วันที่เสิ่นเยวียนถูกคู่หมั้นส่งขึ้นศาล เป็นวันที่ฝนตกหนักมาก ตลอดสี่ปีที่คบกันจนถึงวันที่กำลังจะแต่งงาน เธอเคยเชื่อมาตลอดว่าเขารักเธอจริง และชีวิตแต่งงานของพวกเขาจะต้องเต็มไปด้วยความสุขแน่นอน จนกระทั่งวันแต่งงาน เพียงเพราะคำพูดเดียวของเสิ่นเมิ่ง น้องสาวต่างมารดาของเธอ ที่ทำให้เขาถึงกับส่งเธอขึ้นศาลด้วยมือของตัวเอง ภายในศาลที่เคร่งขรึมถมึงทึง “จำเลย เสิ่นเยวียน คุณถูกกล่าวหาว่าติดสินบนคณะกรรมการ ปลอมแปลงผลงานทางวิชาการและฆาตกรรมโดยเจตนา คุณมีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่?” แววตาของหญิงสาวแดงก่ำ เธอจ้องมองเซียวอี้ด้วยรอยยิ้มเย็นชาระคนสิ้นหวัง ทั้งยังเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ใคร ๆ ก็รู้ว่าไม่มีใครอยากเป็นศัตรูกับตระกูลเซียวเพียงเพราะคนธรรมดาอย่างเธอ จากนั้น เธอจึงกล่าวช้า ๆ อย่างชัดถ้อยชัดคำ “ฉัน...ไม่มีอะไรจะพูด” คนที่เธอรักสุดหัวใจ แท้จริงแล้วในตลอดเวลาที่ผ่านมาก็คบชู้กับน้องสาวต่างมารดาของเธอเอง ทั้งยังลอบขโมยผลงานวิชาการของเธอ และตอนนี้ยังใส่ร้ายว่าเธอเป็นฆาตกรโดยไม่แยแสถึงความสัมพันธ์ทางสายเลือดแม้แต่น้อย เธอจะมีอะไรให้พูดอีกล่ะ?! “ปัง......” เสียงค้อนในศาลกระทบพื้นดังขึ้นอีกครั้ง! “ศาลมีคำตัดสินให้จำเลยเสิ่นเยวียน ต้องโทษจำคุกแปดปี และต้องเสียค่าปรับเป็นเงินจำนวนหนึ่งล้านห้าแสน” การพิจารณาคดีจบลง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวเสิ่นเยวียนที่สวมชุดนักโทษออกไป ขณะที่เดินออกจากห้องพิจารณาคดี เธอหันกลับไปมองเซียวอี้ที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งฝ่ายโจทก์ ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชัง! ...... สามปีต่อมา ในเรือนจำ “เสิ่นเยวียน มีคนยื่นขอประกันตัวเธอ ออกไปได้แล้ว” เสิ่นเยวียนเงยหน้าขึ้น ใบหน้าซีดเซียวเต็มไปด้วยความตกตะลึง เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่า หลังจากถูกทรมานอย่างโหดร้ายในคุกมาถึงสามปี ในที่สุดเธอก็มีโอกาสได้ออกมา หนึ่งชั่วโมงต่อมา เสิ่นเยวียนที่ได้รับอิสรภาพจากเรือนจำถูกพาตัวมายังโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เมื่อก้าวเข้าไปในห้องผู้ป่วย เธอมองผ่านบานประตูใสเห็นผู้เป็นแม่ของเธอนอนหน้าซีดเผือดอยู่บนเตียงไอซียู ทั้งยังถูกล้อมรอบด้วยเครื่องช่วยชีวิตนานาชนิด ราวกับเป็นคนที่ไร้ลมหายใจไปแล้ว “แม่” เสิ่นเยวียนตื่นตระหนกจนตัวสั่นไปทั้งร่าง เธอรีบวิ่งไปที่ประตูเพื่อเปิดเข้าไปด้านใน “อย่าขยับ ห้องนี้ถูกปรับแต่งเป็นพิเศษ ถ้าฉันไม่อนุญาต ใครก็เข้าไปไม่ได้” “เสิ่นเมิ่ง เป็นเธอเองเหรอ?! แม่ของฉันตัดขาดจากตระกูลเสิ่นไปนานแล้ว ทำไมเธอยังต้องมาทำร้ายแม่ฉันอีก!” เสิ่นเยวียนจ้องมองเสิ่นเมิ่งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ขณะที่เสิ่นเมิ่งมองไปยังเสิ่นเยวียนนั้น