กำเนิดใหม่คุณหนูใหญ่ขยันเชือด
บทที่ 1 หวนคืนจากหลุมศพ

บทที่1 หวนคืนจากหลุมศพ         ในยุคสมัยนี้ที่คนดีหาได้ยากนัก และกลับกลายเป็นคนเลวที่ยิ่งทำชั่วก็ยิ่งเรืองอำนาจ หนึ่งในทรชนแห่งยุคมืดทมิฬที่สุดบนผืนพิภพ อิสตรีผู้ไร้มนุษยธรรมและเลือดเย็นอำมหิตสุดแสน กระทั่งแค่เอ่ยขานนามนั้น ก็สามารถทำให้ผู้คนขนหัวลุกและหน้าถอดสีได้ นามที่ว่าก็หาใช่ใดอื่น นอกเสียจากเย่หลาน – ปรมาจารย์นอกรีตผู้ฝึกปรือวิถีมารจนบรรลุ แต่ทว่า... เพียงหนึ่งเดือนก่อนหน้ากลับได้ยินข่าวใหญ่ชนิดสั่นสะเทือนไปทั่วผืนพิภพ! นางมารผู้นั้น...สิ้นชีพลงแล้ว! เมื่อไต่ถามถึงสาเหตุการตาย กล่าวกันว่า นางได้กระทำการอุกอาจขัดต่อวิถีสวรรค์ เลือกเดินในเส้นทางนอกรีต จนเหล่าผู้อาวุโสแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์มิอาจทานทน!   .....   หนึ่งเดือนให้หลัง ณ ทวีปชิงชาง จักรวรรดิหนานอวิ๋น สุสานร้าง นอกอาณาเขตเมืองหนิงอัน... “ปัง! ปัง! ปัง!” “พวกเจ้าเร่งมือเข้า! รีบๆตอกตะปูโลงให้แน่น อย่าได้เหลือช่องให้นังปัญญาอ่อนด้านในคลานหนีออกมาได้เป็นอันขาด!” อิสตรีน้อยนางหนึ่งยืนกำกับอยู่ไม่ไกล เผยแสดงท่าทีหยิ่งผยองเกินแปดส่วน กำลังสั่งการบรรดาบ่าวไพร่ที่สวมใส่ชุดรับใช้ จิกหัวสั่งการด้วยท่าทางกดขี่ “คุณหนูรองโปรดวางใจเถิด บ่าวทุบกระทืบแขนขาของนังนั่นเสียจนหักสะบั้นหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งได้สั่งการให้คนกรอกยาสลบใส่ปากมันจนหมดซอง! รับรองว่ากว่าจะฟื้นขึ้นมาได้ เกรงว่าคงถูกดินที่กลบฝังถล่มทับลงมาจนขาดอากาศหายใจไปเสียก่อน ต่อให้จะพยายามคิดหนีสักเพียงใด ย่อมไม่สามารถทำได้!” บ่าวรับใช้ผู้นั้นที่ขานตอบก็คือพ่อบ้านเฉินแห่งจวนตระกูลเย่ ส่วนอิสตรีน้อยผู้หยิ่งผยองที่ว่าก็หาใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคุณหนูรองแห่งตระกูลเย่ – เย่เยวี่ยอวี่  ยามเอ่ยถึง ‘นังนั่น’ ในโลงศพ ความเกลียดชังปนสมเพชในเนื้อเสียงล้วนเปล่งปรากฏออกมาอย่างไม่มีปิดบัง รวมไปถึงบ่าวไพร่รอบข้างเองก็ไม่ต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเย่เยวี่ยอวี่ ครั้นพบเห็นตะปูดอกแล้วดอกเหล่าที่ถูกตอกลงบนฝาโลงอย่างแน่นหนา รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็ยิ่งบานสะพรั่ง “นังเอ๋อโง่งมปัญญาอ่อน! นังสวะไร้ค่า! ช่างหาญกล้าเพียงใดจึงได้บังอาจหมายปองท่านพี่เฉิน! เสแสร้งทำเป็นแกล้งล้มลงต่อหน้าต่อตาเขา แล้วยังเป็นฝ่ายยื่นมือให้เขาจับประคองขึ้นมาอีก! ช่างหาเรื่องตายโดยแท้!” แววตาของเย่เยวี่ยอวี่ฉายชัดเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต หากเพ่งพินิศให้ลึกลงไป ย่อมค้นพบเงาแห่งริษยาอันมืดทมิฬสุดขั้วซุกซ่อนอยู่ แต่ทว่า.... นางกับพ่อบ้านนั้นหารู้ไม่ บทสนทนาทั้งหมดล้วนไหลเข้าสู่โสตประสาทของใครคนใดคนหนึ่งเสียแล้ว–   ภายในโลงศพ ร่างอิสตรีนอนแข็งค้างอยู่เนิ่นนา เสี้ยวอึดใจพลันค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นท่ามกลางความเงียบงันทั้งมวล! เฉพาะภาพฉากยามนี้ ผู้ใดพบเห็นล้วนต้องตกตะลึงตาค้าง! นัยน์ตาสีดำที่ปกติแล้วควรมีข้างละหนึ่ง แต่ทว่าทันทีที่นางลืมตาขึ้น กลับปรากฏเป็นสองที่กำลังทับซ้อนกันอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป นัยน์ตาสีดำคู่นั้นพลันประกบเข้าหากัน กลับคืนสู่สภาพที่กลายเป็นหนี่งเดียวดังเดิม ด้านในโลงศพไม้ปิดทึบมืดมิด เย่หลานค่อยๆแสยะยิ้มมุมปากอย่างแผ่วเบา “เย่หลาน... ตระกูลเย่... แซ่นามเดียวกับข้า ทว่ากลับเป็นเพียงเศษสวะไร้ค่าที่ถูกผู้คนใต้หล้าสาปแช่งรังแก มันช่าง...น่าขันยิ่งนัก...” แต่เริ่มเดิมที นางมั่นใจเหลือเกินว่าตนคงต้องสิ้นชีพไปแล้วเป็นแน่แท้ แต่กลับไม่คิดไม่ฝันเลยแม้แต่น้อยว่าหนึ่งเดือนให้หลัง ดวงวิญญาณของตนจะกลับมาถือกำเนิดใหม่ในร่างของอิสตรีโง่เขลา ที่สติปัญญาไม่เต็มและมีชื่อแซ่เดียวกันกับนาง! ครั้นคิดได้เช่นนั้น รอยยิ้มที่ฉาบชโลมใบหน้าของเย่หลานกลับยิ่งทวีรังสีอำมหิตเข้มข้นกว่าเดิม “ไอ้พวกเฒ่าขี้ขลาดน่าตายบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น... โลภในพลังจนคิดชั่ว รวมหัวกันใส่ร้ายใช้กลลวงใส่ข้า!! เช่นนั้นก็จงล้างคอรอไว้เถิด!” “วันใดที่ข้าเย่หลานผู้นี้หวนคืนสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้อีกครา วันนั้นย่อมต้องเป็นวันตายของพวกเจ้า!!” แต่ก่อนอื่น ดูท่าคงจะต้องสะสางพวกขยะชั้นต่ำไม่กี่ตัวข้างนอกนี้เสียก่อน... ยามนี้ บรรดาบ่าวไพร่ทั้งหลายต่างก็กำลังช่วยกันคนแบกโลงโยนลงไปในหลุม แต่เพิ่งจะทิ้งโลงศพลงไปได้ไม่นาน ด้านในนั้นก็พลันมีเสียงทุบโลงกระหน่ำดังขึ้นไม่หยุดยั้ง “ปัง! ปัง! ....ปังๆๆๆๆๆ!!!” บ่าวไพร่เหล่านั้นต่างพากันสะดุ้งเฮือกขวัญกระเจิงอย่างหนัก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความแตกตื่น “อะ...อันใดกัน? หรือว่านังปัญญาอ่อนนั่นจะฟื้นแล้วกระมัง?” เบื้องหลัง เย่เยวี่ยอวี่ที่เห็นกลุ่มคนตรงหน้าพากันยืนนิ่งแข็งทื่อเช่นนั้น นางจึงรีบรุดเข้าไปดุด่าเสียยกใหญ่ “ชักช้ากันเสียจริง! เจ้าพวกบ่าวไพร่ไร้ประโยชน์! ถอยออกไปให้หมด!” นางผลักไสบ่าวไพร่ที่ขวางทางทิ้งไปเยี่ยงผักปลากด้วยความรำคาญ ทว่าจังหวะที่รุดไปถึงแถวหน้า เสียงทุบโลงอีกหนึ่งชุดใหญ่ก็พลันดังสั่นขึ้นเป็นคำรบสองจากก้นหลุม ทำเอาตัวนางเองถึงกับสะดุ้งเฮือกฉับพลัน และแล้ว...นางก็เหมือนจะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเกิดอะไรขึ้น “มิใช่ว่านาง...จะฟื้นคืนสติแล้วรึ?” คิดได้ดั่งว่า นางจึงรีบหันขวับไปเบื้องหลังทันควัน พร้อมกับตวาดเสียงดังลั่น “พ่อบ้านเฉิน! นี่เจ้าทำบ้าอันใด? ไหนเจ้าว่ากรอกยาสลบใส่ปากนางแล้วมิใช่รึ? ไฉนเล่านังนั่นจึงได้ฟื้นคืนสติเร็วนัก?!” พ่อบ้านเฉินรีบตบเท้าขึ้นหน้า ครั้นได้ยินเสียงทุบโลงดังขึ้นและดังขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าของเขาถึงกับถอดสี รีบเอ่ยปากอธิบายทันใด “คะ-คง...คงเป็นเพราะพวกบ่าวไพร่ใต้อาณัติพากันเกียจคร้านสันหลังยาวขอรับ! บ่าวสั่งให้จับตัวนางมากรอกยา แต่คงทำทำได้เพียงครึ่งๆกลางๆแล้วก็ละทิ้ง! ภายหลังเสร็จจากเรื่องนี้ รับรองว่าบ่าวจะรีบกลับไปสั่งสอนพวกมันให้เข็ดหลาบ!” “แต่คุณหนูรองโปรดวางใจเถิด นังปัญญาอ่อนนี่ถูกหักแขนหักขาทิ้งจนหมดแล้ว ต่อให้ฟื้นคืนสติขึ้นมาย่อมมิอาจหนีไปไหนได้ ยามนี้คงนอนเป็นผักอยู่ในโลง ทำได้อย่างมากก็แค่โขกศีรษะสร้างเสียงอึกทึกเท่านั้น” “ทุกคน! รีบช่วยกันถมดินกลบให้แน่นหนาเร็วเข้า อย่าปล่อยให้มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมาอีก!” เย่เยวี่ยอวี่แค่นเสียงพ่นผ่านลำคอดัง ‘หึ’ อย่างไม่พอใจนัก ก่อนจะตวาดทิ้งท้ายว่า “ยังจะมัวพูดมากไร้สาระอยู่อีก! รีบจัดการฝังมันให้ตายเสียโดยเร็ว!” แต่แล้ว สาวใช้นามว่าชิงหงที่ติดตามมาเบื้องหลัง เห็นท่าไม่ดีนักจึงเอ่ยเตือนอย่างลังเลว่า “แต่คุณหนูรองเจ้าคะ... หากเรื่องนี้หลุดไปถึงหูนายท่านขึ้นมา เกรงว่า...” เย่เยวี่ยอวี่หันขวับทันใด ตวัดดวงตาเฉียบคมแฝงรังสีน่าสะพรึงแวววับจ้องเขม็งใส่นาง พลางพ่นเสียงที่ฟังดูตลกขบขันขึ้นว่า “หากพวกเจ้าไม่พูด ท่านพ่อจะรู้ได้อย่างไรเล่า? หรือต่อให้ท่านพ่อจะล่วงรู้ความจริงในภายหลัง ถึงตอนนั้นนังเย่หลานก็คงจะถูกฝังตายทั้งเป็นไปนานแล้ว ไยเล่าที่ท่านพ่อจะต้องลงโทษข้าเพียงเพราะสวะโง่งมนางหนึ่ง?” ชิวหงตรึกตรองอย่างลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจไม่คิดโต้แย้งขัดคอใดๆผู้เป็นนายอีก อนึ่ง ตัวนางเองย่อมไม่ต้องการเอาชีวิตที่มีค่าของตนเข้าแลกเพื่อเศษสวะผู้หนึ่ง บ่าวไพร่ทั้งหลายที่ได้รับคำสั่ง ต่างก็พากันเร่งมือหยิบจอบเสียมกลับขึ้นมาขุดดดินเพื่อฝังกลบต่อโดยเร็ว “ปัง! ปัง! ปังๆๆๆๆ!!!....” เสียงทุบโลงจากด้านในยังคงดังกระหึ่มไม่หยุดหย่อน เย่เยวี่ยอวี่ทนฟังนานเข้าก็เริ่มหงุดหงิดรำคาญขึ้นเป็นเท่าทวี ท้ายที่สุดมิอาจทนต่อไปได้ไหว จึงหันไปหยิบหินก้อนใหญ่แถวนั้นขว้างอัดใส่โลงเสียงดัง ‘ปัง!’ พร้อมกับเสียงคำรามสาปส่งว่า “หยุดเสียที! ขืนเจ้ายังกล้าเคาะโลงอีกเพียงครั้งเดียว ข้าจะสั่งบ่าวไพร่ให้ใช้ดาบใช้มีดเจาะแทงทะลุไปทั่วทั้งโลง ทำให้ร่างของเจ้ารั่วพรุนตายทั้งเป็นอย่างอเนจอนาถ!” ฉับพลันนั้นเอง เสียงทุบโลงจากภายในจึงได้ขาดหายไป นับแต่นั้นก็เงียบสงัดประหนึ่งมิมีผู้ใดอยู่ภายในเลยทีเดียว เย่เยวี่ยอวี่หลงเข้าใจไปว่า ฝ่ายนั้นท่าจะกลัวคำขู่ของตนจนขี้ขึ้นสมอง บัดนี้ได้ทีจึงแสยะยิ้มเหยียดกว้างอีกครา ก่อนจะถ่มถุยน้ำลายใส่โลงพร้อมเอ่ยวาจาดูแคลน “นังสวะเอ๊ย!” นางหมุนกายกลับไปหาพวกบ่าวไพร่ เชิดคางสูงเสียดกำชับเสียงกร้าวสั่งการว่า “เร่งมือให้ไว จะต้องถมดินให้แน่นหนา! ห้ามปล่อยให้นังนั่นมีโอกาสแม้แต่จะดิ้นรนโผล่หัวขึ้นมาบนผืนดินได้แม้สักนิด! เข้าใจกันดีแล้วหรือไม่?!” แต่ถึงอย่างนั้น บรรดาบ่าวไพร่เหล่านั้นต่างพากันยืนแน่นิ่งราวต้องมนต์สะกด ดวงตาของแต่ละคนเบิกโพลงจนแทบถลนหลุดจากเบ้า สีหน้าดูแตกตื่นสุดขีด! มือที่กำจอบกำเสียมไว้พลันปล่อยให้ร่วงกราวตกลงบนพื้นโดยไม่รู้ตัว จนเกิดเสียง ‘ตึง!’ ดังระงมไปทั่ว ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปยังทิศทางเดียวกัน ซึ่งก็คือเบื้องหน้าหรือข้างหลังของเย่เยวี่ยอวี่ในยามนี้นั่นเอง... สีหน้าการแสดงออกของแต่ละคนล้วนฉายแววตื่นตระหนกและหวาดกลัวเกินพรรณนา เย่เยวี่ยอวี่เริ่มขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น มิวายตวาดใส่บ่าวไพร่อีกระลอก “อันใด? มัวทำสีหน้าพิลึกพิลั่นจ้องหน้าข้าอยู่ด้วยเหตุใด? รีบเร่งมือฝังมันเร็วเข้า!!” แต่ใครเล่าจะรู้ วาจาเพิ่งหลุดพ่นออกจากปากไป แต่ชิวหงกลับกรีดร้องเสียงหลงแทรกสวนขึ้นทันควัน น้ำเสียงแหลมแสบแก้วหูของนางเต็มไปด้วยความผวาหวาดกลัวสุดขีด! “ผะ-ผี! ผี!!” พ่อบ้านเฉินเองก็มีสภาพไม่ต่างกัน ใบหน้าถอดสีซีดเผือด เนื้อตัวสั่นระริกชี้นิ้วตั้งตรงไปทางด้านหลังของเย่เยวี่ยอวี่ “คะ...คุณหนูรอง...ข้างหลัง...