นอกเมืองจิง ชานเมือง “จุ๋ม!“ ในความมืดมิด วัตถุหนักตกลงไปในแม่น้ำอย่างกะทันหัน ทำให้เกิดน้ำกระเซ็นเป็นวงกว้าง ฉือเนี่ยนซึ่งนั่งพักอยู่ริมแม่น้ำ ถูกน้ำกระเซ็นใส่ไปทั้งตัว ในอากาศมีกลิ่นสนิมจาง ๆ ลอยมา กลิ่นนี้ เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี เป็นกลิ่นเลือด สิ่งที่เพิ่งตกลงไปในน้ำคือคน แถมยังเป็นคนที่ได้รับบาดเจ็บซะด้วย ราวกับจะยืนยันความคิดของเธอ หลายเสียงที่จงใจกดให้แผ่วต่ำดังมาจากที่ไม่ไกลนัก “หาต่อไป!“ “ห้ามพลาดเบาะแสใด ๆ แม้แต่นิดเดียว!” “ห้ามให้มันรอดชีวิตไปได้เด็ดขาด!“ ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบและไม่เป็นระเบียบก็ดังเข้ามาในโสตประสาท ฉือเนี่ยนลุกขึ้นเพื่อจะเดินจากไปโดยไม่รู้ตัว แต่ข้อเท้าของเธอกลับถูกจับไว้แน่น “ช่วยผมด้วย…… ผมจะทำตามคำขอของคุณทุกอย่าง……“ เสียงของชายคนนั้นแผ่วเบาราวกับจะขาดใจ จากนั้น มือที่จับข้อเท้าก็คลายออก ก่อนที่เขาจะเงียบไปอีกครั้ง ดูเหมือนว่าจะหมดสติไปแล้ว จิตใจของแพทย์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตา ไม่ผิดต่ออาชีพของตน การได้พบพานถือเป็นวาสนา งั้นก็ช่วยเขาไปเลยละกัน ฉือเนี่ยนคิดพลางเริ่มขยับมือ เธอหยิบขวดเล็ก ๆ ออกมาจากกระเป๋าคาดเอว จากนั้นก็เทยาออกมาเม็ดนึง คลำ ๆ แล้วยัดใส่เข้าไปในปากชายคนนั้น เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ มีแสงสว่างส่องมาจาง ๆ ฉือเนี่ยนรีบกลั้นหายใจดำลงไปในน้ำ และกดร่างชายคนนั้นลงไปในน้ำเพื่อซ่อนตัว ไม่นานนักชายชุดดำหลายคนก็พากันกรูมาถึง แต่ผิวน้ำก็สงบนิ่งเป็นปกติไปแล้ว กลุ่มคนค้นหาอยู่พักหนึ่งแต่ไม่พบอะไร จึงรีบจากไป พอกลุ่มคนเดินไปไกลแล้ว ฉือเนี่ยนก็โผล่ขึ้นมาจากน้ำ แล้วลากชายคนนั้นขึ้นฝั่ง น้ำในแม่น้ำตอนกลางคืนเย็นยะเยือก ทำเอาเธอหนาวเหน็บจนอดไม่ได้ที่จะจามออกมา เธอหยุดพักครู่หนึ่ง แล้วรีบตรวจดูอาการของชายหนุ่มคนนั้น เมื่อเห็นว่าเขายังมีสัญญาณชีพ เธอก็ทำการช่วยชีวิตด้วยการปั๊มหัวใจและผายปอดทันที ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ จู่ ๆ ชายคนนั้นก็ไอโขลกออกมาอย่างแรง พ่นน้ำที่สำลักออกมาเป็นจำนวนมาก ฉือเนี่ยนยื่นมือไปแตะที่ใต้จมูกเขาเพื่อยืนยันว่าเขากลับมาหายใจแล้ว จากนั้นถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมฆหมอกจางหายไป