ซูชิงซวู่รู้สึกว่ามีคนกำลังทับตัวนางอยู่ เสื้อผ้าก็ถูกคนฉีกกระชากจนเละไปหมดแล้ว ทันใดนั้นเสียงหัวเราะของบุรุษกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหูนาง นางลืมตาขึ้นอย่างแรง ก็ได้เห็นใบหน้าอันลามกของอีกฝ่ายในทันทีใด “ฮ่า ๆ ตื่นแล้วก็ดี มิเช่นนั้นก็คงมิสนุกสักเท่าใดนัก” หลังจากพูดจบ เขาก็ฉีกคอเสื้อของซูชิงซวู่ออก เผยให้เห็นถึงผิวที่ขาวกระจ่างใสของนาง แล้วทันใดนั้นเสียงหัวเราะรอบตัวก็ดังมากยิ่งขึ้นไปอีก ความระมัดระวังตัวในฐานะสายลับอย่างนางทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง นางพยายามที่จะเกร็งกล้ามเนื้อทั้งหมดเอาไว้ แล้วก็ลองคว่ำบุรุษที่ทับตัวของนางอยู่ออก แต่แล้วนางกลับพบว่าตัวของนางอ่อนปวกเปียกไปหมด นี่มันไม่ใช่ร่างกายของนางเสียหน่อย! เห็น ๆ อยู่ว่านางเสียชีวิตจากระเบิดที่กลุ่มผู้ลี้ภัยเกิดบ้าคลั่งจุดขึ้นมา แต่แล้วตอนนี้นางกลับตื่นขึ้นมาในร่างของผู้อื่นเสียอย่างนั้น นางครุ่นคิดอยู่แค่ชั่วครู่หนึ่ง แล้วทันใดนั้นสีหน้าของนางก็เย็นชาขึ้นมา แววตาของนางแสดงเจตนาฆ่าออกมาอย่างชัดเจนมาก ในเมื่อสู้ไม่ได้ เช่นนั้นก็ใช้กลวิธีสกปรกแทนก็แล้วกัน นางอาศัยความจำของกล้ามเนื้อในการรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มี แล้วก็เตะไปที่หว่างขาของบุรุษผู้นั้นที่กำลังโน้มตัวลงมาอย่างแรง เสียงแกร๊กดังขึ้นมา หลังจากนางออกแรงเตะไป นางก็ได้ยินเสียงบุรุษคนหนึ่งร้องโอดครวญขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด “ซี๊ด! สารเลวเอ๊ย กล้าเตะข้าเยี่ยงนั้นหรือ ข้าจะฆ่าเจ้าให้ตายไปเลย” เขางอตัวด้วยความเจ็บปวด ปากก็ด่าทอออกมาด้วยความโกรธแค้น ซูชิงซวู่ฉวยโอกาสตอนที่คนอื่น ๆ ยังไม่ทันได้ตั้งตัวรีบลุกขึ้นยืน จากนั้นก็รีบถอยออกจากการห้อมล้อมของพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว “จับนางมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะทำให้นางทรมานเหมือนตายทั้งเป็นเลยคอยดู!” หัวหน้าโจรเอามือกุมอวัยวะเพศของตนเองไว้ แล้วก็พูดออกมาด้วยความเคียดแค้นจนตาแทบจะถลนออกมาอยู่แล้ว ทันทีที่เขาพูดจบ โจรพวกนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปหาซูชิงซวู่ทันที ฉากนี้มีใครบางคนมองอยู่ตั้งนานแล้ว ตรงบริเวณปลายถนนของป่าแห่งหนึ่ง องครักษ์กลุ่มหนึ่งกำลังรักษาการณ์ล้อมรอบรถม้าอันโอ่อ่าคันหนึ่งเอาไว้ ม่านรถม้าถูกยกขึ้นอย่างอ่อนโยนด้วยมือที่เห็นข้อกระดูกอย่างชัดเจน บุรุษในรถสวมเสื้อคลุมพญางูสีดำ ใบหน้าที่เหลี่ยมเป็นสันของเขาดูเย็นชาเป็นอย่างมาก ตัวของเขาราวกับมีรัศมีความน่าหวาดกลัวและความน่าเกรงขามเปล่งประกายออกมา ซึ่งมันทำให้ผู้คนต่างก็พากันหวาดกลัวเขากันไปหมด แต่ตอนที่สายตาของเขามองไปที่สตรีผู้นั้น มันกลับแสดงความประหลาดใจบางอย่างออกมา