ปากบอกไม่แต่ใส่สุดเกียร์
บทที่ 1 เรื่องคืนนี้มันจะเป็นความลับ

แสงแดดที่เล็ดลอดเข้ามาจากรอยแยกของม่านหน้าต่างทำให้คนที่นอนอยู่บนเตียงรู้สึกตัวตื่น หญิงสาวรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวจนแทบขยับร่างกายไม่ไหว เธอลืมตาขึ้นมองและตกใจเมื่อบรรยากาศในห้องนั้นไม่คุ้นเคยเลยสักนิด เมื่อทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อคืนแล้วก็ต้องรีบลุกจากเตียงและมองหาชุดของตัวเอง หญิงสาวคว้าผ้าเช็ดตัวที่พาดอยู่บนโซฟาปลายเตียงมาพันรอบกายเปลือยเปล่าก่อนจะเดินออกมานอกห้องอย่างเงียบที่สุด เธอจำได้ว่าครั้งแรกของเธอและเขาเกิดขึ้นบนโซฟาในห้องรับแขก เมื่อเจอชุดชั้นในของตนเองที่ตกอยู่กลางห้องก็รีบหยิบขึ้นมาสวมแต่สายเดี่ยวที่เธอใส่มาเมื่อคืนนั้นถูกเขาดึงจนขาดไปแล้ว เธอจึงหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ตกอยู่บนพื้นมาสวมแทนและนับว่าโชคดีอยู่บ้างที่กางเกงขาสั้นของเธอยังอยู่ในสภาพที่พอจะสวมได้ หญิงสาวรีบแต่งตัวและคว้ากระเป๋าสะพายของตนที่ตกที่ทำตกไว้เธอก้มลงเก็บและจังหวะที่กำลังเงยหน้าขึ้นมาก็มองเห็นกรอบรูปอันหนึ่งที่รูปค่อนข้างคุ้นตา เมื่อขยับเข้ามาใกล้และหยิบขึ้นมาดูหญิงสาวต้องตกใจจนหน้าซีดเพราะมันคือรูปถ่ายรูปเดียวกับรูปที่เธอมีอยู่ รูปถ่ายก่อนจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกของเธอและเพื่อนๆ นั่นก็เท่ากับว่าผู้ชายที่เธอนอนด้วยเมื่อคืนก็คือเพื่อนคนใดคนหนึ่งของเธอ เธอรีบวางกรอบรูปลงและออกจากห้องอย่างรวดเร็วเพราะถ้าหากเจ้าของห้องตื่นขึ้นมาเจอกับเธอตอนนี้คงไม่ดีแน่ เรื่องคืนนี้มันจะเป็นความลับ เธอมองหน้าเขาไม่ชัดเท่าไหร่ส่วนเขาถ้าเจอกับเธออีกครั้งก็คงจำไม่ได้เนื่องจากเมื่อคืนหญิงสาวแต่งหน้าจัดกว่าทุกครั้ง เมื่อออกมาจากห้องของชายหนุ่มแล้วเธอก็เรียกแท็กซี่ให้มาส่งที่หน้าซอยเข้าหอพักซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลที่เธอทำงานเท่าไหร่ หญิงสาวเดินไปยังร้านขายยาที่อยู่ใกล้ๆ ขณะกำลังจะเข้าไปซื้อยาคุมฉุกเฉินก็เจอกับเภสัชกรประจำร้านซึ่งทำงานที่โรงพยาบาลเดียวกับเธอ “อ้าวป่านมาซื้ออะไรแต่เช้าล่ะ” หญิงสาวชะงักเล็กน้อยเพราะถ้าบอกว่ามาซื้อยาคุมฉุกเฉินก็คงต้องตอบคำถามยาวหรืออาจจะถูกเภสัชกรมองไม่ดีก็ได้เธอจึงรีบโกหกออกไป “ยาแก้ปวดประจำเดือนน่ะ” ปราญติญาหรือป่านตอบเภสัชไปแบบนั้น เธอพลาดเองที่มาซื้อยาคุมฉุกเฉินที่ร้านของคนรู้จัก เมื่อได้ยาแก้ปวดประจำแล้วหญิงสาวก็เดินกลับหอพักของตนที่อยู่ไม่ไกล เธอรีบอาบน้ำและเปลี่ยนชุดก่อนจะขับรถญี่ปุ่นคันเล็กของตนเองไปซื้อยาคุมฉุกเฉินร้านที่ไกลออกไปจากบริเวณนี้ พอออกจากร้านยามาแล้วก็รีบรับประทานทันที ถึงแม้เมื่อคืนเธอจะพลาดไปนอนกับผู้ชายที่ไม่รู้ว่าเป็นใครแต่เธอจะพลาดให้ตัวเองท้องไม่ได้ หลังจากทานยาแล้วหญิงสาวก็รู้สึกสบายใจขึ้นมากเธอขับรถมายังร้านข้าวแกงจากนั้นซื้อข้าวและข้าวแกงใส่ถุงสำหรับทานมื้อเช้าและมื้อกลางวันก่อนจะขับรถกลับมายังหอพักของตนเอง หอพักแห่งนี้อยู่ใกล้กับโรงพยาบาลที่เธอทำงานผู้พักอาศัยส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนวัยทำงานมีทั้งคนในโรงพยาบาลเดียวกับเธอและคนที่ทำงานในบริษัทอื่นที่อยู่บริเวณนี้ใกล้ “ไปไหนมาแต่เช้า” เพื่อพยาบาลทักทายเมื่อหญิงสาวกำลังจะเดินขึ้นตึก “ไปซื้อข้าวมาจ้ะ เจี๊ยบเพิ่งลงเวรเหรอ” “ใช่จ้ะ ป่านหยุดเหรอ” “เปล่าหรอกวันนี้ป่านขึ้นเวรบ่ายนะ เจี๊ยบล่ะต่อเวรไหม” “เจี๊ยบหยุดสองวันว่าจะกลับบ้านน่ะ” “เดินทางปลอดภัยนะ” ปราญติญาบอกกับเพื่อน เธอกับพยาบาลที่ชื่อเจี๊ยบทำงานโรงพยาบาลเดียวกันแต่คนละแผนกปราญติญาทำงานแผนกฉุกเฉินส่วนเพื่อนทำงานที่แผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่เป็นโรงพยาบาลเอกชนขนาดกลางพนักงานในโรงพยาบาลจึงรู้จักกันดี หญิงสาวเดินขึ้นมาบนห้องพักหลังจากทานอาหารเช้าแล้วก็ล้มตัวลงนอนเพราะเมื่อคืนเธอแทบไม่ได้นอนพักเลย หญิงสาวกลัวว่าจะไม่มีแรงไปทำงานในเวรบ่าย เธอหลับยาวตั้งแต่ช่วงสายแล้วตื่นมาอีกครั้งในเวลาบ่ายสามโมงเย็นก็รีบอาบน้ำเพื่อจะแต่งตัวไปทำงาน โรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่นั้นใกล้กับหอพักมากปกติถ้าเป็นเวรเช้าเธอจะเดินไปทำงานแต่วันนี้เป็นเวรบ่ายและต้องเลิกงานในเวลาเที่ยงคืนหญิงสาวจึงขับรถไปโรงพยาบาลเพราะไม่อยากเดินกลับในเวลากลางคืนคนเดียว “สวัสดีค่ะพี่บี” ปราญติญามือไหว้พี่บีหรือสุนิสาหัวหน้าแผนกฉุกเฉินที่กำลังจะเดินออกจากห้องพักด้านหลังแผนก “สวัสดีจ้ะป่านวันนี้ขึ้นบ่ายกับน้องใหม่พี่ฝากดูด้วยนะ พี่ไปประชุมก่อน” “ได้ค่ะพี่บี” เมื่อเก็บของใช้ส่วนตัวในตู้ล็อกเกอร์แล้วปราญติญาก็ออกมาที่ห้องฉุกเฉินซึ่งตอนนี้พยาบาลเวรเช้ากำลังทำแผลให้กับคนไข้ที่มีเพียงคนเดียวในแผนก เวรบ่ายวันนี้ผู้ป่วยในแผนกฉุกเฉินค่อนข้างยุ่งมากเธอและเพื่อนพยาบาลที่ขึ้นเวรด้วยกันห้าคนแทบไม่ได้มีเวลาพักเลยแม้กระทั่งเวลาทานอาหารเย็นก็ต้องเปลี่ยนกันไปทาน ก่อนจะรีบออกมาทำงานต่อกว่าทุกคนจะได้นั่งพักก็เกือบจะห้าทุ่ม “ขึ้นเวรกับหมออรรณพทีไรยุ่งทุกทีเลยป่านว่ามั้ย” “อืมป่านเห็นด้วยนะ ดีนะที่วันนี้ป่านนอนพักเอาแรงมาเยอะแล้วบุ๋มไหวไหมบ่ายต่อดึกด้วย” ปราญติญาถามเพราะวันนี้เพื่อนของเธอต้องทำงานตั้งแต่เวลาสี่โมงเย็นจนถึงแปดโมงเช้าของอีกวัน “สบายมากเพราะเวรบ่ายวันนี้บุ๋มขึ้นกับพี่นกหนักแค่ไหนพี่นกก็เอาอยู่ บุ๋มเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าป่านยังไม่ตอบตกลงจะไปงานโรงเรียนเลยนะ” “งานจะเริ่มแล้วเหรอ” “อีกสองอาทิตย์ตกลงไปนะ เรื่องเวรไม่ต้องห่วงเพราะบุ๋มโยกให้แล้วนะ” บุ๋มหรือพรชนกรู้ว่าปราญติญาเกรงใจเพื่อนร่วมงานคนอื่นจริงไม่กล้าแลกเวรเธอก็เลยจัดการให้เพราะโรงเรียนเก่าทั้งสองเรียนด้วยกันในสมัยชั้นมัธยมปลายนั้นไม่ได้จัดงานกันทุกปีและมันพิเศษกว่ามากเพราะปีนี้เป็นการจัดงานครบรอบ 50 ปีของโรงเรียน “เพื่อนในห้องเราไปกันครบทุกคนไหมบุ๋ม” ปราญติญาเป็นกังวลเพราะกลัวว่าจะไปเจอผู้ชายคนนั้น “ตอนนี้เพื่อนคนอื่นก็พยายามตามให้ครบทุกคนนะ บุ๋มตื่นเต้นมากไม่ได้เจอเพื่อนมาเกือบหกปีแล้วไม่รู้ว่าแต่ละคนจะเป็นยังไงบ้าง” “ป่านก็ตื่นเต้นเพื่อนกลุ่มเราจะมากับครบไหม” “ครบสิขนาดยัยกวางที่แต่งงานแล้วย้ายไปอยู่กับสามีที่อเมริกายังบินมาเลย” “ไม่เจอกันนานไม่รู้ว่าเพื่อนจะจำป่านได้มั้ยนะ” “ไม่มีใครจำป่านได้แน่ๆ เพราะป่านสวยขึ้นมาก” “มันต่างจากตอนอยู่ม.ปลายมากๆ เลยใช่ไหมบุ๋ม” “ต่างสิตอนอยู่ม.ปลายป่านเพิ่งเริ่มดัดฟันหน้าก็เป็นสิวและยังอ้วนกว่าตอนนี้มากๆ เพื่อนที่เคยเรียกป่านว่ายัยอ้วนยัยเหยินจะต้องตะลึงในความสวยของป่านแน่เผลอๆ จะเข้ามาจีบป่านด้วย” “คงไม่ขนาดนั้นหรอก พอโตขึ้นคนเราก็หน้าเปลี่ยนและรู้จักดูตัวเองมากขึ้น บุ๋มก็ยังสวยขึ้นมากกว่าตอนเรียน” “เราสองคนเหมาะจะเป็นเพื่อนกันนะ ชมกันได้ไม่มีเบื่อ” พูดจบปราญติญากับพรชนกพากันหัวเราะ

บทที่ 2 แค่อยากเจออีกครั้ง