แสงจันทร์ส่องสว่างขึ้นเรื่อย ๆ ฉือเนี่ยนมองเห็นใบหน้าคมคายของชายหนุ่มได้อย่างชัดเจน จากนั้นก็มีคำพูดหนึ่งผุดขึ้นในหัวของเธอ ช่างเป็นผู้ชายที่หล่อเหลาอะไรอย่างนี้ ทันใดนั้น ชายหนุ่มที่นอนอยู่ก็ขยับตัว เขาค่อย ๆ ปรือตาขึ้นเล็กน้อย เห็นภาพผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ตรงหน้าอย่างเลือนลาง ภายใต้แสงจันทร์ รอยสักพระจันทร์เสี้ยวสีดำบนไหปลาร้าของหญิงสาวโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ…… ลู่เหยียนสืออยากจะเลื่อนสายตาขึ้นไปมองให้เห็นใบหน้าของหญิงสาวให้ชัดเจน แต่เปลือกตาของเขากลับหนักอึ้ง สติเลือนหาย และเขาก็จมสู่ห้วงนิทราไปอีกครั้ง ฉือเนี่ยนเห็นดังนั้นก็ป้อนยาให้ชายหนุ่มอีกหนึ่งเม็ด อาศัยแสงจันทร์สำรวจดูร่างกายที่เปียกโชกของเขา พบว่าเขาบาดเจ็บที่เอว บาดแผลลึกมากและยังมีเลือดซึมออกมาอยู่ แต่ไม่ได้บาดเจ็บถึงจุดสำคัญ น่าจะแค่หมดสติจากการเสียเลือดมากเท่านั้น เธอฉีกเสื้อผ้าของชายคนนั้นออกเพื่อล้างแผลให้เขา พร้อมกับโรยผงยาห้ามเลือด เมื่อจัดการเรียบร้อยแล้ว เธอก็อดไม่ได้ที่จะบีบใบหน้าหล่อเหลาของชายคนนั้นเบา ๆ “ยาช่วยชีวิต กลืนไปทีเดียวตั้งสองเม็ด ชีวิตคุณนี่มันมีค่าจริง ๆ” พอช่วยชีวิตคนไว้ได้แล้ว ฉือเนี่ยนก็ตรวจดูข้าวของบนตัวเธออีกครั้ง และตั้งใจจะเดินจากไป แต่ก่อนจากไปกลับนึกถึงสิ่งที่ชายคนนั้นเพิ่งพูดเมื่อครู่ จึงหันกลับไปพิจารณาเขาอย่างละเอียดตั้งแต่หัวจรดเท้า สุดท้ายสายตาก็จับจ้องไปที่จี้ห้อยคออัญมณีของชายคนนั้น จี้นั้นเป็นสีชาดทั้งอัน เมื่อกระทบแสงจันทร์ก็เปล่งประกายงดงามละลานตา “ฉันไม่มีคำขออะไรที่คุณว่าหรอก แต่ฉันชอบของแปลก ๆ แบบนี้” พูดจบ เธอก็ก้มตัวลงแล้วเอื้อมมือไปหยิบจี้มาถือไว้ในมืออย่างรวดเร็ว “ช่วยชีวิตคุณไว้ แลกกับจี้ของคุณหนึ่งอัน ถือว่าเจ๊ากันนะ”
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉือเนี่ยนเดินทางมาถึงเมืองจิง และเข้าพักที่โรงแรมอวิ๋นติ่ง ภายในห้องสวีทที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เธอถอดเสื้อคลุมออกแล้วโยนมันทิ้งไว้ข้าง ๆ อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเดินไปยังหน้าต่างบานสูงจากพื้นจรดเพดาน ตึกสูงระฟ้า รถราพลุกพล่านมากมาย เธอไม่ได้เห็นภาพแบบนี้มานานแสนนานแล้ว ใช่สิ ปีนั้นเธออายุได้หกขวบ แม่ของเธอถูกฆ่าตาย ส่วนเธอก็ถูกทิ้งไว้กลางป่า และทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นเพราะตระกูลฉือทั้งนั้น หากไม่ใช่เพราะอาจารย์พ่อและอาจารย์แม่รับเลี้ยงเธอไว้ เกรงว่าป่านนี้คงตายไม่เหลือซากไปนานแล้วแน่ ๆ การกลับมาครั้งนี้มีเพียงเพื่อแก้แค้น และทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรจะเป็นของเธอกลับคืนมา ฉือเนี่ยนดึงสติกลับมา เธอล้วงกระเป๋าหยิบจี้ที่ได้มาจากชายที่บาดเจ็บ ยกมันขึ้นมาส่องกับแสงอาทิตย์ อัญมณีที่ผ่านการทำความสะอาดแล้วดูโปร่งใสยิ่งขึ้น ประเมินด้วยสายตาแล้วมีมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว มือที่กำจี้อยู่นั้นยิ่งไม่อยากปล่อย ฉือเนี่ยนเริ่มรู้สึกหลงใหลในสัมผัสนี้ขึ้นมาเสียแล้ว เธอหยิบเชือกมาร้อยจี้แล้วนำไปคล้องคอ ก่อนจะเดินไปที่หน้ากระจกเพื่อส่องดูภาพสะท้อน สวยดีนะ งั้นก็ห้อยไว้อย่างนี้แหละ หลังจากซ่อนจี้ไว้ใต้เสื้อผ้า ฉือเนี่ยนก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปลี่ยนที่อยู่ IP แล้วเปิดแอปพลิเคชันข่าว หน้าจอเปลี่ยน ตัวอักษรหนาเข้มหลายตัวปรากฏขึ้นตรงหน้า ——คุณหนูตระกูลฉือ ฉือจือยี่ ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติ ตระกูลฉือประกาศตามหาเลือดด้วยเงินรางวัลมหาศาล! ฉือเนี่ยนรู้สึกสนใจจึงกดเข้าไปดูรายละเอียด ฉือจือยี่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียเลือดมาก เนื่องจากเธอมีเลือดกรุ๊ป RH บวก ทำให้เลือดในธนาคารเลือดของโรงพยาบาลแทบจะมีไม่พอ ตระกูลฉือประกาศให้เงินรางวัลมหาศาลเพื่อขอรับเลือด แต่ผู้ที่มาบริจาคเลือดกลับมีน้อยเหลือเกิน รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของฉือเนี่ยนอย่างอดไม่อยู่ อุบัติเหตุครั้งนี้ช่างมาได้จังหวะจริง ๆ เดิมทีคิดว่าจะต้องใช้ความพยายามอยู่บ้างเพื่อจะเข้าไปอยู่ในตระกูลฉือ ไม่คิดเลยว่าจะได้มาอย่างง่ายดายขนาดนี้ ฉือเนี่ยนปิดโทรศัพท์มือถือพลางหลับตาและเอนกายพิงโซฟา ก่อนจะทบทวนความคิดในสมอง กรุ๊ปเลือด RH บวก เป็นเลือดหายาก แต่เธอกลับมี และในตอนนี้ เธอต้องการตัวตน ตัวตนที่จะทำให้เธอยืนหยัดอยู่ในเมืองจิงได้ เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ฉือเนี่ยนก็หยิบเสื้อคลุมแล้วเดินออกไป ไม่เพียงแค่กลับเข้าสู่ตระกูลฉือเท่านั้น เธอจะทำให้พวกเขาอ้อนวอนขอให้เธอกลับไป และยังจะให้พวกเขาประกาศต่อสาธารณชนอย่างโออ่าถึงสถานะความเป็นคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลฉือของเธออีกด้วย ณ โรงพยาบาลจิง ฉือเจิ้งเต๋อเพิ่งจะลงจากรถ ก็ถูกฉือเนี่ยนเข้ามาขวางทางเอาไว้ เห็นหน้าเพียงแค่แวบเดียว ฉือเจิ้งเต๋อก็ตัวแข็งทื่อราวกับกลายเป็นหินไปแล้ว “เธอ……” ฉือเนี่ยนจ้องมองชายตรงหน้า มุมปากของเธอเผยอเหยียดเป็นรอยยิ้มบาง “ฉันควรจะเรียกคุณว่าคุณฉือ หรือว่า…… คุณพ่อ ดีคะ?“ คำพูดนี้ดุจสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของฉือเจิ้งเต๋อเข้าอย่างจัง เขาจ้องมองฉือเนี่ยนเขม็ง นานสองนานก็พูดอะไรไม่ออก ฉือเนี่ยนก็ทำเพียงยืนนิ่ง ปล่อยให้เขามองไป ยิ่งเขามองมากเท่าไหร่ ก็มีแต่จะยิ่งนึกถึงแม่ของเธอที่จากไปแล้วมากขึ้นเท่านั้น ถ้าเขายังพอมีจิตสำนึกอยู่บ้าง เขาก็จะต้องถูกความรู้สึกผิดกัดกินใจ! ไม่รู้ว่าพ่อลูกคู่นี้จ้องตากันอยู่นานแค่ไหน ต่างคนต่างเงียบกันไปนาน ในที่สุด ฉือเจิ้งเต๋ออดรนทนไม่ไหวจึงเอ่ยปาก “เธอคือเนี่ยนเนี่ยนจริง ๆ เหรอ?” สีหน้าของฉือเนี่ยนไร้อารมณ์อย่างยิ่ง “พ่ออยากจะพาฉันไปตรวจดีเอ็นเอไหมล่ะคะ?” “ไม่ ไม่ต้อง……” ฉือเจิ้งเต๋อแทบจะน้ำตาไหล “เธอกับแม่ของเธอตอนสาว ๆ เหมือนกันอย่างกับแกะจริง ๆ” ฉือเนี่ยนอดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงเยาะ หากไม่ใช่เพราะเขาละทิ้งลูกเมียไปไขว่คว้าความมั่งคั่งร่ำรวยเมื่อหลายปีก่อน แม่ของเธอก็คงไม่ต้องตายอย่างอนาถ และเธอก็คงไม่ต้องร่อนเร่อยู่ข้างนอกมานานกว่าสิบปี! ตอนนี้เขายังจะมีหน้ามาพูดถึงแม่อีกเหรอ? “เลือดกรุ๊ป RH น่ะ ฉันมี” ฉือเนี่ยนทิ้งคำพูดหนึ่งประโยค แล้วหันหลังเดินเข้าไปในโรงพยาบาล ฉือเจิ้งเต๋อดีใจขึ้นมาก่อน แล้วรีบวิ่งตามเข้าไป สองพ่อลูกพากันเดินไปจนถึงหน้าห้องไอซียู ผ่านกระจกใสนั้น ฉือเนี่ยนเห็นเด็กสาวคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงคนไข้ด้วยใบหน้าซีดเซียว ร่างกายเต็มไปด้วยสายระโยงระยาง “อยากเอาเลือดของฉันไปก็ได้นะคะ แต่ฉันมีเงื่อนไข” เธอมองเข้าไปข้างในผ่านกระจก มุมปากของเธอเผยรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาออกมา “ฉันต้องการกลับไปเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลฉืออย่างสมศักดิ์ศรี ตระกูลฉือจะต้องจัดงานเลี้ยงต้อนรับฉันอย่างยิ่งใหญ่” สีหน้าของฉือเจิ้งเต๋อดูไม่ค่อยสู้ดีนัก “เนี่ยนเนี่ยน ถ้าลูกไม่มีที่อยู่ พ่อจะซื้อบ้านให้ลูกหลังหนึ่ง แต่การจะกลับมาที่ตระกูลฉือน่ะ เกรงว่า……” เขายังพูดไม่ทันจบคำ ฉือเนี่ยนก็รู้แล้วว่าเขาจะเอ่ยอะไร ไม่ต้องสงสัยเลยว่า แม้เขาจะเห็นด้วย คนอื่น ๆ ในตระกูลฉือก็คงไม่เห็นด้วย “ในเมื่อตระกูลฉือของคุณไม่สามารถตอบสนองความต้องการของฉันได้ เช่นนั้นฉันก็จะไม่ช่วยฉือจือยี่” หลังทิ้งคำพูดหนึ่งประโยคนั่นไว้ ฉือเนี่ยนก็หันหลังเดินจากไป ฉือเจิ้งเต๋อเห็นดังนั้นก็วิ่งตามไปคว้าแขนเธอไว้อย่างร้อนรน “เนี่ยนเนี่ยน อย่าเพิ่งไปเลยนะ พ่อจะกลับไปปรึกษาพวกเขาก่อน……”
ในที่สุดตระกูลฉือก็ตกลงที่จะรับฉือเนี่ยนกลับเข้าบ้าน แต่ฉือเนี่ยนได้ยินมาว่า เพราะเรื่องนี้ฉือเจิ้งเต๋อกับชูเหม่ยภรรยาคนปัจจุบันของเขาถึงกับทะเลาะกันอย่างหนัก เย็นวันนั้น ฉือเนี่ยนได้ทำการบริจาคเลือดให้กับฉือจือยี่เป็นครั้งแรก เนื่องจากฉือจือยี่เสียเลือดมาก จึงจำเป็นต้องให้เลือดเธออีกหลายครั้ง ฉือเนี่ยนจึงถูกจัดให้พักในห้องวีไอพีของโรงพยาบาล ตื้ด ตื้ด จู่ ๆ โทรศัพท์มือถือก็สั่นขึ้นสองครั้ง ฉือเนี่ยนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูข้อความ เซียงซือ:【คุณชายตระกูลลู่ ลู่เหยียนสือ กำลังตามหาคนทั่วเมืองจิงเลย อายุประมาณยี่สิบปีได้ มีความรู้ทางการแพทย์ แล้วก็มีรอยสักรูปพระจันทร์เสี้ยวสีดำที่ไหปลาร้าด้วย 】 หลังจากอ่านข้อความแล้ว ฉือเนี่ยนก็ตอบกลับแบบติดตลก:【บังเอิญจัง ฉันตรงทุกข้อเลย 】 เซียงซือ:【ไม่ใช่สิ เธออย่าเพิ่งทำเป็นเล่นไป ไม่แน่ว่าเขาอาจจะตามหาเธออยู่ก็ได้นะ! 】 ฉือเนี่ยน:【ตามหาฉันทำไม? ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอะไรกับเขาสักหน่อย 】 เซียงซือ:【เธอลองคิดดูสิว่าตัวเองเคยไปทำให้เขาขุ่นเคืองเข้าหรือเปล่า? 】 ฉือเนี่ยนเพียงแค่รู้สึกว่าเธอกำลังกังวลเกินเหตุ 【ฉันไม่ได้มาเมืองจิงนานแค่ไหนแล้ว? เป็นไปไม่ได้หรอก แค่บังเอิญแหละน่า อย่าเก็บมาใส่ใจเลย 】 หลังจากส่งข้อความสุดท้ายไป อีกฝ่ายก็ไม่ได้ตอบมาอีก การสนทนาจึงสิ้นสุดลง ฉือเนี่ยนคิดทบทวนแล้วทบทวนอีก ก็เลยลองค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตดู ทันทีที่พิมพ์คำสำคัญลงไป หน้าจอก็เปลี่ยนไป ตัวอักษรขนาดใหญ่พลันปรากฏขึ้นตรงหน้า “ลู่เหยียนสือ อายุยี่สิบแปดปี” ไม่มีแล้วเหรอ ฉือเนี่ยน “……” ทำเป็นลึกลับเชียวนะ เธอเริ่มสนใจขึ้นมา จึงหยิบแท็บเล็ตออกจากกระเป๋าเดินทาง และเสียบแฟลชไดรฟ์เข้าไป นิ้วเรียวสวยกดรหัสบนคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก บนหน้าจอที่เต็มไปด้วยรหัสก็ปรากฏกล่องข้อความเด้งขึ้นมา “โมซี——ช่วยฉันหาคนหน่อยสิ” “ใคร?“ ฉือเนี่ยนพิมพ์อย่างรวดเร็ว “ลู่เหยียนสือ” “ได้ สามวัน” เมื่อเห็นคำตอบที่น่าพอใจ ฉือเนี่ยนก็ออกจากหน้าจอที่เต็มไปด้วยรหัสยุ่งเหยิงนั่น ในเวลาเดียวกันนั้น ที่หนานหู วิลล่า ภายในคฤหาสน์หรูที่ตั้งอยู่ในย่านที่ดินแพงหูฉี่ของเมืองจิง แสงไฟสว่างไสวไปทั่วบริเวณ “มีข่าวคราวบ้างไหม?” ในห้องนอนขนาดใหญ่ ลู่เหยียนสือยืนเอนกายพิงหน้าต่าง เขายืดตัวขึ้นตรง แม้จะมีบาดแผลฉกรรจ์อยู่ แต่ก็ไม่อาจบดบังออร่าอันทรงพลังของเขาได้ เขาคีบบุหรี่ไว้ระหว่างปลายนิ้ว ปลายบุหรี่ส่องประกายวาบไหวไปมา ฮั่วเฟิงก้มหน้าตอบ “ยังไม่มีครับ” ลู่เหยียนสือขมวดคิ้วแน่นขึ้นเล็กน้อย เขาบี้บุหรี่ในมือลงบนที่เขี่ยบุหรี่ เสียงของเขาเฉยเมยอย่างยิ่ง “หาต่อไป” “ครับ” หลังจากตอบรับคำ ฮั่วเฟิงก็ล้วงซองจดหมายเชิญสีทองปั๊มลายออกมาจากอกเสื้อ ก่อนจะยื่นให้ลู่เหยียนสืออย่างนอบน้อม “ท่านครับ ยังมีอีกเรื่องครับ” ลู่เหยียนสือมองจดหมายเชิญในมือเขา พลางขมวดคิ้วถาม “ของตระกูลไหน?” “งานเลี้ยงต้อนรับสมาชิกใหม่ของตระกูลฉือครับ ลูกสาวนอกสมรสของฉือเจิ้งเต๋อที่อยู่นอกบ้านจะกลับเข้ามาในตระกูล คุณฉือเชิญท่านอยากให้ท่านไปให้ได้ครับ” “ต้องไปให้ได้เหรอ?” ริมฝีปากบางของลู่เหยียนสือเอ่ยถามออกมาสั้น ๆ พร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน ฮั่วเฟิงลองถามอย่างระมัดระวัง “จะให้ผมตอบปฏิเสธไปไหมครับ?” เจ้านายของเขาไม่ค่อยร่วมงานเลี้ยงอยู่แล้ว งานระดับนี้ปกติเจ้านายไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ หากไม่ใช่เพราะนายท่านตระกูลฉือกำชับแล้วกำชับอีก เขาก็คงไม่นำจดหมายเชิญใบนี้มาให้เจ้านายของเขาดูด้วยตัวเอง ลู่เหยียนสือหยิบจดหมายเชิญขึ้นมา นัยน์ตาที่ลุ่มลึกของเขาแลดูยากที่จะเข้าใจมากยิ่งขึ้น ลูกนอกสมรสตระกูลฉือคนนี้ช่างมีความสามารถไม่น้อยเลยทีเดียว