ท่าทางนางอาจจะดูอ่อนแอ แต่การเคลื่อนไหวของนางกลับดูช่ำชองและไร้ซึ่งความปราณี ดูไม่เหมือนกับทักษะที่คนธรรมดาทั่วไปจะมีได้เลย องครักษ์เสี่ยวอู๋ที่อยู่ข้างรถม้าสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่งก่อนจะพูดออกมาด้วยความประหลาดใจว่า “ทักษะยอดเยี่ยมยิ่งนัก แต่น่าเสียดายที่ความแข็งแกร่งนั้นมิเพียงพอ มิเช่นนั้นอาจจะทำให้โจรพวกนั้นเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบไปเลยก็เป็นได้” รถม้าจอดอยู่ในที่ลับ ทางนั้นที่กำลังไล่ล่ากันอย่างดุเดือดจึงไม่มีใครทันได้สังเกตเห็นพวกเขา พฤติกรรมของซูชิงซวู่ทำให้คนพวกนั้นโกรธแค้นกันมาก เดิมทีอีกฝ่ายแค่อยากจะทำลายความบริสุทธิ์ของสตรีผู้นี้เท่านั้น ไม่ได้หมายจะเอาชีวิตของนางแต่อย่างใด แต่ตอนนี้กลับถูกนางหลอกจนเสียสติกันไปหมดแล้ว พวกนั้นกัดฟันและดึงมีดขนาดใหญ่ออกมาจากเอว แล้วก็วิ่งกรูกันเข้าไปหาซูชิงซวู่ด้วยสายตาที่โหดเหี้ยม หัวใจของซูชิงซวู่ดำดิ่งลงในทันที นางไม่สามารถสู้กับพวกมันด้วยมือเปล่าได้ หากพวกมันมีอาวุธ นางก็จะยิ่งเสียเปรียบ หัวสมองของนางทำงานอย่างรวดเร็ว อาชีพสายลับที่นางทำมาหลายปีทำให้นางสามารถสงบสติอารมณ์ได้ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาที่กำลังเสี่ยงอันตรายมากก็ตาม นางเหลือบมองไปที่หัวหน้ากลุ่มโจรที่นางเพิ่งจะเตะเป้าเขาไป จากนั้นก็วางแผนจะจับเขามาเป็นตัวประกันเพื่อใช้ในการข่มขู่คนอื่นที่เหลือ หลังจากสับขาหลอกโจรพวกนั้น นางก็วิ่งเข้าไปทางหัวหน้าโจรอย่างรวดเร็ว ทว่านางกลับประเมินความแข็งแกร่งของร่างกายนี้สูงเกินไป ตอนที่นางเพิ่งจะวิ่งไปได้แค่ไม่กี่เมตร จู่ ๆ ร่างกายของนางก็อ่อนปวกเปียกไป แล้วนางก็ล้มลงไปทันที มันจบแล้ว นี่เป็นความคิดเดียวที่อยู่ในหัวของนาง แล้วก็เป็นไปตามที่คิดเอาไว้ นางยังไม่ทันที่จะได้ลุกขึ้น มีดเล่มหนึ่งก็มาจ่ออยู่ที่คอของนางเสียแล้ว “เฮ้อ ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก” เสี่ยวอู๋ที่ยืนอยู่ข้างรถม้าถอนหายใจออกมาและส่ายหน้าไปมา สตรีผู้นี้ดูเหมือนจะฉลาดมาก แต่นางกลับดวงไม่ดีเอาเสียเลย อีกอย่างท่านอ๋องของเขาก็ไม่ชอบยุ่งเรื่องของผู้อื่นเสียด้วย ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่ มีที่ทั้งแหบทั้งสุขุมของบุรุษคนหนึ่งก็ดังมาจากในรถม้า “ไปช่วยนางเสีย” เสี่ยวอู๋อึ้งไปชั่วขณะ แววตาของเขาแสดงอาการตกใจออกมา หลังจากนั้นเขาก็รีบตอบรับคำสั่งทันที แต่ใครจะไปรู้เล่าหลังจากที่หันหน้าไป เขาก็ได้ยินเสียงโหยหวนอันน่าเศร้าของพวกโจรดังขึ้นมาเสียก่อน
โจรที่เป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่เมื่อครู่นี้ได้ถูกซูชิงซวู่กระชากคอเสื้อไป จากนั้นนางก็กัดเข้าที่คออย่างแรง เลือดพุ่งออกมา แล้วโจรก็เอามือกุมคอที่มีเลือดไหลทะลักออกมาไม่หยุดพลางล้มนอนลงไปด้วยความเจ็บปวด ส่วนพวกโจรคนอื่น ๆ ตกตะลึงกับเลือดของซูชิงซวู่จนแน่นิ่งอยู่กับที่ไปเลย ซูชิงซวู่จึงฉวยโอกาสในตอนนี้รีบหยิบมีดจากพื้นขึ้นมาด้วยความคล่องแคล่วว่องไว มีดยาวถูกโบกไปมาอย่างคล่องแคล่ว แล้วก็ฟันไปที่คอของคนที่เหลือ ทำให้มีเลือดพุ่งขึ้นมากลางอากาศเป็นสายเลือด แสงของใบมีดที่คมกริบนั้นสะท้อนไปที่ใบหน้าอันเยือกเย็นของนาง เห็นได้ชัดเลยว่านี่คือการฆ่าคน แต่มันกลับดูงดงามอย่างยิ่ง เสี่ยวอู๋เบิกตากว้างด้วยความตกใจ เวลานี้ร่างกายของซูชิงซวู่ได้ทรุดตัวนั่งลงไปกับพื้นอย่างหมดแรงแล้ว ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป เมื่อกี้นี้แค่ชั่วครู่เดียวก็ใช้พลังทั้งหมดที่มีไปหมดแล้ว โจรตายไปแล้ว ส่วนคนที่เหลือที่ถูกกัดคอก็ไม่สามารถทำอะไรได้ นางจึงนอนลงไปกับพื้นเพื่อพักเอาแรง ในขณะเดียวกันก็ประมวลผลถึงความทรงจำของเจ้าของร่างนี้ไปด้วย เจ้าของร่างเดิมเป็นลูกสาวคนโตของฮูหยินเอก มีฐานะสูงศักดิ์ แต่น่าเสียดายที่เรื่องราวที่เกิดขึ้นดันเหมือนกับนวนิยายออนไลน์ที่หยาบโลนเหล่านั้นไม่มีผิดเลย ตอนที่นางเกิดมา ฮูหยินคนแรกของอันติ้งโหวก็เสียชีวิตจากภาวะคลอดบุตรยากในทันที ซู่ชิงซู่จึงต้องโดนตราหน้าว่ามีความผิดที่ดวงแข็งกว่าจนแม่ตนเองต้องตายไปโดยปริยาย ทำให้นางไม่เป็นที่โปรดปรานของพ่อและคนในครอบครัว ต่อมาอันติ้งโหวก็ได้แต่งงานใหม่กับนางสวี่ แล้วนางก็ได้ให้กำเนิดลูกสาวมาหนึ่งคน นามว่าซูยวนเอ๋อร์ หลังจากนั้นก็ให้กำเนิดลูกชายอีกคนหนึ่งและลูกสาวอีกคนหนึ่ง ทำให้นางสามารถสร้างรากฐานอยู่ในจวนอันติ้งโหวได้อย่างมั่นคง นางสวี่เป็นคนหน้าตาดีแต่มีจิตใจชั่วร้าย หากมองผิวเผินนางดูจะรักและเอ็นดูซูชิงซวู่มาก แต่ลับหลังนางกลับใช้กลอุบายชั่วร้ายสารพัดเพื่อทำให้ซูชิงซวู่กลายเป็นที่รังเกียจของอันติ้งโหวและฮูหยินใหญ่มากยิ่งขึ้น เจ้าของร่างเดิมต้องใช้ชีวิตเหมือนตกนรกทั้งเป็นมาตั้งแต่วัยเยาว์ โชคดีที่นางมีคู่หมั้นอยู่คนหนึ่ง ซึ่งเขาเป็นองค์ชายสี่ของราชวงศ์ปัจจุบัน เพียงแต่องค์ชายสี่นั้นจะแตกต่างไปจากองค์ชายคนอื่น ๆ เพราะแม่แท้ ๆ ของเขาเป็นเพียงนางกำนัลชั้นต่ำที่สุดคนหนึ่งในวังเท่านั้น ด้วยเหตุนี้องค์ชายสี่จึงไม่เป็นที่โปรดปรายของฮ่องเต้ไปด้วย แต่อย่างไรเขาก็ยังถือว่าเป็นองค์ชายคนหนึ่งอยู่ดี เจ้าของร่างเดิมคิดว่า เพียงแค่นางได้แต่งงานกับเขา นางก็จะสามารถหนีออกไปจากขุมนรกแห่งนี้ได้แล้ว ทว่าตอนที่กำลังจะหารือเรื่องการแต่งงานกัน จู่ ๆ นางสวี่ก็เกิดฝันร้ายต่อเนื่องหลายวันติดกัน หลังจากที่ท่านอาจารย์ทำการคำนวณแล้วก็บอกว่า เป็นเพราะโดนความโชคร้ายของซูชิงซวู่เข้าครอบงำ เพื่อที่จะขจัดเคราะห์ร้ายนี้ ซูชิงซวู่จะต้องไปที่วัดนอกเมืองด้วยตัวเอง แล้วก็คุกเข่าลงเพื่อขอขมาพระพุทธเจ้าเสีย ถึงจะสามารถขจัดเคราะห์ร้ายนี้ไปได้ แต่แล้วตอนที่กำลังกลับ นางดันไปเจอกับพวกโจรเข้าเสียก่อน ทำให้นางถูกโจรปล้นและข่มเหงรังแก..... แล้วในช่วงเวลาสำคัญนี้ นางก็เดินทางข้ามเวลามา ตอนที่ประมวลความทรงจำทั้งหมดของเจ้าของร่างเดิมเสร็จแล้ว สีหน้าของนางก็มืดมนลงทันที เจ้าของร่างเดิมอาจจะมองไม่ออก แต่นางมองออกทุกอย่าง ในความทรงจำ คู่หมั้นท่านนี้ของเจ้าของร่างเดิมมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับน้องสาวต่างมารดาของนาง ยิ่งไปกว่านั้น นางสวี่ก็ดันบังเอิญมาปวดหัวกะทันก่อนถึงวันหมั้นหมายของเจ้าของร่างเดิมเสียอย่างนั้น แล้วนางก็ดันบังเอิญมาเจอโจรแถวพระราชวังจนเกือบจะเสียความบริสุทธิ์ของตนเองไปอีก ซึ่งหากเจ้าของร่างเดิมสูญเสียความบริสุทธิ์ไปแล้ว นางก็จะไม่สามารถแต่งงานเข้าราชวงศ์ได้ ซูชิงซวู่ใช้มีดพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่ง แล้วนางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ช่างน่าสนใจเสียจริงเชียว เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของนาง หัวหน้าโจรที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ตกใจกลัวแทบตาย สายตาที่เขามองซูชิงซวู่ ราวกับกำลังมองไปที่ยมบาลอยู่อย่างไรอย่างนั้น เมื่อเห็นซูชิงซวู่มองมา เขาก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจกลัว แล้วก็รีบล้มลุกคลุกคลานถอยหลังไปโดยที่ไม่ได้สนใจคอที่บาดเจ็บอยู่เลย “อย่าเข้ามานะ อย่าเข้ามา แค่ก แค่ก!” ทันใดนั้นเสียงของเขาแหบขึ้นมา เขาสำลักน้ำเลือดจนไอออกมาในทันที ตอนนี้พละกำลังของซูชิงซวู่ฟื้นตัวขึ้นมาพอสมควรแล้ว นางจึงเดินตรงไปหาชายคนนั้น แล้วก็เหยียบลงไปที่หน้าอกของเขา จากนั้นก็ใช้มีดจ่อไปที่คอของเขาและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “บอกมา ใครส่งเจ้ามา?” สีหน้าของโจรผู้นั้นดูหวาดกลัวมาก มันพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทาว่า “ปล่อยข้าไปเถิด หากเจ้ายอมปล่อยข้าไป ข้าจะบอก” ซูชิงซวู่ไม่ได้ตอบ แต่กลับเพิ่มแรงเหยียบมากขึ้นและพูดว่า “ข้าจะนับถึงสาม ถ้าเจ้ามิยอมบอก เจ้าก็เตรียมลงไปบอกกับยมบาลที่นรกได้เลย”
รูม่านตาของโจรหดตัวลงอย่างฉับพลัน ก่อนที่เขาจะทันได้ตอบสนองอะไรกลับมา ซูชิงซวู่ก็เริ่มนับขึ้นมาแล้ว “หนึ่ง” “ถ้าเจ้าปล่อยข้าไป ข้าจะบอก” เหงื่อเม็ดใหญ่ขนาดเท่าเมล็ดถั่วไหลลงมาตามแก้มของโจร แต่เขาก็ยังคงมีความหวังอยู่ เขาคิดว่าต่อให้ซูชิงซวู่จะอยากถามให้ได้ว่าใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง แต่นางก็คงไม่ถึงขั้นที่ฆ่าเขาได้หรอก เมื่อเห็นเช่นนี้ ซูชิงซวู่ก็หัวเราะเยาะออกมาและพูดต่อว่า “สอง” “ฉึบ” มีดถูกฟันลงมาตามเสียงของนาง ตัดคอโจรเข้าอย่างจัง เขาเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ปากก็ยังคงพึมพำออกมาว่า “เจ้าบอกว่า...... จะนับถึงสาม.....” “ในเมื่อเจ้าไม่ยอมบอก แล้วเหตุใดข้าถึงต้องเสียเวลาด้วยเล่า?” นางดึงมีดกลับมา การเคลื่อนไหวของนางคล่องแคล่วและดูช่ำชองอย่างยิ่ง เอื้อก เสียงเสี่ยวอู๋กลืนน้ำลายดังขึ้นมา “ฆ่าเขาทิ้งเช่นนี้ แล้วเจ้าจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าใครคิดจะปองร้ายเจ้า?” ทันใดนั้น มีเสียงของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ซูชิงซวู่หันกลับไปด้วยความระแวดระวัง แล้วนางก็เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับเทพประทานของใครคนหนึ่ง บุรุษผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลาและมีกิริยาท่าทางที่สง่างามอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายที่ขาทั้งสองข้างของเขาเหมือนจะมีความผิดปกติ เพราะเขานั่งอยู่บนรถเข็น นางรีบรื้อฟื้นในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมทันที จากนั้นไม่นานนางก็เจอข้อมูลที่เกี่ยวกับบุรุษที่อยู่ตรงหน้านาง เขาคือเผ่ยเสวียนจู ผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้ น้องชายของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน สมญานามเดิมที่ได้รับการพระราชทานคือ ‘จิ้น’ ต่อมาเนื่องจากเขามีคุณงามความดีด้านการรบ ฮ่องเต้องค์ก่อนจึงได้แต่งตั้งให้เขาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้ เพื่อคอยช่วยเหลือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตามในสายตาของเหล่าขุนนางและประชาชน เขาก็เป็นคนทรยศที่ควบคุมทั้งราชสำนักและกองทัพอยู่ดี จะบอกว่าชื่อเสียงของเขาเสื่อมเสียไปแล้วก็ว่าได้ หลังจากนั้นไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขาดันถูกวางยาพิษที่แปลกประหลาดเข้า ขาทั้งสองข้างของเขาจึงพิการ เพราะเหตุนี้เขาจึงแทบจะไม่เคยให้ความสนใจเรื่องราวของในราชสำนักอีกเลย ซูชิงซวู่ไม่คาดคิดเลยว่าจะได้เจอกับเขา โดยปกตินางก็มีความชอบในด้านทหารอยู่แล้ว จากในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม นางก็รู้ได้ว่าบุรุษผู้นี้คือวีรบุรุษที่ไปอยู่ที่ชายแดนเพื่อปกป้องดินแดนให้กับราชวงศ์ แล้วก็ยังยึดดินแดนที่สูญเสียไปคืนกลับมาได้อีกด้วย ทำให้เขามีคุณงามความดีด้านการรบที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง หลังจากรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาในตอนแรก ไม่นานนางก็กลับมาเย็นชาอีกครั้ง “คนที่คิดจะปองร้ายข้าก็มิเว้นแต่คนพวกนั้นแหละ ในเมื่อมิรู้ว่าเป็นใคร เช่นนั้นก็ไล่คิดบัญชีไปทีละคนเลยก็สิ้นเรื่อง” น้ำเสียงของนางฟังดูสบาย ๆ และไม่ได้เก็บซ่อนเจตนาฆ่าเอาไว้แต่อย่างใด เสี่ยวอู๋ตัวสั่นระริก ไม่สามารถที่จะตัดสินสตรีจากรูปลักษณ์ได้เลยจริง