ข้างหลังท่าน...!!” เย่เยวี่อวี่ยังมิทราบว่ามีสิ่งที่เกิดขึ้น แววตาจึงฉายความงุนงงสงสัย ค่อยๆหันศีรษะย้อนกลับไปมองพร้อมกับบ่นพึมพำ “ผีบ้าผีบออันใด? ด้านหลังข้าน่ะรึมี...” วาจาคำบ่นนั้นยังมิทันจบประโยค เสียงของนางก็พลันดับลงกลางคัน! เพราะเบื้องหลังของนางในยามนี้ แท้จริงแล้วคือสุสานรกร้างเก่าแก่ ซากศพไร้หลุมฝังจำนวนนับไม่ถ้วนที่ถูกทิ้งเกลื่นกลาดตามผืนดิน จู่ๆก็ทยอยลุกขึ้นและกำลังเดินโงนเงนเข้ามา! บางร่างศพไร้หัว บางร่างแขนขาถูกตัดไม่ขาดดีจึงห้อยโตงเตง  ซ้ำบางร่างยังเน่าเฟะเต็มไปด้วยหนอนเน่าชอนไช  และบางร่างก็ไม่เหลือเนื้อหนัง หากแต่เป็นเพียงโครงกระดูกผุพังเดินได้! พวกผีห่าทั้งหลายโผล่ขึ้นมาจากกลางกองซากศพรกร้าง กระทั่งขุดตัวเองขึ้นมาจากใต้ผืนดินก็ยังมีให้เห็น! ทั้งหมดล้วนเปล่งเสียงร้องระงมดัง ‘ฮืออ...ฮู้วว...’ แหบพร่าแต่ช่างโหยหวนชวนขนหัวลุกยิ่งนัก ศพแล้วศพเล่าพากันเดินโซเซเข้ามาหาเย่เยวี่ยอวี่และบ่าวไพร่ทีละก้าว...   “กรี๊ดดดด!!” “ผ-ผี...ผี!! นี่มันอันใด? นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน!?” เย่เยวี่ยอวี่พลันฟื้นสติฉับพลัน หวิดเสียขวัญถึงขั้นสติแตกกระเจิง ได้แต่ร้องเสียงสั่นเทาพร้อมกับคู่เท้าที่ก้าวถอยหลังอย่างรวดเร็ว เพราะไม่ทันระวังตัว จึงได้เผลอเหยียบเข้ากับจอบที่ตกอยู่บนพื้นอย่างมิตั้งใจ ร่างทั้งร่างจึงล้มกลิ้งหน้าคะมำติดดิน สิ้นท่าอย่างน่าอับอาย “หนี! รีบหนีเร็วเข้า!!” พ่อบ้านเฉินและบ่าวไพร่ต่างพากันเร่งหมุนกายเพื่อหนีเอาชีวิตรอด ทว่าในเสี้ยวพริบตาขณะนั้นเอง เบื้องหลังที่หันไปก็พลันปรากฏเงาของซากศพที่พากันลุกขึ้นขวางทางไว้! ใช่แล้ว เพราะที่นี่คือสุสานร้าง ย่อมต้องมีศพเกลื่อนกลาดทั่วสารทิศ จึงหาใช่เรื่องแปลกไม่ ซากศพจำนวนมากมายทยอยเดินโงนเงนเข้ามาไม่หยุดหย่อน ไม่นานเกินรอ ฝูงซากศพเดินได้เกินคนานับก็ตรงเข้าปิดล้อมเย่เยวี่ยอวี่และบ่าวไพร่ไว้ทั่วทุกทิศ! “อ๊ากกก!! ไสหัวไปซะ! ไสหัวไปให้หมด!!” ปรากฏว่าพ่อบ้านเฉินเป็นคนแรกที่สติแตก มือไม้สั่นระริกไร้เรี่ยวแรงเกินควบคุม เจ้าตัวรีบแย่งจอบด้ามหนึ่งมาจากมือบ่าวไพร่ใกล้ตัว แล้วกวัดแกว่งฟาดฟันเข้าใส่เหล่าซากศพเดินได้อย่างสุดกำลัง ปากก็พลางกรีดร้องคลุ้มคลั่งเยี่ยงคนบ้าเสียสติ ทว่าพ่อบ้านเฉินพุ่งกระโจนออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ซากศพเดินได้รอบด้านกว่าเจ็ดถึงแปดตัวก็พลันกระโจนรุมเข้ามาพร้อมกัน พวกมันเปิดปากเน่าเฟะฉีกกว้าง เผยให้เห็นบ่อเลือดและเขี้ยวฟัน ประหนึ่งว่าพร้อมที่จะกัดกระชากทุกสรรพสิ่ง จากนั้น พวกมันก็เริ่มรุมทึ้งฉีกกัดเนื้อหนังบนร่างของพ่อบ้านเฉินอย่างบ้าคลั่ง “อ๊ากกกก!! มะ-...ไม่!! อย่า! อย่ากินข้า! อย่าาา!!!” พ่อบ้านเฉินกระเสือกกระสนดิ้นรนอย่างสุดกำลังเพื่อหวังเอาชีวิตรอด แต่ทว่าทุกกลับไร้ผลอย่างสิ้นเชิง ในฐานะคนธรรมดาไร้พลังปราณยุทธ์ ท่ามกลางฝูงศพเดินได้นับหลายชีวิตที่บ้าคลั่งทั้งหมด ล้วนเป็นการกระทำที่สูญเปล่า! ผ่านไปชั่วครู่ เสียงกรีดร้องโหยหวนของเขาก็พลันถูกกลบหายในชั่วพริบตา เหลือทิ้งไว้เพียงเสียงเขมือบกัดดัง ‘ก๊อบแกร็บ’ จากเหล่าซากศพที่กำลังรุมกัดกินเนื้อสด น้ำเลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเป็นวงใหญ่ เย่เยวี่ยอวี่และบ่าวไพร่ที่เห็นเหตุการณ์สุดสยองต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ ต่างก็พากันตกใจสุดขีดจนแทบจิตใจแตกสลายตายทั้งเป็น ทุกคนล้วนผวาหวาดกลัวจนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง สาวใช้นามหงนางนั้นพลันหน้าซีดเผือด ร่างกายเพรียวบางสั่นสะท้านขวัญกระเจิงไปถึงภายใน ท้ายสุดมิอาจทนต่อภาพฉากแห่งความสยดสยองอย่างที่สุดตรงหน้าได้ จึงได้แต่โก่งตัวงอพ่นอาเจียนออกมาเสียงดัง ‘แหวะะ!!’ สุดท้ายแล้ว ทุกคนล้วนถูกซากศพเดินได้นับร้อยร่างไล่ต้อนรายล้อม จนต้องถอยไปชิดติดขอบหลุมด้านหลัง ต่างคนต่างพากันยืนนิ่งตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้นหิน จะขยับเขยื้อนสักนิดยังมิหาญกล้าที่จะทำ ขณะที่เย่เยวี่ยอวี่และบ่าวไพร่ยังครุ่นคิดหาทางรอดไม่ออกว่า จะจัดการเยี่ยงไรกับซากศพมหาภัยพันธุ์นี้ดี ทันใดนั้นเอง ก็พลันปรากฏซากศพเดินได้ในสภาพสมบูรณ์อยู่ฝูงหนึ่ง ค่อยๆเดินไต่ไปหาโลงศพที่อยู่ในหลุมดินลึกซึ่งกักขังเย่หลานไว้ ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่า... พวกมันกลับรวมพลังระดมเรี่ยวแรงมหาศาล ช่วยกันงัดถอนตะปูนับยี่สิบตัวที่ปิดผนึกอยู่บนฝาโลงทิ้งไปด้วยมือเปล่า! ภายใต้ห้วงภวังค์แห่งความเงียบสงัดอันแสนสะพรึงนั้น– พลันปราฎฝ่ามือสีขาวเปื้อนเปรอะไปด้วยคราบเลือดโผล่ออกมา และได้คว้าจับขอบโลงไว้แน่นหนับ เสียง ‘ปัง!’ดังสะท้อนกังวานกึกก้องไปทั่วทั้งสุสานร้าง...

บทที่ 2 เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่ !

บทที่2 เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่?! ภายใต้ทุกสายตาตื่นตะลึงจนแทบสติกระเจิงของเย่เยวี่ยอวี่และคนอื่นๆ เย่หลานผู้ที่ทั่วทั้งกายามีแต่น้ำโลหิตเปรอะเปื้อนและส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่ว ค่อยๆทรงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า ดวงเนตรคู่นั้นแผ่รัศมีอันน่าเกรงขามชวนให้รู้สึกสยองพองขนถึงแก่นจิต ตลอดทั่วใบหน้าเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์อันเกิดจากของมีคม ที่กรีดลึกลงไปจนน่ากลัวปรากฏเด่นชัด ผู้ใดมิรู้คงต้องนึกไปเองว่า บัดนี้ตัวนางหาใช่สิ่งใดอื่นไม่ หากแต่เป็นเพียงหนึ่งในซากศพทั่วไปในบริเวณนี้ที่ถูกปลุกขึ้นมาเท่านั้น แต่หากผู้ใดรู้ย่อมต้องกระจ่างแก่ใจดีว่า ภายใต้บาดแผลนับร้อยนี้ แต่เดิมคือโฉมงามล้ำเลิศเหนืออิสตรีทั้งปวง!  หากถามว่าแล้วผู้ใดคือคนทำลายโฉมหน้าอันงดงามแสนประณีตนี้ แน่นอนว่าย่อมมิใช่ใครอื่น นอกเสียจาก...เย่เยวี่ยอวี่! เดิมที เย่หลานตั้งใจจะใช้สองมือสองขาพยุงร่างให้ลุกขึ้นมาด้วยตัวเอง ทว่าช่างน่าเสียดายสองที่ทั้งสองมือสองขากลับถูกหักทิ้งจนสิ้น จึงมิอาจเคลื่อนไหวได้เลยแม้แต่น้อย สุดท้าย นางจำต้องนั่งแช่อยู่ในโลงเช่นนั้น แล้วเอื้อนเอ่ยวาจาสั่งการเหล่าซากศพข้างกายอย่างไม่ร้อนอกร้อนใจนัก “จงแบกข้าขึ้นมา” เหล่าซากศพทั้งหลายแม้ใบหน้ายังคงปราศจากอารมณ์ความรู้สึกประหนึ่งไร้วิญญาณ ทว่ากลับฟังคำสั่งของเย่หลานได้เข้าใจเต็มร้อยส่วนทุกถ้อยวาจา พวกมันต่างร่วมแรงร่วมใจกันเข้าไปยกโลงศพขึ้นจากหลุมได้โดยง่ายดาย บัดนี้เย่หลานยังคงนั่งทอดกายนิ่งอยู่ในโลงศพ ก่อนจะค่อยๆเอียงคอหันศีรษะพร้อมกวาดสายตาเย็นยะเยือกไร้อารมณ์ไปทางเย่เยวี่ยอวี่และบรรดาบ่าวไพร่ทั้งหลายอย่างเชื่องช้า นางสะบัดมือขวาที่ยังไม่ขาดจากกันดี แต่ก็ห้อยต่องแต่งไร้การควบคุม พลางขานสั่งเสียงเรียบว่า “คนเหล่านี้ พวกเจ้ากินได้ตามสบาย” ข้อมือขวาข้างนั้นยังคงสั่นไหวห้อยแกว่งอยู่กลางอากาศ ทว่าสีหน้าการแสดงออกของนางกลับไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความเจ็บปวดอย่างสิ้นเชิง ในเสี้ยวพริบตา ซากศพเดินได้นับร้อยตัวรอบด้าน ต่างก็พากันกระสับกระส่ายบ้าคลั่งขึ้นมาทันใด ดวงตาไร้แววชีวิตทุกคู่ล้วนหันขวับจ้องเขม็งไปทางเย่เยวี่ยอวี่และเหล่าบริวารของนาง คล้ายเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า