เช้าวันนี้ท้องฟ้าอึมครึม สายลมเย็น ๆ พัดมากระทบใบหน้าของเขาเป็นระยะ ๆ ถ้าหากคาดไม่ผิด อีกไม่นานฝนคงเทกระหน่ำลงมาแน่ ๆ อากาศในช่วงนี้มันช่างวิปริตจริง ๆ วิปริตเหมือนใจของคนหลาย ๆ คน 'ภูมิ' ชายหนุ่มอายุ 30 ปี รีบพาร่างสูง 180 เซ็นติเมตรเดินเข้าไปในสำนักงานนักสืบเอกชนแห่งหนึ่ง เขาขยับแว่นสายตาและรีบก้าวขาให้เร็วขึ้น เมื่อเขามองเห็น 'ผู้ว่าจ้าง' ของเขานั่งอยู่หลังเก้าอี้บุนวมตัวใหญ่ ภูมิรีบทรุดนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม "เป็นไงบ้างช่วงนี้ คดีที่ให้ไปสืบ คืบหน้าไปถึงใหนแล้ว" เจ้าของสำนักงานนักสืบแห่งนี้หรือผู้ว่าจ้างของภูมิเอ่ยถามเขาทันทีที่ตูดของเขาแตะเก้าอี้ ภูมิขยับแว่นสายตาอีกครั้งก่อนตอบคำถามเขาคนนั้น "ยังไม่มีอะไรคืบหน้า เงียบเหมือนป่าช้า" "จากความสามารถของนายไม่น่าจะยากนะ" "ไม่ใช่ว่ามันยากแต่ยังไม่มีอารมณ์" ภูมิตอบกลับไปอย่างไม่ยี่หระ และทำท่าจะลุกขึ้น แต่ 'ผู้ว่าจ้าง' ของเขาโบกมือเป็นเชิงห้าม เขาจึงทรุดลงนั่งอีกรอบ "ระวังตัวด้วย โรคเก่ากำเริบถี่ขึ้นแล้วไม่ใช่เหรอ" เมื่อเขาพูดจบภูมิก็ลุกขึ้นและเดินออกมาจากสถานที่แห่งนั้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเดินออกมาพ้นชายคา ภาพเบื้องหลังของภูมิก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป ไม่เหลือสภาพของสำนักงานที่ดูดี สะอาดสะอ้าน แห่งนั้นอีก กลับกันมันกลับกลายสภาพเป็นเหมือนสำนักงานร้าง ๆ ที่ไม่น่าจะมีคนอาศัยอยู่ได้เลย ภูมิค่อนข้างหัวเสียเล็กน้อย แค่เตือนเขาให้ระวังตัวถึงกับต้องให้เขาถ่อสังขารมาหาถึงที่นี่ โทรไปบอกหรือไม่ก็ไลน์ไปก็ได้ ทำตัวเป็นพวกโลว์เทคโนโลยี่ไปได้ ทั้งที่ตัวเองก็อยู่บนโลกนี้มาตั้งไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปีแล้ว น่าจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของโลกยุคนี้บ้าง รู้บ้างสิว่าการเดินทางมันมีค่าใช้จ่าย กี่ครั้งแล้วที่เขาทำงานให้แต่ค่าจ้างไม่คุ้มกับงานที่ทำเลย ไปหาน้อง ๆ หนู ๆ ที่สถานที่อโคจรก็หมดแล้ว ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนจากข้อความของโทรศัพท์ ภูมิจึงล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตสีดำ หยิบเอาโทรศัพท์ออกมาเปิดดู 'ยอดเงินในบัญชีของคุณมี 500,789.99 บาท' ให้มันได้อย่างนี้สิ เงินถึง งานก็เดิน ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเสื้อ ขยับแว่นสายตา ขึ้นคร่อมมอร์เตอร์ไซค์ฮอนด้าสตรีท 400 สวมหมวกกันน็อคและขับออกไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว แวะตู้ ATM กดเงินไปใช้เล่น ๆ ซะหน่อยสักแสน "สวัสดีครับพระคุณเจ้า" ภูมินั่งคุกเข่าอยู่หน้ากุฏของพระสงฆ์รูปหนึ่งอย่างสำรวม "โยม..