ภาณุวิชญ์รู้สึกตัวตื่นในตอนสายชายหนุ่มพลิกตัวมาอีกด้านเพื่อจะกอดหญิงสาวที่เขาพากลับมาเมื่อคืนแต่บนเตียงก็ว่างเปล่า เขาไม่คิดว่าเธอจะตื่นตั้งแต่เช้าชายหนุ่มรีบออกมาจากห้องนอนเพื่อมองหาผู้หญิงคนนั้นแต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาเธอทิ้งไว้เพียงเสื้อสายเดี่ยวตัวเล็กที่ขาดไว้บนโซฟา “เธอเป็นใครกันนะ”เขาบ่นกับตนเองจากนั้นก็โทรศัพท์ไปหาเพื่อนเพื่อจะถามว่าผู้หญิงที่เขาพามาเมื่อคืนนั้นเธอเป็นใครชื่ออะไรเพราะคิดว่าหญิงสาวคือคนที่เพื่อนของเขาเรียกมาให้บริการ “มีอะไรวะณุโทรมาแต่เช้า” “เช้าที่ไหนนี่มันเกือบจะเที่ยงแล้วนะไอ้โชค” “ก็นี่มันวันเสาร์ใครเขาตื่นเช้ากันล่ะ ว่าแต่มึงมีอะไรเมื่อคืนก็หนีกลับก่อนแล้วยังจะโทรปลุกกูอีก” “กูอยากถามว่าเด็กเมื่อคืนมึงหามาจากไหนวะ” “เด็กไหนวะ” “ก็เด็กที่กูพามาด้วยไงมึงให้ยาเธอไปด้วยใช่ไหม” “ไม่นะเด็กที่กูดิวให้มึงมาไม่ได้กูกำลังจะเดินไปบอกที่ก็เห็นมึงหิ้วผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นรถไปแล้ว” “ฉิบหายล่ะ แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใครวะ” “กูจะไปรู้กับมึงเหรอ มึงไม่รู้จักหรอกเหรอ” “ไม่เลยกูก็นึกว่าเป็นผู้หญิงที่มึงหาให้” “เฮ้ย!...มึงดูดีๆ นะข้าวของอะไรในห้องหายไปบ้างหรือเปล่า” เมื่อเพื่อนพูดแบบนั้นภาณุวิชญ์ก็รีบสำรวจรอบห้องแต่ทุกอย่างก็ยังอยู่ครบถ้วน” “ไม่นะของในห้องก็ยังอยู่ โทรศัพท์ก็ยังดูกระเป๋าตังค์ของกูก็ยังวางอยู่ที่เดิม” “ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วแค่นี้ใช่ไหมที่มึงจะถามกู” “เออ...กูก็แค่อยากรู้ว่าเธอเป็นใคร” “ปกติมึงก็นอนกับคนอื่นไปทั่วอยู่แล้วไม่เห็นมึงจะอยากรู้เลยหรือผู้หญิงคนนี้มีอะไรพิเศษ” “ไม่มีหรอกกูก็แค่แปลกใจเพราะกูยังไม่ได้ให้เงินเขาเลย” “อย่าสนใจเลยเธอก็อาจจะเป็นผู้หญิงที่รักสนุกแค่นั้นแหละถ้าเธอไม่ได้เรียกร้องอะไรมึงก็ไม่ต้องสนใจ” “อือ งั้นแค่นี้นะคืนนี้มึงจะไปที่ผับอีกไหม” “ไปสิวะ แล้วมึงล่ะไอ้ณุจะไปไหม” “ไปสิ” “งั้นคืนนี้เจอกันนะ” เมื่อวางสายจากเพื่อนแล้วภาณุวิชญ์ก็นั่งคิวคิ้วขมวดอยู่ในห้องรับแขกเขาไม่รู้ว่าผู้หญิงเมื่อคืนเป็นใครชื่ออะไรและมาจากไหน ปกติแล้วชายหนุ่มก็มีวันไนท์สแตนด์กับผู้หญิงอยู่ค่อนข้างบ่อยแต่ผู้หญิงเมื่อคืนมันไม่ได้เหมือนผู้หญิงคนอื่นเลย