่าเหรอคะ ถ้าหนูจะมีแฟนเป็นชาวต่างชาติ” “จะว่าอะไรล่ะลูก แต่ขออย่างเดียวนะอย่าไปอยู่กับเขาที่นู่นเรียนจบแล้วก็กลับมาอยู่ที่เมืองไทย ถ้าหากผู้ชายคนนั้นเขารักหนูจริงเขาก็จะยอมมาอยู่กับหนูที่นี่โดยที่หนูไม่ต้องขอร้องเลย” “หนูยังไม่คิดถึงขั้นนั้นหรอกค่ะคุณย่า หนูอยากรีบเรียนให้จบมากกว่าจะได้รีบกลับมาอยู่กับคุณย่า” “ขี้อ้อนขี้ประจบแบบนี้จะไม่ให้ย่ารักได้ยังไงล่ะ” คุณอุไรวรรณมองหลานสาวด้วยความรัก ไอศิกากำพร้าแม่มาตั้งแต่เด็กเธอห่วงใยมากกว่าหลานคนอื่นที่มีพ่อกับแม่อยู่กันครบ “คุณย่าขาสัญญากับหนูได้ไหมถ้าลูกสาวอานิตเกิดมาแล้วคุณย่าจะยังรักหนูเหมือนเดิม จะไม่รักน้องมากกว่าหนูใช่ไหม” “ไม่มีทางเกิดเรื่องแบบนั้นหรอกลูกย่ารักหลานทุกคนเท่ากัน นี่หลานยังไม่ทันเกิดก็อิจฉาหลานแล้วเหรอ” “ไม่ได้อิจฉานะคะ แค่กลัวว่าทุกคนจะหลงรักน้องกันหมดแล้วหนูจะกลายเป็นหมาหัวเน่า” “ไม่หรอกจ้ะยังไงย่าก็รักหนูมากๆอยู่แล้ว” “หนูก็รักคุณย่าค่ะ” หญิงสาวกอดคุณย่าของเธออย่างประจบ “แล้วเมื่อกี้หนูจะถามอะไรย่านะ” “หนูถามเรื่องอานิตกับอาพัทธ์ค่ะ หนูอยากรู้ว่าเขาคบกันตอนไหนและใครจีบใคร่ก่อน” “ย่าก็ไม่รู้เหมือนกันรู้อีกทีก็ตอนที่เขาสองคนบอกว่าคบหากันแล้ว” “แล้วทำไมจะต้องรีบแต่งงานด้วยล่ะคะ หนูเลยไม่ได้มาร่วมงานแต่งงานเลย” “ก็หมอดูเขาทักว่าถ้ารีบแต่งงานและมีลูกภายในปีนี้ลูกที่เกิดมาจะเป็นอภิชาตบุตรจะเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายและย่าก็เห็นว่าอานิตก็อายุมากแล้วและพัทธ์เขาก็เป็นคนที่ขยันทำงานมากๆ ไม่มีอะไรเสียหายเลยที่สองคนนี้จะแต่งงานกัน” “แล้วอาพัทธ์เขาเป็นคนที่ไหนคะ” “พัทธ์เขาเป็นเด็กกำพร้าน่ะ” “เด็กกำพร้าเหรอคะ” “ใช่เป็นเด็กกำพร้าที่โรงเรียนใกล้บ้านเรานี่แหละ ย่าเคยไปที่โรงเรียนและถูกชะตาก็เลยให้ทุนการศึกษาเขาจนเรียนจบ จากนั้นเขาก็มาสมัครงานที่บริษัทของเรา” “เขาทำงานที่บริษัทของเราเหรอคะคุณย่า” เมื่อรู้ว่าเจตนิพัทธ์ทำงานที่บริษัทไอศิกาเลยคิดจะเข้าไปทำงานด้วยเพราะคอยจับผิดเขา “ใช่จ้ะ ย่าว่าทั้งสองคนก็น่าจะเจอกันในบริษัทนั่นแหละ” “คุณย่าว่าเขาสองคนรักกันดีไหมคะ” “รักกันดีสิ พัทธ์เขาดูแลอานิตของหนูเป็นอย่างดี พาไปหาหมอพาไปฝากครรภ์และยังไปเข้าคอร์สคุณพ่อมือใหม่ด้วยนะ” “หนูไม่อยากจะเชื่อเลยอาพัทธ์ล่ะเหรอคะไปเข้าคอร์สคุณพ่อมือใหม่” “ใช่จ้ะ เขาไปเข้าคอร์สและเรียนรู้ว่าจะต้องดูแลภรรยายังไงระหว่างที่ตั้งครรภ์ ย่านับถือน้ำใจเขามากๆ เลยนะ ทำงานที่บริษัทก็ยุ่งแล้วยังจะทำแบบนี้ให้กับภรรยาอีก เขาเป็นผู้ชายที่ดีมากๆ คนหนึ่งเลย” ไอศิการู้สึกว่าคุณย่าของเธอจะชื่นชมหลานเขยคนนี้เอามากๆแต่สำหรับเธอแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย เธออยากจะบอกเรื่องนี้กับคุณย่าแต่เมื่อได้ฟังสิ่งที่ท่านพูดออกมาแล้วคิดว่าถ้าบอกออกไปคุณย่าก็คงจะไม่เชื่อและคิดว่าเธอเป็นเด็กเลี้ยงแกะ เธอจะต้องหาหลักฐานเพื่อมาให้คุณย่าดูคุณย่าจะได้จัดการให้เขาเลิกกับผู้หญิงคนนั้นเพราะถ้าหากอาศานิตารู้เธอจะต้องเครียดมาก “อาเขยคงหนูเป็นคนดีมากๆ เลยนะนะคะคุณย่า” “ใช่จ้ะ เขาเป็นคนดีมากจริงๆ ย่าไม่คิดเลยว่าการที่ให้ทุนการศึกษาเขาจนเรียนจบมันส่งผลดีกับตัวเขาและครอบครัวของเรามาก เขาช่วยงานในบริษัทได้เยอะมากและยังดูแลอานิตอย่างดีอีกด้วย” โอศิกาไม่เห็นด้วยกับคำพูดของคุณย่าอุไรวรรณเลยและเธอจะต้องให้ทุกคนรู้ความจริงให้ได้ว่าอาเจตนิพัทธ์ ไม่ได้ดีอย่างที่เขาแสดงให้ทุกคนเห็น

อ่านต่อ