เล่ห์รักหมอซัน
บทที่ 1 รับผิดชอบ

เสียงเบรกของรถยนต์ดังลั่นก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงกระแทกดังโครมแล้วความโกลาหลก็เกิดขึ้นบริเวณหน้าโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง คนขับรถรีบวิ่งลงมาดูคนเจ็บจากนั้นเขาก็ตะโกนให้คนที่อยู่ใกล้ๆ วิ่งไปตามพนักงานรับส่งผู้ป่วยที่หน้าโรงพยาบาล ไม่นานนักพนักงานแปลก็เข็นรถมาพร้อมกับพยาบาลที่แผนกห้องฉุกเฉินเพื่อมารับผู้ป่วยที่นอนหมดสติอยู่ บริเวณข้างๆ กันมีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งล้มอยู่ ชายหนุ่มเจ้าของรถยนต์จับมันขึ้นมาจอดข้างทาง แล้วรีบหยิบกระเป๋าถือที่หล่นอยู่ก่อนจะวิ่งตามเข้าไปในโรงพยาบาล “เกิดอะไรขึ้นคะคุณหมอ” พยาบาลอีกคนรีบวิ่งออกมารับรถเข็นคนเจ็บ “ผมขับรถชนผู้หญิงคนเมื่อกี้ ฝากด้วยนะครับ” เขารีบบอกกับพยาบาลจากนั้นคุณหมอประจำห้องฉุกเฉินก็รีบเข้าไปดูคนเจ็บส่วนตัวเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องก็เลยนั่งรออยู่ด้านหน้าห้องฉุกเฉิน ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงคุณหมอภายในห้องฉุกเฉินก็ออกมาแจ้งข่าว “ใครเป็นญาติคนไข้ครับ” คุณหมอประจำห้องฉุกเฉินถาม “ผมยังไม่ได้ติดต่อญาติเธอเลย” “หมอซันรู้จักเธอเหรอครับ” “เปล่าครับแต่ผมเป็นคนขับรถชนเธอครับ” “ใครก็ช่วยติดต่อญาติเธอด้วยนะ” “เธอไม่มีญาติที่ไหนหรอกค่ะ” พยาบาลคนหนึ่งพูดขึ้น “อ้าว...แล้วรู้ได้ไง” คุณหมอประจำห้องฉุกเฉินถาม “ก็คนที่นอนอยู่นั่นคือน้องอัญที่อยู่แผนกผู้ป่วยนอกไงคะ” “นั่นอัญเหรอผมไม่ทันได้สังเกตเลย” หมอเอกอาทิตย์มัวแต่ตกใจจนไม่ทันสังเกตว่าเธอคือเพื่อนร่วมงานของตนเอง “ทีนี้จะเอายังไงกันดีล่ะหมอซัน” “ผมรับเป็นเจ้าของไข้เองก็ได้ครับคุณหมอ คนไข้เป็นยังไงบ้างครับ” “ศีรษะเธอน่าจะกระแทกอะไรสักอย่างผมว่าจะพาเธอไปทำซีทีสแกนเพื่อดูว่าไม่มีเลือดออกตรงไหนบ้าง ส่วนบริเวณข้อเท้าข้างซ้ายน่าจะมีกระดูกร้าวพรุ่งนี้จะตามหมอกระดูกมาดูอีกที ว่าแต่หมอเถอะบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” “ไม่หรอกครับไม่ได้ผมไม่ได้ชนแรงขนาดนั้น” เมื่อจัดการเรื่องคนไข้เสร็จแล้วตำรวจสองคนก็เดินเข้ามาในห้องฉุกเฉินพอดี “ไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของรถคันที่เกิดอุบัติเหตุครับผม” “ผมเองครับ” “เราคงต้องขอตรวจปริมาณแอลกอฮอล์และเชิญคุณไปให้ปากคำที่โรงพัก” “ไม่มีปัญหาครับคุณตำรวจ” “หมอไม่ได้เมาใช่ไหมคะ” พยาบาลคนหนึ่งมองหน้าหมอเอกอาทิตย์สลับกับหน้าตำรวจแล้วถามขึ้น “ไม่หรอกครับพี่ ผมฝากจัดการเรื่องคนไข้ด้วยนะมีอะไรติดต่อผมได้เลยได้นะครับ” เขาบอกพี่พยาบาลที่คุ้นหน้ากันดี “ค่ะคุณหมอ ถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงพี่จะรีบโทรติดต่อคุณหมอนะคะ” หมอเอกอาทิตย์หมอหนุ่มประจำแผนกมะเร็งของโรงพยาบาลเดินตามนายตำรวจสองท่านออกมาขึ้นรถไปยังสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้ที่สุด เขาให้ปากคำและวัดปริมาณแอลกอฮอล์เสร็จแล้วก็กลับมาที่โรงพยาบาลอีกครั้งซึ่งตอนนี้อัญชิสาพยาบาลแผนกผู้ป่วยนอกกำลังถูกพาไปที่ห้องพักฟื้นแล้ว “อาการตอนนี้ไม่น่าเป็นห่วงครับ เราเอกซเรย์และซีทีสมองดูแล้วไม่มีเลือดออกตรงไหนเลย คาดว่าน่าจะแค่กระทบกระเทือน แต่ระหว่างนี้ต้องคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ผมตามหมอศัลยกรรมสมองแล้วเดี๋ยวท่านจะตามไปดูบนวอร์ดครับ” “ขอบคุณนะครับคุณหมอ” เอกอาทิตย์กล่าวขอบคุณหมอประจำห้องฉุกเฉินจากนั้นเขาก็เดินตามรถเข็นผู้ป่วยไปยังห้องพัก “คืนนี้ใครจะเป็นคนเฝ้าน้องพยาบาลคนนี้คะ” พยาบาลแผนกผู้ป่วยในหันมาถามทางคุณหมอหนุ่มที่เดิมตามมา “เธอไม่มีญาติที่ไหนเลยใช่ไหมครับ” เขาถามพยาบาลแผนกฉุกเฉินที่ตามมาส่งคนไข้ “เท่าที่รู้อัญเพิ่งเสียยายไปเมื่อหลายเดือนก่อนค่ะ เธอพักอยู่หอพักที่โรงพยาบาลแล้ว ตอนนี้ก็คงมีแค่เพื่อนในแผนกเท่านั้นหมอซันจะให้พี่ตามให้ไหมคะ” “ผมว่าจ้างพยาบาลพิเศษเฝ้าดีไหมครับ ค่าใช้จ่ายผมจัดการเอง” “แต่พยาบาลพิเศษตอนนี้ไม่มีใครว่างเลยค่ะ” “คืนนี้ผมเฝ้าก่อนก็ได้แต่พรุ่งนี้คุณช่วยหาพยาบาลให้ผมหน่อยก็แล้วกันนะ” “ได้ค่ะคุณหมอพรุ่งนี้เวรเช้าจะรีบจัดการให้ ถ้าคุณหมอขาดเหลืออะไรก็เรียกพวกเราได้ตลอดเวลาเลยนะคะ” “ขอบคุณครับ” แม้จะทำงานที่โรงพยาบาลมานานแต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เอกอาทิตย์ต้องมาทำหน้าที่เป็นญาติผู้ป่วย เขายืนคนที่นอนหมดสติรู้สึกเป็นห่วง เมื่อสักครู่เขายอมรับว่าตัวเองเป็นคนผิดที่รีบขับรถออกจากโรงพยาบาลโดยไม่ทันสังเกตว่ามีรถจักรยานยนต์สวนเข้ามา ถึงแม้เขาจะไม่ชนเธออย่างจังแต่มันก็ทำให้หญิงสาวเสียหลักจนล้มหัวไปกระแทกกับพื้นและข้อเท้าของเธอยังมีกระดูกร้าวอีกด้วย เอกอาทิตย์ภาวนาว่าพรุ่งนี้คุณหมอกระดูกมาตรวจแล้วอาการของเธอจะไม่เป็นอะไรมาก แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบเองทั้งหมด เนื่องจากตัวเองเป็นต้นเหตุและประมาทมากเกินไปเพราะไม่คิดว่าจะมีคนเข้ามาในโรงพยาบาลเวลานี้

บทที่ 2 มากกว่าที่คิดไว้

เอกอาทิตย์นอนเฝ้าอัญชิสาจนเช้าแต่หญิงสาวก็ยังไม่ตื่นเขาจึงบอกพยาบาลที่หน้าเคาน์เตอร์ให้จัดการเรื่องพยาบาลพิเศษอีกครั้ง ก่อนจะรีบกลับไปอาบน้ำแต่งตัวที่บ้านและกลับมาราวน์จนเสร็จก็มาตรวจผู้ป่วยที่แผนกผู้ป่วยนอก “หมอซันคะ” ศิราณีหัวหน้าพยาบาลแผนกผู้ป่วยนอกเคาะประตูที่เปิดทิ้งไว้ก่อนจะเดินเข้ามาหลังจากที่ผู้ป่วยคนล่าสุดเดินออกไปแล้ว “มีอะไรครับพี่ณี” “แผนกผู้ป่วยในโทรมาแจ้งว่าตอนนี้อัญฟื้นแล้ว” “จริงเหรอครับ แต่ทำไมหน้าของพี่ณีดูไม่ดีเท่าไหร่เลย” “ก็เขาบอกว่าอัญจำอะไรไม่ได้เลยน่ะสิคะหมอซัน พี่ก็เลยจะมาชวนหมอซันขึ้นไปดูหน่อย” “อะไรนะครับพี่ณี” คุณหมอหนุ่มตกใจมากเพราะไม่คิดว่าอาการของเธอจะหนักถึงเพียงนี้ เมื่อเช้าเขาได้รับแจ้งจากหมอแผนกออร์โธปิดิกส์ว่ากระดูกข้อเท้าด้านซ้ายของเธอมีรอยร้าวและจำเป็นที่จะต้องใส่เฝือกซึ่งเขาก็รับทราบ แต่ไม่คิดว่าอาการทางสมองของเธอจะแย่กว่าที่คิดไว้ หมอเอกอาทิตย์ดูผลซีทีสแกนแล้วก็ไม่เห็นว่าจะมีเลือดออกหรือเลือดคั่งตรงจุดไหน ทำให้ชายหนุ่มค่อนข้างเบาใจมาก แต่เมื่อได้ยินว่าเธอจำอะไรไม่ได้ก็เลยตกใจและกังวลเนื่องจากตนเองเป็นต้นเหตุทำให้หญิงสาวต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้ “ตอนนี้อัญจำอะไรไม่ได้เลยค่ะหมอซัน จำคนรอบข้างไม่ได้จำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร” “ผมว่าเรารีบไปกันดีกว่านะครับพี่ณี” สีหน้าของเอกอาทิตย์เครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขารู้ว่าตัวเองเป็นสาเหตุเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดและยินดีจะรับผิดชอบทุกอย่างแต่ยังนึกไม่ออกว่าจะรับผิดชอบยังไง “พี่ณีครับผมรู้มาว่าอัญไม่มีญาติที่ไหน” “ใช่ค่ะหมอซัน อัญไม่มีญาติที่ไหนมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งทำงานอยู่ที่แผนกโอพีดี” “แล้วแบบนี้ใครจะดูแลเธอล่ะครับ” “พี่ก็หนักใจเรื่องนี้เหมือนกัน ลำพังแค่กระดูกร้าวเราก็น่าจะผลัดกันดูแลได้แต่ถ้าเธอจำอะไรไม่ได้เลยแบบลำบากหน่อย ช่วงนี้ก็คงต้องอยู่โรงพยาบาลไปก่อน” “เรื่องนี้ผมเป็นต้นเหตุทั้งหมดผมคิดว่าจะเป็นคนรับผิดชอบเอง