เพราะเขาเป็นคนแรกของเธอชายหนุ่มรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลยถ้าหากเขาจะไม่รับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน แต่จะไปตามเธอจากที่ไหนเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีถ้าหากคืนนี้เขากลับไปที่ผับนั่นอีกก็อาจจะมีโอกาสเจอเธออีกครั้ง เมื่อคิดได้ชายหนุ่มก็ล้มตัวลงนอนก่อนจะตื่นมาอีกทีในช่วงเย็น เขาลงมาทานข้าวที่ร้านข้างคอนโดจากนั้นก็ขึ้นไปนั่งทำงานต่อจนกระทั่งสี่ทุ่มก็ขับรถออกมายังผับที่เขามาเที่ยวเป็นประจำเมื่อมาถึงเพื่อนของเขาเพื่อนสนิทของเขาสองคนก็นั่งรออยู่แล้วศุภโชคหรือโชคมากับผู้หญิงคนหนึ่งส่วนเขตแดนนั่งดื่มอยู่คนเดียว “ทำไมคืนนี้ไม่มีสาวๆ เลยวะเขต” ภาณุวิชญ์ถามเขตแดนซึ่งปกติมักจะมีสาวข้างกายอยู่ตลอด “เบื่อน่ะ” “ขอให้เบื่อจริงเหอะกูเห็นมึงควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า” “แล้วมึงล่ะตกลงรู้หรือยังว่าเด็กที่หิ้วไปเมื่อคืนเป็นใคร” เขตแดนถามภาณุวิชญ์ เพราะรู้เรื่องนี้มาจากศุภโชคที่เล่าให้เขาฟังก่อนหน้าที่เจ้าตัวจะมาถึง “กูไม่รู้เหมือนกันว่ะ” “กูก็บอกแล้วมึงอย่าสนใจเลยณุเธอก็อาจจะเป็นผู้หญิงที่มาเที่ยวคนหนึ่งก็เท่านั้นเอง” ศุภโชคไม่อยากเห็นเพื่อนทำหน้าเครียด “แต่กูว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น” เขตแดนตั้งข้อสังเกตพบปกติแล้วภาณุวิชญ์จะไม่ค่อยถามถึงผู้หญิงที่นอนด้วย “มีอะไรวะหรือว่าน้องเขาเด็ดจนมึงลืมไม่ลง” “ไม่ขนาดนั้นหรอกน่า แต่ที่กูถามว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใครเพราะเมื่อคืนกูเป็นคนแรกของเขาว่ะ” “เฮ้ยเป็นไปได้ยังไงถ้าหากเขายังไม่เคยมีอะไรกับผู้ชายแล้วทำไมยอมออกไปกับมึงง่ายๆ ว่าณุกูว่ามันแปลก” “ลักษณะเหมือนเขาโดนยาว่ะ” “นั่นไงกูว่าแล้ว ว่าแต่ใครเป็นคนเอายาให้เธอกินล่ะ” “กูก็ไม่รู้เหมือนกันกูถึงมาถามพวกมึงไง กูคิดว่าพวกมึงเป็นคนจัดการ” “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับกูเลยมึงก็รู้นี่ว่ากูว่าพวกกูไม่เคยใช้ยาอะไรแบบนั้นผู้หญิงที่หิ้วออกไปทุกคนจะต้องเต็มใจ” เขตแดนรีบปฏิเสธเพราะถึงแม้พวกเขาจะเจ้าชู้มากแค่ไหนแต่ก็ไม่เคยใช้วิธีแบบนั้น “แล้วเธอเป็นใครกันนะ” “เอาน่าถ้าเธอเป็นคนที่ชอบเที่ยวกูว่าไม่นานมึงก็คงได้เจอเธออีก เผลอๆ คืนนี้เธออาจจะมาที่นี่อีกก็ได้ ว่าแต่สวยไหมว่ะ เมื่อคืนกูเห็นแต่ข้างหลังไม่ทันได้มอง” “สวยสิ ตาโตมีลักยิ้มเล็กๆ ตรงมุมปากด้วยนะ” เมื่อนึกถึงดวงตากลมโตแล้วภาณุวิชญ์ก็อดยิ้มไม่ได้ “กูว่ามึงติดใจเธอ” “กูก็แค่อยากเจออีกครั้ง” นอกจากใบหน้าที่สวยแล้วหุ่นของเซ็กซี่เย้ายวน แม้จะเป็นครั้งแรกของหญิงสาวแต่เธอก็เร่าร้อนจนเขารู้สึกติดใจ ที่พยายามตามหาเพราะอยากจะสานความสัมพันธ์ต่อแต่ไม่ใช่อยากจะคบหากับเธอเป็นแฟนอย่างจริงจัง เขาแค่อยากได้ใครสักคนที่รู้ใจเวลาอยู่บนเตียงก็เท่านั้น ถ้าหากเจอเธออีกครั้งเขาก็อาจจะยื่นข้อเสนอให้เธอเป็นผู้หญิงของเขาอย่างน้อยก็จนกว่าเขาจะเบื่อเพื่อแลกกับเงินจำนวนหนึ่ง ชายหนุ่มพยายามมองหาผู้หญิงที่เขาเจอเมื่อคืนแต่รอจนกระทั่งผับปิดก็ไม่เจอเธอแต่คนอย่างเขาถ้าอยากได้อะไรก็ต้องได้ คืนนี้ไม่เจอเธอแต่เขาก็คิดว่าจะตามหาเธอได้ไม่ยากถ้าหากเจอกับหญิงสาวอีกครั้งเขาก็มั่นใจว่าจะจำเธอได้อย่างแน่นอน ยิ่งหาตัวยากก็ยิ่งเป็นเรื่องท้าทายสำหรับภาณุวิชญ์มาก

บทที่ 3 กลิ่นที่คุ้นเคย

วันจันทร์ที่แสนวุ่นวายภาณุวิชญ์เข้ามารับงานจากบริษัทจากนั้นก็ออกไปดูไซต์งานก่อสร้างซึ่งตอนนี้โครงการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรคืบหน้าไปมากแล้วเกือบ 60% ชายหนุ่มเป็นวิศวกรอยู่ในบริษัทของพี่ชาย ซึ่งเขามีหน้าที่รับผิดชอบดูแลโครงการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมต่างๆ ส่วนพี่ชายและพี่สาวก็ทำหน้าที่บริหารอยู่ในบริษัทนานๆ ครั้งเขาถึงจะเข้ามาประชุมที่บริษัทเพราะส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่ตามไซต์งานมากกว่า วันนี้มีไซต์งานที่เขาต้องไปดูทั้งสามที่ชายหนุ่มรู้สึกว่ามันเป็นงานที่ท้าทายที่จะต้องขับรถไปนั่นมานี่มันทำให้เขาไม่เบื่อเลยที่จะออกไปเจอผู้ คนการได้คุยกับโฟร์แมนการได้คุยกับคนงานก่อสร้างมันเป็นความสนุกอีกอย่างหนึ่งที่ได้เรียนรู้ชีวิตของเพื่อนร่วมงาน หลังจากคุยกับโฟร์แมนคุมงานก่อสร้างแล้วภาณุวิชญ์ก็ขอตัวกลับแต่เมื่อเดินมาถึงรถก็มันขึ้นได้ว่ามีบางอย่างที่ยังไม่ได้บอกกับหัวหน้าคนงานชายหนุ่มจะกลับเข้าไปงานอีกครั้ง เพราะคิดว่าจะคุยไม่นานภาณุวิชญ์จึงไม่ได้สวมหมวกนิรภัยและมันเป็นจังหวะที่เศษไม้ชิ้นหนึ่งร่วงลงมาทำให้กระแทกกับศีรษะของเขาอย่างจัง “โอ๊ย....” เขากุมศีรษะแน่นและรู้สึกถึงของเหลวเหนียวๆที่ไหลเต็มมือไปหมด “คุณณุเป็นอะไรหรือเปล่า” คนงานก่อสร้างที่อยู่บริเวณนั้นรีบวิ่งมาดูอย่างรวดเร็ว “ไม่รู้อะไรหล่นใส่หัวผมน่ะ” “มือคุณณุมีแต่เลือดผมว่ารีบไปโรงพยาบาลดีกว่า เดี๋ยวผมพาไปส่งนะ” “ไม่เป็นไรหรอกแค่นี้เองเดี๋ยวผมไปโรงพยาบาลเองได้ ยังไงฝากบอกหัวหน้าคนงานด้วยนะว่าพรุ่งนี้ใส่สายๆ ให้โทรหาผมหน่อย” “ได้ครับคุณณุว่าแต่คุณไปเองได้แน่นะครับให้ผมขับรถไปส่งดีกว่าไหม” คนงานถามด้วยความเป็นห่วง ภาณุวิชญ์รีบเดินกลับมาที่รถและขับรถไปยังโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้กับโครงการก่อสร้างมากที่สุด เมื่อมาถึงรีบตรงไปบริเวณห้องฉุกเฉินทันที “คนไข้เป็นอะไรมาคะ” พยาบาลรีบเข้ามาถามเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเดินตรงเข้ามา “ผมไม่แน่ใจว่าอะไรหล่นใส่หัวครับ” ชายหนุ่มบอกกับพยาบาลแล้วหันให้เธอดูศีรษะของเขา “ถ้างั้นเชิญทางนี้เลยค่ะ” พยาบาลรีบพาเขาเข้าไปในห้องฉุกเฉินจากนั้นก็เรียกหมอมาตรวจดูแผลแล้วหมอก็สั่งให้พยาบาลทำความสะอาดบาดแผลเพราะเดี๋ยวเขาจ้เป็นคนมาเย็บให้ ระหว่างนั้นก็มีพยาบาลอีกคนมาซักประวัติซึ่งภาณุวิชญ์เป็นคนไข้ประจำของที่นี่อยู่แล้วบอกแค่ชื่อกับนามสกุลทุกอย่างก็เลยง่ายไปหมด “คุณต้องตัดผมบริเวณนี้ออกนิดหนึ่งนะคะ คุณหมอจะได้เย็บสะดวก” “อะไรนะ ผมต้องตัดผมด้วยเหรอ” “ค่ะถ้าไม่ตัดมันก็จะเย็บแผลไม่ได้” “ไม่ตัดได้ไหม” ภาณุวิชญ์กลัวว่าผมของตัวเองจะแหว่งเพราะอีกไม่กี่วันก็จะถึงงานเลี้ยงที่โรงเรียนเก่าเขาต้องไปเจอเพื่อนและจะไม่ยอมให้พยาบาลตัดผมของเขาออกแน่ “แต่ถ้าไม่ตัดหมอก็จะเย็บแผลไม่ได้หรือถ้าเย็บได้แต่แผลของคุณก็อาจจะไม่สวยหรือไม่ก็อาจจะสกปรกจนติดเชื้อได้นะคะ” “มันต้องมีวิธีอื่นสิ” เขาก็ยังคงเถียงต่อ “คุณคะในห้องฉุกเฉินไม่ใช่มีคุณแค่คนเดียวที่เป็นคนไข้นะคะถ้าคุณไม่ให้ฉันทำความสะอาดแผลแล้วถ้าเกิดมีคนไข้คนอื่นเข้ามาและหมอเขาไปดูคนไข้คนอื่นคุณจะมาโวยวายว่าเราลัดคิวไม่ได้นะคะ” พยาบาลพยายามอธิบายอย่างใจเย็นที่สุดแต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่เข้าใจอะไรเลย “มีอะไรหรือเปล่าจอย” “ก็คุณคนนี้ไม่ยอมให้จอยตัดผมค่ะ พี่ป่าน” “ไม่เป็นไรจ้ะเดี๋ยวพี่คุยกับเขาเอง จอยไปรับคนไข้เด็กคนนั้นน่ะ รู้สึกว่าจะโดนหมากัดมานะ” “ได้ค่ะพี่ป่าน” เมื่อจอยหรือวรางคณาเดินออกไปแล้ว