ถึงขนาดทำให้ตระกูลฉือจัดงานใหญ่โตเพื่อเธอได้ เขาเปลี่ยนใจอย่างกะทันหัน “ไม่ต้อง บอกคุณฉือว่าฉันจะไปที่นั่นแน่นอน” วันจัดงานเลี้ยงต้อนรับสมาชิกใหม่ บังเอิญเป็นวันที่อากาศแจ่มใส ฉือเนี่ยนออกจากโรงพยาบาล แล้วขับรถมุ่งหน้าไปยังภูเขาในเขตชนบท ถนนบนภูเขาแสนจะคดเคี้ยว แต่เธอก็พบหลุมศพของแม่ได้อย่างง่ายดาย หลุมศพโดดเดี่ยว ไม่มีแม้แต่ป้ายชื่อ มีแต่หญ้ารกร้างเต็มไปหมด ถ้าไม่คุ้นเคยเส้นทางนี้ คงหาไม่เจอได้ง่าย ๆ เป็นแน่ ฉือเนี่ยนคุกเข่าลงหน้าหลุมศพ ก่อนจะค่อย ๆ ดึงหญ้ารกร้างออกอย่างพิถีพิถัน เธอขยับตัวอย่างเบา ๆ ราวกับกลัวว่าจะรบกวนผู้เป็นแม่ที่กำลังหลับใหลอยู่ ผ่านไปพักใหญ่ เธอโน้มตัวลงกราบ หน้าผากแตะพื้นดินที่เย็นเฉียบอยู่เป็นเวลานาน อีกไม่นาน แม่ก็จะได้รับทุกสิ่งที่ท่านควรจะได้รับ ฉือเนี่ยนก้มลงกราบอีกครั้ง จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว งานเลี้ยงต้อนรับสมาชิกใหม่ถูกกำหนดเวลาไว้ในตอนบ่าย ฉือเนี่ยนกลับมาที่โรงแรม เปลี่ยนเสื้อผ้า และเรียกช่างมืออาชีพมาแต่งหน้าทำผมให้ กว่าเธอจะแต่งตัวเสร็จก็เกือบจะพลบค่ำแล้ว ช้ากว่าเวลาที่นัดไว้เล็กน้อย โทรศัพท์มือถือแสดงสายที่ไม่ได้รับจากฉือเจิ้งเต๋อยี่สิบกว่าสาย ฉือเนี่ยนยังคงไม่รีบร้อน เธอลงไปหยิบของจากชั้นล่างก่อน แล้วจึงเตรียมตัวออกเดินทาง ในขณะนั้น ที่บ้านเก่าของตระกูลฉือ ทุกคนกำลังรอคอยการปรากฏตัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยของลูกนอกสมรสคนนี้ แต่แล้วก็ยังไม่เห็นใครสักที ทุกคนจึงพากันเริ่มซุบซิบไปต่าง ๆ นา ๆ คนที่ไม่สบอารมณ์ที่สุดก็คงจะเป็นชูเหม่ย ภรรยาคนปัจจุบันของฉือเจิ้งเต๋อ เธอไม่เคยเกรงใจฉือเจิ้งเต๋อมาแต่ไหนแต่ไร ตอนนี้ก็ยังคงบ่นเขาอยู่ “ตั้งแต่นังลูกนอกคอกคนนั้นกำหนดวัน ฉันก็รู้แล้วว่ามันตั้งใจเลือกวันตายของนังนั้นเพื่อทำให้เราแสลงใจ!” “มันจะบังเอิญขนาดนี้ได้ยังไง พอจือยี่ของเราเกิดเรื่อง ทั้งเมืองจิงก็หาเลือด RH ไม่ได้แม้แต่หยดเดียว มันกลับมาคราวนี้ก็มีแต่เรื่องซวย ๆ นับแต่นี้ไปอย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสุขสบายเลย!” เจอผีเข้าจริง ๆ แล้ว ฉือเจิ้งเต๋อก้มหน้าลงเงียบ ๆ เส้นเลือดที่ขมับกระตุกเล็กน้อย ในขณะนั้นเอง ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นที่ประตู