พี่ณีคิดว่าผมจะพาเธอไปอยู่ที่บ้านดีไหม” เขาปรึกษาพี่หัวหน้าพยาบาลซึ่งน่าจะเป็นคนที่รู้จักและสนิทกับอัญชิสาดีกว่าใคร “พี่ว่าก็เป็นความคิดที่ดีนะ แต่อัญจะยอมไปหรือเปล่ามันก็อีกเรื่องหนึ่งนะคะหมอ แล้วที่บ้านหมอจะมีคนดูแลเหรอ” “ถ้าอัญยอมไปอยู่จริงผมก็คงจ้างคนมาดูแล แต่ผมกับเธอก็ไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ยิ่งเธอจำอะไรไม่ได้แบบนี้ก็คงจะยากที่จะยอมไปอยู่กับผม” “หรือจะให้เธอพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแต่ก็คงต้องจ้างพยาบาลพิเศษเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ถ้าหากอาการทางกายเธอดีแล้วพี่ว่าพาออกไปอยู่นอกโรงพยาบาลน่าจะดีกว่า” “ผมว่าจะปรึกษาเรื่องนี้กับหมอเจ้าของไข้ดูว่าอัญจะออกจากโรงพยาบาลได้เมื่อไหร่” ทั้งสองคนเดินมาถึงแผนกผู้ป่วยในก็เจอกับที่ธีรกานต์คุณหมอหนุ่มจากแผนกอายุรกรรมซึ่งเป็นเพื่อนของหมอเอกอาทิตย์ “ได้ข่าวว่าขับรถชนคนใช่ไหมซัน” “อือ ข่าวเร็วดีนี่” “ก็คนที่นายชนเป็นพยาบาลของที่นี่ฉันก็ต้องมารู้สิ นี่นายก็มาเยี่ยมเหมือนกันเหรอ นายไปขับรถชนเธอได้ยังไง” “เมื่อคืนฉันรีบมากไปหน่อยก็เลยไม่ทันมองว่ามอเตอร์ไซค์สวนเข้ามาที่หน้าโรงพยาบาลน่ะ" “แล้วนายเป็นอะไรหรือเปล่า” “ฉันไม่เป็นอะไรหรอก เราเข้าไปข้างในกันเถอะ” เมื่อเดินเข้ามาในห้องตรวจคุณหมอจากแผนกศัลยกรรมประสาทก็กำลังตรวจอาการของอัญชิสาพอดี “คนไข้จำอะไรไม่ได้เลยเหรอคะอาจารย์” ศิราณีถามอาจารย์หมอด้วยสีหน้าเป็นกังวล “ครับ” “แล้วเราต้องทำยังไงบ้างครับอาจารย์” “คงต้องค่อยๆ ฟื้นฟูความจำเธอทีละนิด อย่าพยายามให้เธอรู้ทุกอย่างในครั้งเดียว ได้ยินมาว่าหมอซันเป็นคนขับรถชนเธอเหรอ” “ครับอาจารย์ ผมคงต้องรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น” “มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกนะ ไปหาผมที่ห้องได้ตลอด ผมขอตัวก่อน อย่าคุยกับคนไข้นานล่ะ ผมอยากให้เธอได้พักผ่อน” “ขอบคุณครับอาจารย์” เมื่ออาจารย์หมอออกจากห้องไปแล้วศิราณีหัวหน้าพยาบาลแผนกผู้ป่วยนอกก็เข้าไปแนะนำตัวกับอัญชิสา “สวัสดีจ้ะอัญพี่ชื่อณีนะ เป็นหัวหน้าพยาบาลแผนกที่อัญทำงานอยู่” “ฉันชื่ออัญเหรอคะ” “ใช่จ้ะชื่ออัญชิสาชื่อเล่นชื่ออัญดูตามบัตรประชาชนนี้นะ” ศิราณีหยิบบัตรประชาชนในกระเป๋าสตางค์ที่อยู่ในลิ้นชักหัวเตียงให้กับหญิงสาวดูซึ่งนอกจากบัตรประชาชนแล้วยังมีบัตรสมาชิกสภาการพยาบาลและใบขับขี่รวมถึงบัตรอื่นๆ อยู่อีกหลายใบ “อัญเป็นพยาบาลเหรอคะ” “อัญเป็นพยาบาลแผนกผู้ป่วยนอก มาทำงานที่นี่ได้ประมาณสองปีแล้ว” “แล้วอัญพักอยู่ที่ไหนคะ อัญอยากกลับบ้าน” “อัญพักอยู่ที่หอพักของโรงพยาบาลน่ะ ส่วนจะกลับบ้านได้เมื่อไหร่คงต้องให้อาจารย์หมออนุญาตก่อน” “ค่ะพี่ณี แล้วผู้ชายสองคนนี้เป็นใครคะ” “คนนี้คุณหมอธีรกานต์เป็นคุณหมอเจ้าของโรงพยาบาล ส่วนคนนี้หมอเอกอาทิตย์หรือหมอซันเป็นคนที่ขับรถชนอัญเมื่อคืนน่ะ” “หมอเอกอาทิตย์ขับรถชนอัญเหรอคะ” “ใช่ครับ คุณเรียกผมซันก็ได้ ผมขอโทษนะอัญผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เมื่อคืนผมรีบไปหน่อย” คุณหมอหนุ่มพูดด้วยความรู้สึกผิดกับอัญชิสามากๆ “ค่ะ” หญิงสาวพยักหน้าเพราะตอนนี้เธอกำลังสับสนเป็นอย่างมากไม่รู้ว่าเรื่องที่รับรู้อยู่มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า “อัญปวดหัวจังเลยค่ะ” เมื่อพยาบามคิดถึงเรื่องในอดีตหญิงสาวก็รู้สึกปวดศีรษะมากๆ “พักเถอะนะ พี่ขอลงไปทำงานเย็นนี้เลิกงานแล้วพี่จะขึ้นมาเยี่ยมใหม่ถ้ามีอะไรก็ให้พยาบาลโทรตามพี่ได้” ศิราณีบอกกับลูกน้องก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกับหมอเอกอาทิตย์และหมอธีรกานต์

บทที่ 3 แก้ปัญหาตรงหน้าไปก่อน

“พี่ณีครับผมมีเรื่องอยากปรึกษา” เอกอาทิตย์พูดกับหัวหน้าพยาบาลเมื่อเดินออกมาจากห้องพักของอัญชิสา “เรื่องอัญใช่ไหม” “ครับพี่ณี ผมอยากชวนพี่ไปคุยกับอาจารย์หมอหน่อยได้ไหมครับ” “ได้สิคะหมอซันพี่เองก็อยากถามถึงอาการของอัญอยู่เหมือนกัน” “ฉันไปด้วยนะ” “นายจะไปทำไม” “ก็ไปในฐานะนายจ้างของอัญไงล่ะ” ทั้งสามคนเดินไปยังห้องพักของอาจารย์หมอสุชาติ ธีรกานต์เคาะประตูเมื่อได้ยินเสียงอาจารย์หมอสุชาติอนุญาตก็รีบเปิดประตูเข้าไป “นี่จะมาคุยเรื่องคนไข้กับผมทั้งสามคนเลยเหรอ” “ครับอาจารย์ ผมจะถามอาจารย์ว่าอาการที่คุณอัญเขาเป็นอยู่มีโอกาสจะหายไหม” “โอกาสหายนะมีแต่ต้องใช้เวลาหน่อยน่ะ” “นานไหมคะหมอ” “บางทีอาจจะแค่วันสองวันหรือไม่ก็นานเป็นสัปดาห์ก็ได้” “แล้วเป็นไปได้ไหมครับที่เธอจะจำอะไรไม่ได้เลย” “เป็นไปได้ยากนะหมอซันเพราะผลซีทีสแกนไม่มีรอยโรคหรือเลือดออกตรงไหนเลย มันอาจจะเป็นแค่อาการวิตกกังวลหลังเกิดอุบัติเหตุหรือสมองอาจจะได้รับความกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อยแต่ผมว่าไม่นานเธอก็น่าจะกลับมาจำทุกอย่างได้” อาจารย์หมอบอกไปตามความจริง “ได้ยินอาจารย์หมอพูดแบบนี้ณีก็โล่งใจหน่อยค่ะ แล้วแบบนี้จะต้องอยู่โรงพยาบาลนานไหมคะ” “ผมขอสังเกตอาการสักสองสามวันก่อนนะ จากนั้นก็น่าจะกลับบ้านได้ ส่วนเรื่องกระดูกที่ร้าว เมื่อเช้าผมคุยกับหมอแผนกออร์โธฯ แล้วเขาบอกว่าไม่เป็นปัญหาอะไรแค่ใส่เฝือกอ่อนไว้แต่ห้ามคนไข้ลงน้ำหนักจนกว่าจะหายส่วนใหญ่ก็ไม่เกินสามเดือน” “อาจารย์ครับถ้าเกิดว่าเธอหายเป็นปกติแล้วเรื่องราวระหว่างช่วงนี้เธอจะยังจำได้ไหม” “ส่วนใหญ่คนไข้ก็จดจำได้ทั้งหมดนะ แต่ทั้งนี้ก็แล้วแต่คนไข้แต่ละคนด้วย ทางที่ดีช่วงนี้เราก็ค่อยๆ บอกข้อมูลของเธอไปทีละนิดถ้าเห็นว่าเธอเริ่มปวดหัวก็ให้เปลี่ยนเรื่องพูด” “ค่ะ อาจารย์ณีกับน้องในแผนกจะมาพยายามมาคุยกับเธอบ่อยๆ ” “ผมได้ยินบอกว่าเธออยู่คนเดียวที่หอพักโรงพยาบาลแล้วแบบนี้ถ้าออกโรงพยาบาลไปใครจะเป็นคนดูแลล่ะ” “ผมคิดว่าจะพาเธอไปอยู่ที่บ้านครับอาจารย์” “แต่หมอซันก็ต้องมาทำงานทุกวันนะแล้วตอนกลางวันล่ะ” “คิดว่าจะจ้างพยาบาลพิเศษไปคอยดูแลเธอแล้วก็น่าจะหาเด็กรับใช้สักคนครับ” “เรื่องเด็กรับใช้ไม่ต้องห่วงหรอกเดี๋ยวให้เด็กรับใช้ที่บ้านของแม่ฉันไปช่วยดูก็ได้บ้านของนายกับบ้านของฉันก็ไม่ได้ไกลกันมากเท่าไหร่” “ไม่เป็นไรหรอกกานต์ฉันว่าฉันหาเองได้” “แต่คนที่ไว้ใจมันหายากนะ เอาเถอะน่าเด็กที่บ้านฉันเยอะแยะให้ไปช่วยงานที่บ้านนายสักคนก็ไม่เดือดร้อนเท่าไหร่หรอก แล้วอัญเขาก็เป็นลูกน้องของฉันนะ ฉันก็อยากจะมีส่วนช่วยดูแลเธอบ้าง” “ส่วนเรื่องพยาบาลเดี๋ยวพี่จะหาพยาบาลที่ไว้ใจให้ดีไหมคะ” “ขอบคุณครับพี่ณี” “วางแผนกันแบบนี้ถามคนไข้แล้วใช่ไหม” “ยังเลยครับอาจารย์ ผมไม่รู้จะพูดยังไงให้อัญยอมไปอยู่กับผม” “ปกติแล้วคนไข้ที่จำอะไรไม่ได้ค่อนข้างจะไว้ใจคนยาก การจะพาเธอไปอยู่ในสถานที่แปลกใหม่หรือไปอยู่บ้านผู้ชายมันก็ยากนะ” อาจารย์หมอบอกตามประสบการณ์ที่ตนเองเคยเจอมา “ผมกำลังคิดเรื่องนี้อยู่ครับถ้าเกิดผมบอกว่าผมกับเธอเป็นแฟนกันเธอจะยอมไปที่บ้านของผมไหม” “นายคิดอะไรของนายอยู่ซัน ถ้าเกิดเธอจำทุกอย่างได้ขึ้นมานายไม่กลัวเธอโกรธเหรอ” "ฉันไม่รู้จะเอาวิธีไหนชวนเธอไปอยู่ที่บ้าน พี่ณีว่ายังไงครับ” “พี่ว่าข้อเสนอของหมอซันก็น่าสนใจดีนะ” “แล้วคุณอัญเขามีแฟนหรือเปล่าครับ” หมอธีรกานต์ถามหัวหน้าแผนกผู้ป่วยนอก “เท่าที่พี่รู้อัญฉันไม่มีแฟนนะคะ” “ถ้างั้นก็ตกลงตามนี้แล้วกันเราจะบอกเธอไปแบบนี้แหละให้เธอเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะไปอยู่กับผมที่บ้านหรือเปล่า