ภูมิ ไม่เจอเป็นเดือน งานยุ่งหรือ โยมแม่เป็นอย่างไรบ้าง" "ก็เรื่อย ๆ ครับพระคุณเจ้า แม่สบายดี ตอนนี้อยู่ที่เกาหลี แม่เป็นเมนลิซ่า พระคุณเจ้าก็น่าจะรู้" จะว่าไปก็คิดถึงแม่เหมือนกันนะเนี่ย ไม่เจอเป็นเดือนแล้ว "คราวนี้บริจาคเท่าไหร่ล่ะ รีเควสไว้ได้เลยว่าจะให้เอาไปทำอะไรบ้าง" "รอบนี้เจ้านายใจป้ำ ผมโอนให้พระคุณเจ้าสองแสนครับ" เจ้านายที่ภูมิหมายถึงก็คือ 'ผู้ว่าจ้าง' คนนั้นนั่นเอง "อืม เดี๋ยวขึ้น 15 ค่ำรอบนี้ อาตมาจะรีบจัดการให้ จะให้ใครเป็นพิเศษไหม" "ไม่ล่ะครับ พวกเขาพิเศษสำหรับผมทุกตน เอ๊ยทุกคน" อยู่คุยกับพระคุณเจ้าได้สักพัก ภูมิก็ขอตัว ขับมอร์เตอร์ไซค์คู่ใจกินลมชมวิวไปเรื่อย ๆ มองวิวสองข้างทางอย่างสบายอารมณ์ ลมพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ แล้วฝนก็กระหน่ำตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เขาจึงพารถคู่ใจแวะจอดที่ศาลาพักรถข้างทาง "ขอหลบฝนหน่อยนะครับคุณตาคุณยาย" ภูมิเอ่ยขออนุญาติสองตายายที่นั่งอยู่ในศาลา พร้อมกับถอดหมวกกันน็อคและถอดแว่นสายตาออกมาเช็ดไปด้วย ชำเลืองหางตามองสองตายายที่นั่งอยู่อีกมุมหนึ่ง พอแว่นแห้งและสะอาดดีแล้วเขาก็รีบสวมแว่น ภาพภายใต้แว่นสายตาก็สดใสขึ้นทันที ยิ้มให้สองตายายอีกครั้ง แล้วก็ก้มหน้าเขี่ยโทรศัพท์ เกือบชั่วโมงฝนจึงเริ่มซาเม็ดลง ภูมิจึงเดินออกมาจากศาลาและโบกมือให้สองตายายที่ตอนนี้ทั้งสองขึ้นไปนั่งห้อยขาอยู่บนหลังคา เสียงท้องของภูมิร้องจ๊อก ๆ เขาจึงรีบบิดคันเร่งมุ่งหน้าเข้าสู่ตลาด ไปกินก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำดีกว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้องจริง ๆ "คุณตาครับ คุณตาไปกับผมไม่ได้นะครับ" พูดกับกระจกส่องหลังเสียงเข้ม "ไม่ดื้อนะครับ แล้วผมจะจัดการให้" จบคำพูดของภูมิ คุณตาก็หายวับไปทันที ภูมิรู้สึกหนักใจหน่อย ๆ พักนี้ 'พวกเขา' สามารถเข้ามาประชิดตัวของภูมิได้บ่อยขึ้น ไม่ใช่ว่า 'พลัง' ในตัวเขามันลดน้อยลง แต่ในทางตรงกันข้ามมันกลับเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก 'พวกเขา' ส่วนมากที่เข้ามาประชิดตัวของภูมิจะต้องการขอความช่วยเหลือ หรือขอส่วนบุญ ซึ่งภูมิก็ไม่เคยปฏิเสธ เขาช่วยเหลือทุกตน โดยให้พระคุณเจ้าเป็นสื่อกลาง โดยเงินที่เขาบริจาคนั้น พระคุณเจ้าจะใช้ในการประกอบพิธีส่งดวงวิญญาณให้แก่สัมพเวสี และผีไม่มีญาติ เรื่องนี้จะเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ ใครชอบแนว ๆ นี้ ผี วิญญาณเข้ามาลองอ่านกันดูนะ