ปราญติญาก็เดินมาหาคนไข้ “ทำไมถึงไม่อยากตัดผมออกเหรอคะ” หญิงสาวถาม “ถ้าตัดออกมันคงตลกมาก” “เพื่อแลกกับการรักษาฉันว่าตัดออกนิดเดียวไม่เป็นอะไรหรอกนะคะ” “แต่มันต้องน่าเกลียดมากๆ และผมจะไม่ยอมเด็ดขาด” “คุณกลัวไม่หล่อใช่ไหม” “ก็ใช่น่ะสิ” “ฉันว่าคุณเป็นคนที่หน้าตาดีมากๆ คนหนึ่งนะคะ” “ผมรู้ว่าผมหล่อ” เขาตอบพลางยักไหล่ “ถ้างั้นก็มั่นใจหน่อยสิ เพราะคนที่หน้าตาหล่ออยู่แล้วไม่ว่าทรงผมจะเป็นยังไงก็ยังหล่อเหมือนเดิมนอกเสียจากว่าคุณไม่มั่นใจว่าคุณหล่อที่หน้าตา คุณไม่เห็นต้องแคร์อะไรเลย คนที่มองหน้าคุณเขาก็คงไม่สนใจผมคุณมากเท่าไหร่หรอกถ้าหากคุณมั่นใจในใบหน้าของตัวเองแล้วก็ไม่ต้องสนใจอย่างอื่น” หญิงสาวพูดย้ำเพื่อให้เขารีบตัดสินใจเพราะ “มันจะไม่น่าเกลียดใช่ไหม” “ไม่หรอกค่ะ ถ้าคุณยอมให้ฉันตัดผมออกฉันจะตัดออกแค่พอให้คุณหมอเย็บสะดวกจากนั้นคุณพอแผลหายคุณก็ไปให้ช่างเขาเล็มผมให้มันเท่ากันแค่นั้นเอง” ปราญติญาอธิบาย “คุณตัดออกนิดเดียวแน่นะ” “ค่ะ ตัดออกแค่นิดเดียว ตกลงให้ฉันตัดนะ” “ก็ได้” เขาอนุญาตให้หญิงสาวตัดผมเพราะรู้สึกว่าตอนนี้เริ่มจะเจ็บแผลมากๆ อีกอย่างถ้าหากเขาไปให้ช่างทำผมจัดแต่งทรงดีๆ มันก็คงไม่น่าเกลียดเท่าไหร่ เมื่อหญิงสาวเตรียมอุปกรณ์และเดินตัดผมใกล้ๆ ภาณุวิชญ์ก็รู้สึกคุ้นเคยกับกลิ่นน้ำหอมของหญิงสาวมาก มันเหมือนกับกลิ่นของผู้หญิงที่นอนกับเขาเมื่อคืนก่อนชายหนุ่มมองหน้าเธออย่างใช้ความคิดและจนกระทั่งหญิงสาวตัดผมเสร็จและเรียกให้หมอมาทำการเย็บแผลเขาก็ยังคงมองเธออยู่แบบนั้น “เรียบร้อยแล้วค่ะ” หญิงสาวปิดแผลให้เขาด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ “ผมต้องมาทำแผลที่นี่ทุกวันไหม” “ไม่ค่ะ คุณหมอนัดมาดูแผลและตัดไหมอีกเจ็ดวันค่ะ แต่ถ้าระหว่างนี้มีเลือดซึมก็รีบกลับมาที่โรงพยาบาลได้ค่ะ” “ผมต้องไปไหนต่อครับ” “ชำระเงินที่ฝ่ายการเงินและรับยาจากนั้นก็กลับบ้านได้ค่ะ”หญิงสาวบอกกับเขาจากนั้นเธอก็เดินไปทำงานของตัวเองต่อ ภาณุวิชญ์มองตามแล้วยิ้มที่มุมปากเขาคิดว่าผู้หญิงคนนี้น่าจะใช่ผู้หญิงคนเดียวกับที่เขาเจอในคืนนั้นเพราะเขาชายหนุ่มจำกลิ่นน้ำหอมและเสียงของเธอได้ถึงแม้ว่าวันนี้เธอจะไม่แต่งหน้าแต่เขาก็สังเกตว่าหญิงสาวมีลักยิ้มที่มุมปากแต่ก็ยังไม่มั่นใจเท่าไหร่เพราะท่าทางของเธอในวันนี้เรียบร้อยมาก

อ่านต่อ