แววตาของเธอฉายแววริษยาระคนดูแคลน จากนั้นก็หัวเราะเยาะเย้ยออกมา “พี่คงเข้าใจผิดไปแล้วล่ะ ฉันกำลังช่วยแม่ของพี่ต่างหาก ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน แม่ของพี่คงตายไปนานแล้ว พอพี่ออกจากคุกมาก็ได้เห็นแค่ศพของเธอเท่านั้นแหละ!” เสิ่นเยวียนบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ “เลิกเสแสร้งได้แล้ว เธอเนี่ยนะจะช่วยแม่ฉัน? เกรงแต่ว่าจะเป็นแค่ข้ออ้างให้เธอใช้ประโยชน์จากฉันมากกว่ามั้ง!” “พี่นี่ฉลาดสมกับที่เคยเป็นดาวรุ่งของวงการวิชาการจริง ๆ เลย น่าเสียดายที่ตอนนี้พี่เป็นแค่คนขี้คุกในคดีพยายามฆ่า ไม่ต่างอะไรจากหมากตัวหนึ่งที่ฉันจะใช้ยังไงก็ได้!” เสิ่นเมิ่งยิ้มเหยียด ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงรื่นเริง “วันนี้ถ้าพี่แค่ยอมไปนอนกับคุณหลี่หนึ่งคืน ฉันจะช่วยให้พี่ออกจากคุก และยังจะรักษาแม่ของพี่ด้วย” “หลี่เสวียน่ะเหรอ?! ไอ้แก่ที่อายุหกสิบกว่านั่นน่ะเหรอ! เธอจะบ้าไปแล้วหรือไง? !” เสิ่นเยวียนแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “แล้วยังไงล่ะ คนที่ต้องไปนอนกับเขาก็คือพี่ ไม่ใช่ฉันสักหน่อย ขอแค่พี่ยอมนอนกับเขาหนึ่งคืน ตระกูลของเราก็จะได้ออเดอร์สั่งซื้ออาวุธจากตระกูลหลี่ เงินจำนวนมหาศาลขนาดนั้น ต่อให้ขายพี่ไปก็ยังไม่พอกับเงินจำนวนนั้นด้วยซ้ำ! แต่ถ้าพี่ไม่ไป……” เสิ่นเมิ่งชี้ไปยังห้องไอซียูก่อนจะบอกต่อไปว่า “ฉันจะให้คนถอดเครื่องช่วยหายใจของแม่พี่ซะเดี๋ยวนี้เลย แล้วพี่ก็จะได้เห็นแม่ตายไปต่อหน้าต่อตา! ฉันให้เวลาพี่คิดห้าวินาที…… ห้า สี่ สาม……” “ก็ได้ ฉันจะไป!” เสิ่นเยวียนตอบตกลงอย่างอับจนหนทาง น้ำตาไหลพรากลงมาอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้ แต่เพื่อแม่ที่นอนป่วยอยู่บนเตียง เธอไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว ไม่นานหลังจากนั้น เสิ่นเยวียนถูกจับให้แต่งตัวใหม่ ก่อนจะถูกส่งขึ้นรถไป เธอกำลังจะถูกส่งไปให้ตาแก่วัยหกสิบกว่าที่อ้วนฉุน่าขยะแขยง ต้องถูกเขาทำลายทั้งร่างกายและศักดิ์ศรี ถึงขนาดเป็นครั้งแรกของเธอเลยก็ว่าได้
ค่ำคืนนั้น รถยนต์แล่นไปตามถนนอันว่างเปล่าไร้ผู้คน “ปัง!” จู่ ๆ เสียงปืนก็ดังสนั่นขึ้นอย่างกะทันหัน กระจกหน้าต่างรถแตกกระจาย! เสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้น บรรดาร้านค้าประปรายข้างถนนรีบปิดร้านทันที คนขับรถที่มาส่งเสิ่นเยวียนถึงกับตกใจจนวิญญาณแทบหลุด เขารีบหักพวงมาลัยหลบ แต่กลับพุ่งชนข้างทางจนสลบไปเสียอย่างนั้น เสิ่นเยวียนเองก็ถูกแรงกระแทกจนอยู่ในสภาพมึนงงเช่นกัน เธอพยายามพยุงศีรษะ มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเปลวไฟลุกโชติช่วงอยู่ไม่ไกล! ให้ตายเถอะ! ดันมาเจอเหตุการณ์ยิงปะทะเข้าแล้ว! น่าจะเป็นพวกแก๊งมาเฟียที่กำลังแย่งชิงอาณาเขตกัน! เสิ่นเยวียนพยายามตั้งสติ เธอเปิดประตูรถแล้วเดินลงไป โดยจะไปแอบอยู่ข้างทาง แต่แล้วก็เห็นชายร่างสูงใหญ่ดูสง่างามคนหนึ่งพุ่งตรงมาทางเธอ เขามาพร้อมกับลาดไหล่ที่แผ่กว้างรับกับช่วงเอวสอบ เรียกได้ว่ารูปร่างดีเยี่ยม เขาสวมหน้ากากปิดบังเอาไว้จึงมองไม่เห็นใบหน้า แต่ดวงตาสีดำลึกล้ำราวกับหินออบซิเดียนและสันจมูกที่โด่งคมที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน บริเวณหน้าท้องแกร่งมีคราบเลือดเปื้อนอยู่ เห็นได้ชัดว่าได้รับบาดเจ็บ ชายคนนั้นวิ่งโซเซมาถึงตัวเสิ่นเยวียน ก่อนจะล้มหัวทิ่มลงหมดสติอยู่ตรงหน้าเธอ ไม่นานนัก กลุ่มชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ที่มีรอยสักหัวกะโหลกบนแขนก็กรูกันเข้ามา กลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาล้อมรอบเสิ่นเยวียนและชายคนนั้นเอาไว้ “ดีเลย! มันสลบไปแล้ว รีบส่งมันไปลงนรกซะ!” ชายหัวโล้นที่เป็นหัวหน้าแก๊งยกปืนขึ้น เตรียมจะลั่นไกใส่ชายร่างสูงใหญ่ที่นอนอยู่บนพื้น แต่แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเสิ่นเยวียน เป็นเพราะต้องส่งตัวไปทำให้คนอื่นมีความสุข เสิ่นเยวียนจึงถูกแต่งตัวให้ดูงดงามยั่วยวนอย่างยิ่ง เธอสวมชุดเดรสรัดรูปสีแดงสด ซึ่งโอบรัดทรวดทรงอันเย้ายวนของเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับปีศาจสาวจอมยั่วสวาท ผิวของเธอขาวราวหิมะ ผมยาวถูกดัดเป็นลอนปล่อยสยายลงบนเรือนร่าง แต่ใบหน้าขาวผ่องของเธอกลับบริสุทธิ์งดงามราวกับตุ๊กตา ดูเธอไร้เดียงสามาก ความไร้เดียงสาบนใบหน้าที่มาพร้อมกับเรือนร่างอันเย้ายวน ทำให้ใครก็ตามที่มองต่างต้องรู้สึกแห้งผากไปทั้งปากคอ ชายหัวโล้นและสมุนของเขาถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ พวกเขาไม่เคยเห็นผู้หญิงที่สวยขนาดนี้มาก่อนเลย สายตาของเขาฉายแววหื่นกระหายขึ้นมาทันที “พวกแกฆ่ามันซะ ส่วนสาวสวยคนนี้ ฉันจะจัดการเอง!” ชายหัวโล้นพุ่งเข้าหาเสิ่นเยวียนด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือ ก่อนกดร่างของเธอแนบลงกับกระจกหน้าต่างรถอย่างแรง...... “อย่า อย่านะ!” เสิ่นเยวียนเผยสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด น่าสงสารจนใครเห็นก็ต้องเวทนา “ฉันขอร้องล่ะ อย่าทำร้ายฉันเลย” “คนสวย ฉันจะทำร้ายเธอได้ยังไง ฉันจะทำให้เธอมีความสุขต่างหาก!” ชายหัวโล้นหัวเราะอย่างวิปริต มองใบหน้าอันหวาดกลัวของเธอด้วยความตื่นเต้น สมุนที่อยู่ด้านหลังก็มองมาด้วยสายตาหื่นกระหายเช่นกัน รอชมภาพเจ้านายของพวกมันปู้ยี่ปู้ยำหญิงงาม แต่ทันใดนั้นเอง จู่ ๆ มือเรียวของเสิ่นเยวียนกลับคว้าปากกาสแตนเลสด้ามหนึ่งขึ้นมา แล้วเสียบมันเข้าที่ลำคอของชายหัวโล้นอย่างแรง ร่างใหญ่โตของชายหัวโล้นชะงักค้าง เลือดสด ๆ พลันไหลทะลักออกมาจากแผลบนลำคอ เขายกมือขึ้นกุมลำคอขณะจ้องมองเสิ่นเยวียนด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เวลานี้เสิ่นเยวียนไม่มีเค้าความหวาดกลัวเหมือนที่เธอแสดงออกเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย ดวงตาใสประดุจคริสตัลฉายแววเย็นเยียบ เมื่อครู่เธอยังเป็นหญิงสาวอ่อนหวานงดงามราวกับนางฟ้าอยู่เลย แต่ตอนนี้ใบหน้านั้นกลับแปดเปื้อนด้วยรอยเลือด นี่มันกุหลาบแห่งนรกชัด ๆ ! “นังสารเลว แกรนหาที่ตายแล้ว!” เหล่าลูกสมุนที่เหลือต่างอึ้งกันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพุ่งเข้ามาหมายจะฆ่าเสิ่นเยวียนทิ้งเสีย แต่เธอตวาดเสียงเฉียบคม “อย่าขยับ ไม่อย่างนั้นฉันจะดึงปากกานี้ออกเดี๋ยวนี้! แล้วเขาจะตายในทันที!” ทุกคนต่างพากันชะงัก ไม่กล้าเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย แต่แล้วในขณะนั้นเอง ชายร่างสูงที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นมาตลอด กลับยกปืนขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลั่นไกใส่พวกมันจนเลือดสาดกระเซ็น ตายหมดสิ้นในพริบตา! เห็นได้ชัดว่าอาการบาดเจ็บเมื่อครู่เป็นเพียงการเสแสร้งเท่านั้น แม้แต่ชายหัวโล้นที่เสิ่นเยวียนควบคุมอยู่ก็ถูกยิงเข้าที่ศีรษะจนเนื้อสมองกระจายเกลื่อน เสิ่นเยวียนมีปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็ว รีบเบี่ยงหน้าหลบทันที แต่ก็หลบได้เพียงใบหน้าเท่านั้น เลือดสีแดงฉานเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าและเส้นผมของเธอเต็มไปหมด “แหวะ!” กลิ่นคาวเลือดรุนแรงทำให้เสิ่นเยวียนทนไม่ไหวอีกต่อไป ปฏิกิริยาทางกายสั่งให้เธอรีบหันหน้าหนีไปสะอิดสะเอียนทันที ขาของเธออ่อนแรงลงในพริบตา จนทั้งร่างของเธอถึงกับล้มลงไปด้านข้าง แต่ขณะที่ร่างบอบบางกำลังจะร่วงลงถึงพื้นนั้น ชายคนนั้นกลับคว้าเอวของเสิ่นเยวียนไว้ โอบทั้งร่างเธอเข้าสู่อ้อมแขน ก่อนจะยกยิ้มบางเบา “ตัวเล็ก เมื่อกี้เธอยังปกป้องตัวเองได้อยู่เลยไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้ถึงหมดแรงซะแล้วล่ะ?” เสิ่นเยวียนขวัญผวาจนตัวสั่น รีบผลักเขาออกไปด้วยสีหน้าระแวดระวัง “ปล่อยฉัน!” แต่แล้วในตอนนั้นเอง บนถนนที่เคยว่างเปล่า จู่ ๆ ก็มีชายชุดดำจำนวนมากปรากฏตัวขึ้นนับไม่ถ้วน แม้แต่บนยอดตึกสูงโดยรอบก็ยังมีเหล่านักแม่นปืนระยะไกลยืนประจำอยู่เต็มไปหมด พวกเขาเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบราวกับได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี พร้อมกับมีอาวุธครบมือ บนร่างของพวกเขาแต่ละคนเต็มไปด้วยรังสีสังหารที่แผ่ซ่าน ดูก็รู้ว่าเคยผ่านการคร่าชีวิตมาไม่น้อย เสิ่นเยวียนยังเห็นอีกว่า ในมือของบางคนถึงกับมีทั้งปืนกลและเครื่องยิงจรวดเลยทีเดียว! นี่มันไม่ต่างจากกองทัพที่ได้รับการฝึกฝนจากรัฐบาลเลยสักนิด! แต่เหล่าชายชุดดำที่น่าหวาดกลัวอย่างยิ่งเหล่านี้ กลับคุกเข่าลงราวกับอันเชิญเทพเจ้าเมื่อเห็นชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า ผู้คนมากมายเหล่านั้นก้มโค้งศีรษะลงโดยพร้อมเพรียงกัน ชายชุดดำที่เป็นหัวหน้าเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเคารพอย่างถึงที่สุด “คุณชายเซียว โปรดสั่งการครับ” เสิ่นเยวียนถึงกับตกตะลึงจนเผลอหลุดปากออกมาอย่างอดไม่ได้ “คุณชายเซียว? คุณคือเซียวเป่ยหานงั้นเหรอ? !”
เซียวเป่ยหานรับผ้าเช็ดหน้าที่เหยียนหุยคนสนิทของเขายื่นให้ เขาค่อย ๆ เช็ดคราบเลือดบนมืออย่างไม่รีบร้อน ท่วงท่าดูสง่างามมาก จากนั้นก็ถอดหน้ากากออกอย่างเชื่องช้า ภายใต้หน้ากากเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาชวนให้ตกตะลึง นัยน์ตาของชายหนุ่มประกายแววลุ่มลึกดำสนิท คล้ายห้วงเหวที่ดึงดูดให้คนจมดิ่งไม่มีที่สิ้นสุด ถัดจากสันจมูกสูงโด่งโดดเด่นลงมา คือริมฝีปากบางที่มีรูปทรงงดงาม ใบหน้าคมคายราวกับรูปสลักของชาวกรีกโบราณเปี่ยมไปด้วยพลังและเสน่ห์อันงามสง่า จนดูราวกับไม่ใช่มนุษย์อย่างแท้จริง นี่คือใบหน้าที่ราวกับถูกสวรรค์บรรจงสร้างขึ้นมาอย่างแน่แท้ งดงามสะกดใจยิ่งกว่าดาราระดับท็อปในวงการบันเทิงหลายเท่าตัวเสียด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ทรงอำนาจกว่าความงาม คือออร่าอันแข็งแกร่งของชายหนุ่ม นั่นเป็นอำนาจของผู้ที่อยู่เหนือผู้คน ผู้ที่นั่งอยู่บนจุดสูงสุดมาโดยตลอด และสามารถกำหนดชะตาชีวิตของคนมากมายได้ในพริบตา “ถ้าใช่แล้วจะทำไม?” เซียวเป่ยหานยิ้มบาง แววตาสีดำขลับฉายแววอันตรายเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะจางหายไป เสิ่นเยวียนเบิกตากว้างทันที ชื่อนี้เปรียบเสมือนตัวแทนของตำนาน เซียวเป่ยหานเดิมเป็นเพียงคนจากสายรองของตระกูลเซียว ออกไปต่อสู้ดิ้นรนเพียงลำพังและหายสาบสูญไปสิบปี ทว่าเมื่อเขาหวนกลับมา เขาสามารถใช้เพียงพลังของตัวเองกวาดล้างอำนาจมืดของประเทศนี้ได้ และกลายเป็นราชาแห่งโลกมืดได้สำเร็จ! แม้แต่ประธานาธิบดีก็ยังต้องเกรงใจเขา อดีตคู่หมั้นของเสิ่นเยวียน...... ตระกูลเซียวที่อยู่เบื้องหลังเซียวอี้ ก็เพราะมีเซียวเป่ยหานอยู่ ทำให้สามารถก้าวกระโดดจากตระกูลธรรมดาขึ้นไปเป็นตระกูลชั้นสูงได้ ว่ากันตามลำดับเครือญาติแล้ว เซียวอี้เป็นหลานชายของเซียวเป่ยหาน กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากไม่มีเรื่องวุ่นวายในงานแต่งงาน เสิ่นเยวียนก็คงได้เป็นหลานสะใภ้ของเซียวเป่ยหานไปแล้ว แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ตระกูลหลี่ที่เสิ่นเมิ่งน้องสาวของเธอ ข่มขู่ให้เธอไปถวายตัวนั่นต่างหาก แม้ว่าจะเป็นผู้ควบคุมเมืองซูรา แต่เมื่อเทียบกับอำนาจมืดของเซียวเป่ยหานแล้ว ก็เทียบอะไรไม่ได้เลย! ก็ไม่ต่างอะไรกับ...... แมลงตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ใต้เท้าช้างเท่านั้น! จู่ ๆ เสิ่นเยวียนก็เกิดความคิดหนึ่งแวบขึ้นมา ถ้าหากเธอขอความช่วยเหลือจากผู้ชายคนนี้ เช่นนั้นเธอก็จะไม่ต้องเสียตัว และแม่ของเธอก็อาจจะได้รับการช่วยเหลือด้วยใช่หรือไม่? เสิ่นเยวียนสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนลองถามหยั่งเชิง “เมื่อครู่ฉันก็ถือว่าช่วยคุณไปแล้ว คุณก็พอจะช่วยฉันสักเรื่องได้ไหมล่ะ” แววตาสีดำขลับของชายหนุ่มฉายประกายความสนใจขึ้นมาวาบหนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้หญิงสามารถรักษาความสงบนิ่งต่อหน้าเขาได้เช่นนี้ แถมเพิ่งเห็นเขาฆ่าคนไปหมาด ๆ ด้วยซ้ำ เซียวเป่ยหานเกิดความสนใจขึ้นมาแล้ว เขาก้าวเดินเข้าไปหาเสิ่นเยวียนด้วยท่าทีสงบนิ่งและแฝงไปด้วยความเกียจคร้าน ปลายนิ้วยาวเรียวที่มีข้อกระดูกเด่นชัดยื่นมาบีบปลายคางเล็กแสนละเอียดอ่อนของเสิ่นเยวียน ดวงตาคมเข้มหรี่ลง จ้องมองเธอด้วยสายตาเจือแววหยอกเย้า สุ้มเสียงของเขาทุ้มลึกเปี่ยมเสน่ห์เหลือแสน “เธอรู้ตัวไหมว่ากำลังต่อรองกับใครอยู่? ไม่กลัวว่าฉันจะฆ่าเธอเหรอ” หัวใจของเสิ่นเยวียนเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ อำนาจและแรงกดดันจากชายคนนี้หนักหน่วงราวกับซาตานจากขุมนรกไม่มีผิด บดขยี้เธอจนแทบหายใจไม่ออก ผู้ชายคนนี้ อันตรายถึงขีดสุด การต่อรองกับเขาก็ไม่ต่างจากการเดินเข้าไปในถ้ำเสือ! แต่นอกจากเซียวเป่ยหาน เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วจริง ๆ “ฉันเคยเรียนปริญญาเอกด้านเคมีและการแพทย์ ได้รับสิทธิบัตรดีเด่นมากมาย ถ้าคุณช่วยฉัน ฉันสามารถทำเงินให้คุณได้นะ!” ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจ “ฉันไม่ขาดเหลือเรื่องเงิน” ปลายนิ้วของเขาเลื่อนไปสัมผัสแก้มนุ่ม ๆ ของเสิ่นเยวียน เสิ่นเยวียนรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่ติดอยู่บนมือของเขาอย่างชัดเจน บรรยากาศเย็นยะเยือกและแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวยังคงโอบล้อมเธอไม่สร่างคลาย แม้ว่าสีหน้าของชายหนุ่มจะดูอ่อนโยน แต่เสิ่นเยวียนไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย เธอเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง “คุณ…… ต้องการอะไร ขอแค่ฉันสามารถให้ได้ ฉันยินดีแลกทุกอย่างค่ะ” คำพูดเหล่านี้ทำให้แววตาของเซียวเป่ยหานเปลี่ยนไปทันที ในที่สุด ดวงตาสีดำลึกล้ำราวกับเหวลึกของชายหนุ่มก็สะท้อนภาพของเสิ่นเยวียนขึ้นมา ราวกับเทพเจ้าผู้สูงส่งที่ยอมปรายตามองผู้ศรัทธาเป็นครั้งแรก “ทุกอย่างเลยเหรอ?” จู่ ๆ ชายหนุ่มก็หัวเราะออกมาเบา ๆ “งั้น…… ฉันต้องการสิ่งนี้” พูดจบ มือข้างหนึ่งของเขาพลันโอบรอบเอวคอดของเสิ่นเยวียน ส่วนอีกมือหนึ่งตรึงกรอบคางเล็กบางของเสิ่นเยวียนเอาไว้ จากนั้น...... ท่ามกลางสายตาของทุกคน เขาถึงกับก้มลงประทับจูบที่ลึกซึ้ง!