แต่ถ้าได้พี่ณีช่วยพูดก็ว่าอัญเธอน่าจะเชื่อนะ” “เดี๋ยวตอนเย็นพี่ว่าจะขึ้นมาคุยกับอัญ บางทีถึงตอนนั้นอัญเขาอาจจะจำเรื่องทุกอย่างหมดแล้วก็ได้” “เรื่องนี้ผมรบกวนพี่บอกคนที่จะขึ้นไปเยี่ยมอัญด้วยนะครับ เรื่องที่ผมชวนอัญไปอยู่ที่บ้าน” “พี่จะกำชับเด็กในแผนกให้บอกว่าหมอซันกับอัญกำลังคบกันอยู่ตกลงตามนี้นะคะ” “ขอบคุณครับพี่ณี” “หมอซันคิดดีแล้วใช่ไหม” “ครับอาจารย์” เอกอาทิตย์ตอบอาจารย์หมอจากนั้นทั้งสามคนก็พากันออกมานอกห้อง ศิราณีขอตัวไปทำงานต่อขณะที่หมอเอกอาทิตย์เติมตามหมอธีรกานต์ไปที้หองทำงานของเขา “ฉันว่ามันมากเกินไปหรือเปล่าที่จะพาเธอไปอยู่ที่บ้าน แค่ให้เธอนอนพักรักษาตัวอยู่ที่นี่และจ้างพยาบาลดูแลก็น่าจะพอแล้วนะ” “ถ้าเป็นนายป่วยแล้วให้อยู่ในโรงพยาบาลตลอดเวลานายจะเบื่อไหม” “มันก็คงต้องเบื่อแต่ในเมื่อมันไม่มีทางเลือกก็คงต้องเป็นอย่างนั้น นอกเสียจากว่านายคิดอะไรกับเธอ” ธีรกานต์มองหน้าเพื่อนอย่างต้องการคำตอบและเมื่อเห็นเอกอาทิตย์หลบสายตาเขาก็เข้าใจทันทีว่าตอนนี้เพื่อนของตนรู้สึกยังไงกับพยาบาลสาวคนนั้น “นายกำลังชอบเธอใช่ไหม” “ไม่ใช่กำลังชอบแต่ฉันชอบเธอมานานแล้ว เพียงแต่ไม่มีโอกาสคุยกับเธอ” “แต่นายก็เจอเธอมานานหลายเดือนแล้ว” “ฉันย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ได้เกือบสี่เดือนก็เท่ากับระยะเวลาที่ฉันรู้จักกับเธอนั่นแหละ แต่เราไม่ค่อยได้คุยกันตามลำพังเลยทุกวันเจอกันก็เหมือนเพื่อนร่วมงานคนอื่น” “ถ้าเธอจำเรื่องทุกอย่างได้นายจะทำยังไง” “ฉันยังไม่คิดตอนนี้เราต้องแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าไปก่อนถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที” “นายไม่กลัวเธอจะโกรธเหรอ” “มันก็เป็นสิทธิ์ของเธอนะถ้าเธอจะโกรธแต่ตอนนี้สิ่งที่ฉันทำได้ก็คือรับเธอไปดูแลอย่างดีที่สุด มันเป็นความผิดของฉันเองด้วยที่ขับรถประมาท” “นายพูดเหมือนจะรับผิดชอบทั้งชีวิตเลยนะ” “มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกนะ แต่ถ้าหากคุณอัญเขาเต็มใจให้ฉันรับผิดชอบมันก็โอเคนะ” “ฉันขอถามอีกอย่าง ถ้าหากว่าเธอจำอะไรไม่ได้ตลอดล่ะ นายจะทำยังไง” “ก็ดีนะสิฉันจะได้เป็นความทรงจำเดียวของเธอ” “นายท่าจะบ้าแล้วนะ คิดอะไรแปลกๆ” “ไม่แปลกหรอก คนเรามันก็ต้องทำอะไรเพื่อตัวเองกันบ้าง ฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะ”

อ่านต่อ