ภูมิ หรือ ธนวัฒน์ อัครวงศ์ เกิดวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม เขามีเลือดกรุ๊ป AB ตอนแรกเกิดภูมิมีสภาวะสมองขาดออกซิเจน หยุดหายใจไปเกือบนาที แต่คุณหมอช่วยปั๊มหัวใจและดึงชีวิตของเขาออกจากอุ้งมือของพญามัจจุราชมาได้ แต่เนื่องจากสมองขาดออกซิเจนไปนานเนื้อสมองบางส่วนถูกทำลาย หมอจึงไม่รับรองว่าเขาจะเติบโตมาแบบคนปกติหรือไม่ แต่สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ภูมิโตมามีพัฒนาการสมวัย แต่มีสิ่งหนึ่งพ่วงมาด้วยซึ่งบางคนบอกว่ามันเป็น 'พรสวรรค์ ' แต่สำหรับตัวของภูมิเองแล้วสิ่งนี้ภูมิขอเรียกมันว่า 'คำสาป' ภูมิมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากสายตาของคนปกติเค้ามองเห็นมาตั้งแต่เขาจำความได้ และสามารถรับรู้ถึงอารมณ์ของผู้คนที่เขาสัมผัสแม้เพียงปลายก้อย ส่งผลให้ตอนเด็กเขามักจะพูดคนเดียว และทำของหายบ่อย ๆ เพราะเขามักจะแบ่งปันของเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นขนม ของเล่น หรือแม้กระทั่งรองเท้าให้กับบรรดาเพื่อนที่มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่มองเห็น เขามักจะเก็บตัวและชอบเล่นคนเดียว จนกระทั่งเขาอายุได้เก้าขวบ วันนั้นฝนตกหนัก ภูมิจำได้ว่าเขาวิ่งตามเด็กผู้ชายคนหนึ่งไปที่หลังบ้าน เมื่อตามไปทันเด็กคนนั้นก็กลายเป็นผู้ชายร่างสูงใหญ่ สวมหมวกคาวบอย ใส่ชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนส์ แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าสะพรึงก็คือดวงตาภายใต้หมวกคาวบอยนั้น มันช่างลึกและกลวงโบ๋ราวกับหลุมดำอันไม่มีที่สิ้นสุด ภูมิสบตากับมัน หนูน้อยรู้สึกราวกับว่าวิญญาณของเขาจะถูกดูดและตกลงไปภายใต้หลุมดำนั้น ภูมิจำได้ว่าตัวเองกรีดร้องออกมาสุดเสียง และสลบไป ตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในอ้อมกอดของแม่ และพ่อก็กำลังบีบนวดขาให้ "แม่หนูกลัว" พร้อมกับซบหน้าลงไปซุกอกของแม่ร้องไห้สะอึกสะอื้น "ไม่ต้องกลัว พ่อกับแม่อยู่นี่ อยู่ตรงนี้กับหนู" พ่อของเขาพูดออกมาเสียงแผ่ว มองหน้าแม่อย่างกังวล ไม่รู้ว่าลูกเป็นอะไรกันแน่ มีคนรอบข้างหลาย ๆ คนบอกกับเขาว่าลูกชายของเขาเป็นบ้า หรือไม่ก็ปีศาจร้าย ควรจะไปหาหลวงพ่อหรือหมอผีบ้าง แต่เขากับภรรยาก็ไม่เชื่อ แต่เห็นทีคราวนี้เขาอาจจะต้องทำตามเพราะเคยพาลูกไปโรงพยาบาล หาหมอเด็กเฉพาะทางมาหลายคน แต่อาการของภูมิก็ไม่ดีขึ้น เขายังชอบเก็บตัว พูดคนเดียว และชอบเล่นคนเดียวเหมือนเดิม หลังจากที่ลูกชายหลับไปแล้วสองสามีภรรยาก็มาปรึกษากันถึงเรื่องในวันนี้ "เห็นทีเราต้องทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะแม่ หลวงตาที่วัด ท่านน่าจะให้คำตอบกับเราได้" วันรุ่งขึ้นพ่อกับแม่ของภูมิก็ลางานและเตรียมของไปทำบุญที่วัดในหมู่บ้าน "มาซะทีนะ..โยม" หลวงตาพูดขึ้นหลังจากที่ท่านฉันภัตตาหารเช้าเสร็จและภูมิก้มลงกราบท่าน ราวกับรู้ว่ายังไงพวกเขาก็ต้องมาพบท่านแน่นอน ตอนนั้นภูมิยังไม่รู้เรื่องอะไรเท่าไหร่แต่ได้ยินพ่อกับแม่พูดกันเรื่องจะต้องทำการ 'ปิดตาที่สาม' ให้กับเขา แต่หลังจากเสร็จพิธีแล้วหลวงตาท่านมีท่าทางหนักใจและบอกกับแม่และพ่อของภูมิว่า ไม่รู้ว่าจะทำการ 'ปิด'ได้นานแค่ใหน เพราะพลังของภูมินั้นมันกล้าแกร่งมาก หากปิดกั้นนานเกินไป พลังจะทะลักล้นออกมา อาจจะส่งผลเสียต่อตัวของภูมิได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับพลังจิตและสภาพร่างกายของภูมิด้วย เปรียบเสมือนเขื่อนที่มันจะสามารถทนรับแรงดันของน้ำได้นานขนาดไหน หากไม่มีการระบายน้ำออกมาเลย เขื่อนอาจจะแตกได้ หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นภูมิก็เติบโตมาเหมือนเด็กปกติเรียนหนังสือรู้เรื่อง ซึ่งก่อนหน้านั้นครูเคยบอกว่าเขาเป็นเด็กสมาธิสั้น และไม่อยู่นิ่ง จนกระทั่งอีกหกปีต่อมา ในวันครบรอบวันเกิดภูมิปีที่ 15 พอดี ความสามารถในการมองเห็นสิ่งที่คนปกติมองไม่เห็นของภูมิก็กลับมา เพราะหลวงตาท่านที่ทำพิธี 'ปิดตาที่สาม' ให้ภูมิท่านมรณะภาพ และเขาก็เสียพ่อไปในปีนั้นนั่นเอง แต่..คราวนี้ภูมิไม่ใช่เด็กน้อยเหมือนครั้งก่อนแล้ว เขารู้วิธีควบคุม 'พลัง' ในตัวเองได้จากการนั่งสมาธิ และเขาก็ได้พบกับมันอีกครั้ง เจ้าปีศาจคาวบอยนัยน์ตามืดมิดตนนั้น มันมาเพื่อบอกกับภูมิว่า ภูมิคือบุคคลพิเศษ ถูกส่งมาเพื่อให้ทำภาระกิจบางอย่าง ซึ่งตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องรู้ และได้บอกวิธีควบคุมสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นให้กับเขาด้วย ซึ่งภูมิเรียกเขาเหล่านั้นว่า 'ดวงจิต" ตอนที่สอบปลายภาคเทอมสุดท้ายของ ม.6ภูมิเคยใช้ให้ดวงจิตดวงหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่โรงเรียนแห่งนั้นมานานนับร้อยปีไปดูคำตอบของคนที่เรียนเก่งที่สุดในห้องมาให้เขา โดยแลกกับการที่ภูมิทำให้ดวงจิตดวงนั้นหลุดพ้นจากการสิงสถิตอยู่ที่นี่ ทำให้เทอมนั้นภูมิสอบผ่านทุกวิชาแบบชิว ๆ ส่วนเจ้าปิศาจคาวบอยตัวนั้นก็ได้กลายมาเป็น 'ผู้ว่าจ้าง' ของเขาในเวลาต่อมา และยังมอบแว่นสายตาที่มีความพิเศษให้กับเขา แว่นอันนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือเวลาที่สวมมันเขาจะมองเห็นร่างแปลงของดวงจิตที่ต้องการให้คนทั่วไปเห็น แต่เมื่อไหร่ที่ถอดมันออกเขาจะมองเห็นร่างจริงของดวงจิตเหล่านั้น นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เขาสวมแว่นสายตาตั้งแต่นั้นมา ซึ่งหากคนอื่นถามเขาจะบอกว่าสายตาสั้น มาถึงตลาดแล้วร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำคนไม่ค่อยแน่นเท่าไหร่ เขาสั่งเมนูเดิม เส้นเล็กหมูน้ำตก มองหาที่ว่างสำหรับหย่อนตูดลงนั่ง ก็มองเห็นโต๊ะตัวนึงอยู่มุมในสุด มีที่ว่างสำหรับเขาหนึ่งที่ ดวงจิตนั่งอยู่ที่โต๊ะนั้นสามดวง ดวงละมุม เฮ้อ! เสียตังค์อีกแล้วสิเราเอาวะคิดว่าทำบุญเพิ่งได้ 'ค่าจ้าง' มายังใช้ไม่หมดเลย หย่อนตูดลงนั่ง มิน่ามุมนี้ไม่มีคนนั่ง เจ้าที่เพียบนี่เอง
เมื่อเด็กเสิร์ฟนำก๋วยเตี๋ยวมาให้แล้ว ภูมิก็สั่งเพิ่มอีกสามชาม "รอแป๊บนึง" เหมือนพึมพำกับตัวเองมากกว่า แต่ความจริงแล้วเขาพูดกับ 'ดวงจิต'ทั้งสามที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่นี่มานานแค่ใหนแล้ว เมื่อก๋วยเตี๋ยวมาครบภูมิจึงลงมือทานอย่างเอร็ดอร่อย ดวงจิตทั้งสามก็สูดเอาไอหรือพลังงานในก๋วยเตี๋ยวไปด้วย เมื่อภูมิทานก๋วยเตี๋ยวหมดชาม ดวงจิตทั้งสามก็สูดไออาหารหมดพอดี "ดูมีออร่าขึ้นมาโขเลยนี่" ภูมิส่งเสียงงึมงำ ๆ จนคนโต๊ะข้าง ๆ เหลียวมามอง เขาจึงชี้ไปที่หูของตัวเอง ซึ่งมีหูฟังบลูทูธเสียบอยู่ เป็นการบอกให้ผู้คนรับรู้ว่าเขากำลังคุยโทรศัพท์ ซึ่งวิธีนี้ได้ผล คนรอบข้างจะได้ไม่หาว่าเขาบ้า "ขอบใจเจ้ามาก" ภูมิพยักหน้ารับ พร้อมกับยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นมายกดื่มรวดเดียวหมด วางเงินแบ๊งค์พันไว้ที่โต๊ะวางแก้วน้ำทับไว้ และเดินออกมา "สิ่งที่เจ้ากำลังค้นหาอยู่ มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ" ภูมิหยุดชะงักนิดหนึ่ง จึงก้าวเดินออกมาจากร้านก๋วยเตี๋ยว ขณะนั้นท้องฟ้าทางด้านทิศตะวันตกเป็นสีเรื่อเรือง ดวงตะวันสีส้มกำลังจะลาลับขอบฟ้า ถ้าให้เดาในขณะนี้ น่าจะเป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว เวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำ หรือที่คนเฒ่าคนแก่เขาเรียกว่าเวลา 'ผีตากผ้าอ้อม' มันช่างดูวังเวงและเศร้าสร้อย แต่ภูมิกลับชอบบรรยากาศของช่วงเวลานี้ เพราะเปรียบเสมือนว่าเขาได้หลุดเข้าไปอยู่ยังอีกโลกหนึ่ง รู้สึกว่ามีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น สบายใจมากขึ้น หรือว่าเขาจะไม่ใช่คนของที่นี่ แต่เขามาจากอีกโลกหนึ่ง โลกที่มันอยู่ห่างไกลจากที่นี่มากมายเหลือเกิน ภูมิจอดมอร์เตอร์ไซค์คันเก่งหน้าร้านคาราโอเกะในตัวเมือง เขาชอบมานั่งดื่มด่ำบรรยากาศ และคิดอะไรเพลิน ๆ ที่นี่ประจำ เพราะนอกจากจะมาดูวิถีชีวิตของคนกลางคืนแล้ว ในบรรดาดวงจิตต่าง ๆ ก็มีวิถีชีวิตที่น่าสนใจไม่แพ้กัน "เครื่องดื่มที่สั่งได้แล้วค่ะ" เสียงหวาน ๆ ของเด็กนั่งดริ๊งคนประจำที่ภูมิมักจะเรียกหาให้มาบริการเขาอยู่เสมอทุกครั้งที่เขามาที่นี่ ซึ่งภูมิก็มาแทบจะวันเว้นวัน สถานที่แบบนี้สืบข่าวอะไรก็ง่ายไม่ว่าจะทางโลกของคนเป็น หรือแม้แต่ทางโลกของจิตวิญญาณ "อ้าว 'อ้อย'" ภูมิละสายตาจากดวงจิตดวงหนึ่งที่คลานอยู่ใต้โต๊ะถัดไปจากเขา กำลังสูดเอาไอพลังงานจากขาของผู้ชายคนหนึ่งอยู่ และผู้ชายคนนั้นเหมือนจะไม่รู้ตัว เขาเพียงแค่ลูบขาของตัวเองเป็นระยะ ๆ เพราะรู้สึกเสียวแปลบ ๆ ที่ขาเท่านั้นเอง "สวัสดีค่ะคุณภูมิ" อ้อย หรือ ณิชา พนมมือไหว้ และนั่งลงที่เก้าอี้ข้าง ๆ เขา เพื่อชงเหล้า "เหมือนเดิม โซดาน้ำ" เธอชงอย่างคล่องแคล่ว เสร็จจึงส่งแก้วให้เขา ภูมิรับมาและยกมันขึ้นดื่ม "ขอบใจ ยายเป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นหรือยัง เงินที่ให้ไปคราวที่แล้วพอค่าหมอค่ายาของยายรึเปล่า" "ยายดีขึ้นมาก จนเกือบหายแล้วค่ะ ถ้าไม่ได้คุณภูมิหนูกับยายคงแย่" "ก็ดีแล้ว แล้วการเรียนของอ้อยเป็นยังไงบ้าง ขาดเหลืออะไรบอกผมได้ตลอดนะ โทรไปได้เลย" "ไม่มีปัญหาค่ะ ได้คุณภูมิช่วยเหลือทุกอย่างก็ราบรื่น" ภูมิรู้จักกับอ้อยเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว ตอนนั้นอ้อยมาทำงานที่นี่ใหม่ ๆ เพราะต้องการใช้เงินเพื่อไปรักษายาย เด็กม.