ๆ ใครจะไปคิดเล่าว่าหญิงสาวที่ภายนอกดูบอบบาง ลับหลังจะสามารถฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น บังเอิญว่าเวลานี้มีเสียงกีบม้าดังมาจากระยะไกลพอดี นางจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย คนพวกนี้มาเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือนี่ แต่นางยังไม่ทันได้จัดการกับศพเลย อีกอย่างการกระทำทุกอย่างของนางเมื่อกี้นี้ก็ถูกบุคคลที่อยู่ตรงหน้าเห็นในทุกรายละเอียดไปแล้วด้วย เจ้าของร่างเดิมเป็นคนที่ชีวิตไร้ซึ่งจุดหมายปลายทาง หากอยู่ในเมืองจิง จำเป็นที่จะต้องมีคนมีอำนาจคอยคุ้มกัน....... แล้วหลาย ๆ เรื่องก็จะได้จัดการได้อย่างง่ายดาย ซูชิงซวู่มีแผนการในใจแล้ว ทันใดนั้นนางก็เงยหน้าไปมองเผ่ยเสวียนจูและพูดว่า “ท่านอ๋องจิ้น สนพระทัยที่จะร่วมมือกับหม่อมฉันหรือไม่เพคะ?” เผ่ยเสวียนจูเคาะนิ้วที่เรียวยาวของเขาลงบนรถเข็นเบา ๆ และพูดว่า “เจ้ามีข้อดีอันใดหรือ?” สายตาของซูชิงซวู่จ้องมองไปที่ขาของเป้ยเสวียนชู่ จากนั้นนางก็พูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มว่า “หม่อมฉันสามารถรักษาขาของท่านได้เพคะ” ทันทีที่นางพูดจบ ใบหน้าของเสี่ยวอู๋ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็เปลี่ยนไปทันที เขามองไปที่ซูชิงซวู่ด้วยความระแวดระวัง แววตาแสดงอาการโกรธออกมาเล็กน้อย แววตาของเผ่ยเสวียนจูก็มืดมนลงด้วยเช่นกัน เขาสูญเสียความสนใจไปทันที เดิมทีเขาคิดว่าก็ดูน่าสนใจอยู่หรอก แต่ที่แท้ก็เป็นแค่แผนการที่จงใจให้เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังของนาง สรุปแล้วคือเสด็จพี่ตัวดีของเขา หรือว่าเป็นหลาน ๆ ตัวดีพวกนั้นกันแน่ ซูชิงซวู่ไม่ได้พูดจาไร้สาระแต่อย่างใด คนนอกต่างก็รู้กันดีว่านางเป็นสายลับระดับแนวหน้าของโลก แต่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าครั้งหนึ่งนางเคยเรียนแพทย์กับหมอผีมาก่อน ตอนที่นางเห็นขาของเผ่ยเสวียนจูในครั้งแรก นางก็พอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้ในทันที เมื่อเห็นว่าเผ่ยเสวียนจูเอาแต่เงียบ ซูชิงซวู่ก็เดาได้ว่าอีกฝ่ายต้องไม่ไว้ใจนางเป็นแน่ นางจึงพูดออกไปตรง ๆ เลยว่า “ถ้าหม่อมฉันเดาไม่ผิดล่ะก็ ขาของท่านอ๋องน่าจะเกิดจากพิษเย็นเป็นแน่ ทุกคืนจะมีอาการเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ราวกับโดนแมลงนับพันตัวกัดใช่หรือไม่เพคะ?” “บังอาจ!” เมื่อเห็นเช่นนี้ เสี่ยวอู๋ก็ต่อว่าขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดุดันทันที เมื่อเห็นว่าเผ่ยเสวียนจูไม่เชื่อ นางก็ครุ่นคิดอยู่สักพัก จากนั้นก็เดินไปข้างหน้า แล้วก็เอามือวางลงบนชีพจรของเผ่ยเสวียนจู อากาศร้อนถึงเพียงนี้ แต่มือของเผ่ยเสวียนจูกลับเย็นเข้ากระดูกเสียอย่างนั้น