ปลายที่ยังเรียนไม่จบจะทำงานอะไรได้นอกจากเด็กนั่งดริ๊ง ถึงกระนั้นเงินที่ได้ก็ยังไม่มากพอที่จะนำไปจุนเจือครอบครัว และรักษายายที่กำลังป่วยหนัก ดีที่ได้ภูมิยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เมฆหมอกในชีวิตของอ้อยถึงได้จางลง วันนั้นภูมิบังเอิญเดินชนอ้อยที่หน้าห้องน้ำ ห้วงกระแสความรู้สึกและจิตใจอันบริสุทธิ์ของเธอ วิ่งเข้าสู่กระแสการรับรู้ของภูมิ เขาจึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือเธอโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน "มีอะไรรึเปล่าคะ เห็นคุณภูมินั่งมองที่โต๊ะนั้นนานแล้ว" "ไม่มีอะไรหรอก แค่มองอะไรเพลิน ๆ" ปากพูดแต่สายตาก็ยังไม่ละจากโต๊ะนั้น ภูมิรู้สึกเป็นห่วงผู้ชายคนที่ถูกดวงจิตดูดเอาไอพลังงานจากขาของเขาอยู่ หากปล่อยไปแบบนี้ พลังชีวิตของผู้ชายคนนั้นคงหมดพอดี ภูมิไม่อาจดูดายได้ เขาเป่าปาก "วี้ดดด วิ้ว" ได้ผล เจ้าดวงจิตตนนั้นหันขวับมามองที่ภูมิทันที เขาจึงยื่นแขนออกไป เจ้าดวงจิตตนนั้นก็กระโดดมางับที่แขนของภูมิอย่างรวดเร็ว เขาปล่อยให้มันดูดพลังชีวิตของเขาจนกว่ามันจะพอใจ แต่กว่ามันจะรู้ตัว ร่างของมันก็เริ่มพองขึ้น พองขึ้น ราวกับลูกโป่งถูกอัดแก๊ส และระเบิดออกเสียงดังสนั่น กระจุกพลังงานของมันกระจัดจายไม่สามารถรวมตัวกันได้อีก แต่มันกลับไหลเข้ามาที่ตัวของภูมิทางนิ้วนางข้างขวาของเขา เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา แม้แต่อ้อยก็ไม่ได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แค่เพียงว่าภูมิยกแขนขึ้นมาและเกาที่ท้องแขน เขาบอกกับเธอว่าคัน "เหล้าหมดแล้ว เอาเพิ่มอีกสักชุดไหมคะ" เขาส่ายหน้า "ผมจะกลับแล้ว ฝากซื้อของตักบาตรด้วยนะพรุ่งนี้เช้า" พูดพร้อมกับวางเงินจำนวนห้าพันไว้ที่โต๊ะและเดินออกจากร้านไป ค่าเครื่องดื่ม ดูยังไงก็ไม่น่าจะเกินหนึ่งพัน อ้อยรีบเก็บเงิน เก็บโต๊ะและเดินเข้าไปยังหลังร้าน อ้อยสงสัยในความเป็นมาของภูมิเหมือนกัน ในตอนที่เขาช่วยเธอในครั้งนั้น อ้อยไม่รู้ว่าจะตอบแทนเขายังไงดี จึงเสนอตัวให้ภูมิเป็นการตอบแทน แต่ภูมิกลับบอกเธอว่า เขาไม่ได้ต้องการสิ่งใด ขอแค่ให้อ้อยรักษาพลังงานในตัวเองให้คงอยู่แบบนี้ให้ได้นานที่สุดหรือตลอดไปเลยยิ่งดี อ้อยก็รู้สึกงง ๆ เหมือนกันว่า อะไรคือพลังงานดี ๆ ในตัวของเธอกันแน่ ภูมิกลับมาถึงบ้านเกือบห้าทุ่ม หลังจากที่วันนี้ออกตระเวณทั้งวัน กลับไม่ได้เรื่องอะไร รู้แค่ว่าเหล่าดวงจิตพวกนั้น มีพลังกล้าแข็งขึ้นเกือบเท่าตัว และทุกตนด้วย เหมือนว่าพวกมันจะทำงานให้กับใคร และบุคคลผู้นั้นต้องไม่ธรรมดา อาบน้ำชำระร่างกายเสร็จก็เกือบเที่ยงคืน ภูมินั่งสมาธิสิบนาที เมื่อเสร็จแล้วเขาก็เข้านอน