งานเลี้ยงเนื้อมนุษย์ครั้งใหญ่อันแสนหรูหรากำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้แล้ว! เย่เยวี่ยอวี่และทุกคนต่างหน้าเสียหนักจนขาวโพลนราวแผ่นกระดาษ หวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ! มาถึงตอนนี้ ผู้ใดบ้างเล่าจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์... ปรากฏการณ์ตรงหน้าทั้งหมดนี้ หาใช่ผู้ใดอื่นไม่ที่เป็นตัวการ หากแต่เป็นฝีมือของเย่หลานนั่นเอง! แต่ประเดี๋ยว! นังนั่นยังใช่ยัยโง่ปัญญาอ่อนเย่หลานผู้นั้นจริงรึ?! เย่เยวี่ยอวี่กัดฟัดกรอด นางทำใจดีสู้เสือร้องตะโกนโหวกเหวกเสียงดังลั่นแต่กลับสั่นเทา “เย่หลาน! นี่เจ้าถึงขั้นหมายจะเอาชีวิตกันเลยงั้นรึ?! ยังไม่รีบสั่งให้ผีดิบพวกนี้ล่าถอยออกไปอีกรึ!!?” เสียงตวาดก่นด่าของเย่เยวี่ยอวี่ดังไปถึงหูเย่หลาน หากมิใช่เพราะฝูงซากศพเหล่านี้ยืนขัดขวางอยู่เบื้องหน้าแล้วล่ะก็ เกรงว่าป่านนี้นางคงพุ่งเข้าไปตบตีอีกฝ่ายฉาดใหญ่เพื่อระบายโทสะเหมือนเคยไปแล้วเป็นแน่ ทว่าในเวลานี้ เย่หลานกลับมิได้สนใจเสียงก่นด่าของนางเลยแม้แต่น้อย มากที่สุดก็เพียงปรายหางตาเย็นชาใส่นางปราดหนึ่งเท่านั้น และสายตาที่ว่า...ก็ประหนึ่งกำลังแลมองเพียงเห็บหมัดสุนัขที่แสนไร้ค่าเท่านั้น ปราศจากคุณค่าใดๆให้นางต้องสนใจเลยด้วยซ้ำ “ถอนตะปูฝาโลงออกมา” หนึ่งคำบัญชาราบเรียบดังกังวานขึ้น ฝูงซากศพเร่งสดับรับคำสั่ง และได้พากันเก็บตะปูขึ้นมาทีละดอกเพื่อส่งมอบให้ เย่หลานอ้าปากเอื้อมรับมาดอกหนึ่ง หลังจากใช้ปากขบกัดให้มั่นแล้ว ก็ได้ทำการปักลงบนข้อมือขวาที่ขาดห้อยของตน ประกบทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันโดยแทงตะปูเจาะฝังลงไปใช้เป็นตัวเชื่อมต่อ! จังหวะที่ปักแทงลงไปนั้น น้ำเลือดได้สาดกระเซ็นเปื้อนเปรอะไปทั่วทั้งฝาโลง! เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น นางก็สามารถขยับข้อมือขวาขึ้นลงได้ตามปกติ และภาพนี้ก็ได้ทำให้เย่เยวี่ยอวี่และคนอื่นๆถึงกับต้องเบิกตากว้าง... นาง...ใช้ตะปูตอกฝาโลงเชื่อมกระดูกที่หักให้ประกบติดกันได้อย่างหน้าตาเฉย?! จากนั้น เย่หลานก็ได้เริ่มกระบวนนี้ซ้ำกับขาทั้งสองข้างของตน จนสามารถกลับมายืนตรงได้อีกครา จะเหลือก็เพียงแขนข้างซ้ายที่ยังหักห้องคาอยู่เพราะยังมิได้ซ่อมแซม ภาพฉากสุดสยองตรงหน้านี้ทำเอาชิวหงและบรรดาบ่าวไพร่ที่เหลือ ต่างก็พากันตื่นตระหนกขวัญกระเจิงอย่างหนักจนวิญญาณหลุดลอย มิวายกรีดร้องเสียงหลงออกมา “ผี! นางถูกผีร้ายสิงสู่เข้าให้แล้ว!!” เย่เยวี่ยอวี่เองก็จิตหลุดไปด้วยเช่นกัน นี่มันเกิดเรื่องบ้าอันใดขึ้นกันแน่? หรือว่านังปัญญาอ่อนเย่หลานจะถูกวิญญาณร้ายเข้าสิงแล้วจริงๆ?! ครั้นจัดการต่อแขนขาเสร็จแล้ว เย่หลานจึงค่อยพยุงกายลุกก้าวออกจากโลง โดยมีซากศพสองร่างเข้าไปช่วยกันจับประคองอยู่ข้างกาย นางตบเท้าก้าวเดินขึ้นหน้ามาทีละก้าว ก่อนจะมายืนประจันหน้ากับทุกคน นางตวัดสายตาคู่เย็นเยียบจ้องเขม็งไปทางเย่เยวี่ยอวี่ พร้อมเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้าคงจะเป็น...เย่เยวี่ยอวี่กระมัง? เมื่อครู่ข้าได้ยินว่า...ผู้ที่สั่งการให้หักแขนหักขาร่างนี้ก็คือเจ้าใช่หรือไม่?” ด้วยบริบทคำพูดที่ฟังดูประหลาดนี้ เย่เยวี่ยอวี่ยิ่งหน้าถอดสีซีดเผือดมากกว่าเดิมเป็นเท่าทวี คล้ายว่าสิ่งที่นางกำลังหวาดระแวงได้รับการยืนยันแล้ว... ผู้ที่กำลังเอ่ยขานวาจาอยู่เบื้องหน้านี้ หาใช่นังปัญญาอ่อนเย่หลานที่นางเคยรู้จักไม่! “เจ้า...เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่?! เจ้าหมายจะทำสิ่งใดกัน?!” เสียงร้องถามของนางสั่นเครือจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง ดวงตาฉายแววพรั่นพรึงจ้องมองเย่หลานอย่างไม่ละสายตา นางยังเอ่ยข่มขู่ซ้ำด้วยว่า “ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อน! ข้าผู้นี้เป็นถึงคุณหนูรองแห่งตระกูลเย่! หากคิดแตะต้องข้าแม้เพียงปลายเส้นผม ท่านพ่อย่อมมิปล่อยเจ้าให้ลอยนวลไปแน่!” แต่ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่า เย่หลานเพียงบ้วนถุยน้ำเลือดลงพื้นคำหนึ่งอย่างมิใส่ใจ ก่อนจะเริ่มเชิดหน้าตั้งสูงมองเหยียดใส่เยี่ยงเศษขยะข้างทางชิ้นหนึ่ง บัดนี้ เย่หลานได้ซึมซับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมไว้หมดสิ้นสมบูรณ์แล้ว สารพัดเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับเจ้าของร่างในอดีต ล้วนฉายปรากฏชัดอยู่ในห้วงความคิดของนาง... เมื่อสิบเจ็ดปีก่อน... เย่อวิ๋นเฟิง ประมุขแห่งตระกูลเย่ ได้อุ้มทารกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกไม่นานกลับมาที่จวน เขาป่าวประกาศต่อหน้าสมาชิกทั้งหลายในตระกูลว่า เด็กผู้นี้คือบุตรีที่เป็นสายเลือดแท้ๆของตนและได้ขนานนามให้นางว่า เย่หลาน ทว่าเมื่อเติบใหญ่ขึ้นมา กลับพบว่าแท้จริงแล้วนางเป็นเด็กที่มีสติปัญญาบกพร่องไม่สมประกอบแต่กำเนิด พัฒนาการสมองของนางเท่ากับเด็กในวัยสามขวบเท่านั้น และที่สำคัญ นางมิอาจฝึกปรือปราณยุทธ์ได้เลยแม้แต่น้อย ไม่นานหลังจากนั้น เย่อวิ๋นเฟิงจึงรับอนุภรรยาเข้าจวนอีกสองคน ต่อมาจึงได้ให้กำเนิดบุตรีสองนางซึ่งได้แก่ เย่เยวี่ยอวี่และเย่เยวี่ยเหลียน และนับตั้งแต่บัดนั้นมา เย่หลานก็มิได้รับความสนใจหรือใส่ใจจากผู้เป็นบิดาอีกเลย... เมื่อเติบใหญ่เป็นสาว เย่หลานกลับหาได้มีชีวิตดั่งเช่นผู้อื่น กระทั่งคำว่า ‘มนุษย์’ ยังมิได้ใกล้เคียงเลยด้วยซ้ำ ทุกวันนางจำต้องกลายมาเป็นกระสอบทรายสำหรับให้ผู้คนระบายอารมณ์ใส่ ต้องทนเป็นที่รองมือรองเท้า ปล่อยให้น้องสาวทั้งสองทุบตีดุด่าเพื่อความบังเทิง วันและคืนผ่านไป สถานะความเป็นคนของนางก็ยิ่งต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าสุนัขขี้เรื้อนตามท้องถนนเสียอีก จนกระทั่งเมื่อสามวันก่อน เย่เยวี่ยอวี่และเย่เยวี่ยเหลียนได้พานางไปงานเทศกาลชมบุปผา ซึ่งจัดขึ้นภายในจวนตระกูลเหอ นางถูกล่ามโซ่ไว้ที่คอและบังคับให้ทำตัวเยี่ยงสุนัขเลี้ยง เดินด้วยสี่เท้าเลียนแบบสุนัขไปทั่วงาน สร้างความบันเทิงและเสียงหัวเราะเย้ยหยันให้กับผู้คน พร้อมทั้งวาจาเหยียดหยามสารพัด ระหว่างที่เย่หลานจำใจต้องทำการแสดงเป็น ‘สุนัขปีนต้นไม้’ และหากนางทำไม่ได้ก็จะถูกน้องสาวทั้งสองไล่ต้อนไล่เฆี่ยน ภายใต้ความตื่นตระหนกระคนหวาดกลัวนั้น ส่งผลให้เย่หลานมิทันได้ระวังตัว ระหว่างปีนขึ้นไปได้ครึ่งทางจึงพลัดตกลงมาจากต้นไม้สูง ล้มลงไปกองอยู่เบื้องบาทาของเหอเฉิน คุณชายใหญ่แห่งตระกูลเหอเข้าพอดิบพอดี มิหนำซ้ำนางยังเผลอเงยหน้าขึ้นสบตาประสานสายตากับเขาโดยบังเอิญ จึงได้เผยโฉมหน้าที่งามล้ำเหนือกว่าน้องสาวทั้งสองคนให้อีกฝ่ายเห็น เมื่อเหอเฉินได้ยลโฉมความงามล่มเมืองของนางเข้า จึงได้บังเกิดจิตใจสกปรก แสร้งทำเป็นยื่นมือเข้าไปช่วยจับประคองนางให้ลุกขึ้นมา ภายใต้สายตาโลมเลียที่เต็มไปด้วยความหื่นกระหาย เขาลอบฉวยโอกาสล้วงจับทั้งหน้าอกและก้นของนางอย่างสำราญ และภาพฉากเหล่านั้นก็ดันบังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเย่เยวี่ยอวี่ ทำให้นางปักใจเชื่อสนิทว่า เย่หลานมีจิตใจชั่วช้าจงใจยั่วยวนท่านพี่เหอเฉินของนาง โทสะจึงได้สุกงอมอยู่เต็มอก ครั้นกลับถึงจวนจึงเริ่มเกณฑ์บ่าวไพร่มาไล่หักแขนหักขาของเย่หลานทิ้งเสีย ซ้ำยังใช้มีดกรีดใบหน้าที่งดงามของนางเสียจนพังยับเยินและเลือดพุ่งกระฉูด หลังจากแก้แค้นจนสำราญใจแล้ว จึงได้สั่งคนให้จับนางยัดใส่เข้าไปในโลงศพ แล้วลอบนำออกไปนอกเมืองเพื่อทำการฝังนางทั้งเป็นให้สาสมใจ เรื่องทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของการเกิดภาพฉากเหตุการณ์ในตอนต้น... ส่วนยามนี้– เย่หลานเปล่งเสียงราบเรียบแต่เย็นสะท้านจับจิต “มิว่าเจ้าจะเป็นคุณหนูรองหรือคุณหนูสาม ก็หาได้สำคัญไม่... เพราะถึงอย่างไรเมื่อตายลง ก็มิพ้นต้องกลายสภาพเป็นซากศพเน่าไร้ค่า สำหรับข้าแล้ว หามีสิ่งใดแตกต่างกันไม่” เย่เยวี่ยอวี่เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความพรั่นพรึงสุดขั้ว มองเห็นอีกฝ่ายนำพาฝูงซากศพเดินได้ย่างกรายเข้าใกล้มากขึ้นทุกที บัดนี้หัวใจของนางมีเพียงความหวาดผวาที่สุกงอม ได้แต่ถอยกรูดหลบหนีอย่างช่วยไม่ได้ หนึ่งท่าปรากฏ เพียงแค่เย่หลานโบกมือส่งสัญญาณเบาๆ ซากศพเน่าเหม็นจำนวนสองตนก็ตบเท้าก้าวเข้าไปโดยพร้อมเพรียง ตรงเข้าคว้าร่างของเย่เยวี่ยอวี่และตรึงจับขนาบเอาไว้ทั้งซ้ายขวา เย่เยวี่ยอวี่เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ นางดิ้นรนสุดกำลังหวังจะหนีตายพร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องดังลั่น “ปล่อยข้า! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ! ไอ้พวกเศษสวะโสโครก! บอกให้ปล่อยอย่างไรเล่า!!” ทว่าซากศพทั้งสองร่างหาได้สนใจฟังคำสั่งของเย่เยวี่ยอวี่ไม่ ตรงกันข้าม พวกมันเริ่มบังคับฉุดลากร่างของนางมาส่งให้ตรงหน้าของเย่หลาน “นี่เจ้าต้องการช่วยนางล้างแค้นอย่างนั้นรึ?” ได้ยินคำถามนี้ เย่หลานถึงกับต้องหลุดหัวเราะเสียงเย็นชืดออกมา สายตาที่จ้องมองมามีเพียงความดูหมิ่นเย้ยหยัน ริมฝีปากเริ่มคลี่เปิดเอ่ยตอบ “หาใช่ไม่... ข้ามิได้มีจิตใจเมตตากรุณาถึงเพียงนั้น ทั้งหมดเพียงเพราะเห็นเจ้าแล้วช่างขัดหูขัดตานัก ข้าจึงอยากฆ่าทิ้งก็เท่านั้นเอง” “เจ้า?!” เย่เยวี่ยอวี่ได้ฟังเหตุผลก็ยิ่งเดือดดาลจัด เพิ่งจะอ้าปากหมายโต้กลับสักคำ แต่ในเสี้ยวพริบตาถัดมา กลับมีฝ่ามือพิฆาตพุ่งตะปบบีบคอนางไว้ ซ้ำยังออกแรงกระชับแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ “อึก! ...ไม่ ...ขอร้อง อย่า... อย่าฆ่า..!!” เมื่อเริ่มขาดอากาศจนหายใจไม่ออก ก็ยิ่งสัมผัสกลิ่นอายแห่งความตายได้ชัดเจนมากขึ้น เย่เยวี่ยอวี่พยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลังจนฉี่เล็ดอึราด อาศัยใช้เล็บทั้งสิบจิกแขนข้างนั้นของเย่หลานสุดแรง หมายจะกระชากดึงออกจากลำคอให้จงได้ แต่ทว่าทั้งหมดทั้งมวลกลับไร้ผลอย่างสิ้นเชิง! และอีกเพียงหนึ่งอึดใจถัดมา... เสียงกระดูกลั่นแตกดัง ‘กร๊อบ!’ ก็ดังกึกก้องกังวานขึ้น กระดูกบริเวณลำคอของเย่เยวี่ยอวี่ถูกหักทิ้งอย่างไร้ปราณี! เย่เยวี่ยอวี่ตายทั้งที่ดวงตายังถลนเบิกโพลงภายใต้ความหวาดกลัวและคับแค้น ดวงวิญญาณมิอาจหลับใหลได้โดยสงบ เย่หลานหรี่ตาจ้องมองอย่างสมเพช ก่อนจะสะบัดมือเหวี่ยงร่างไร้วิญญาณนั้นทิ้งกระแทกลงกับพื้นเสียงดังตุ้บ “นอกจากเศษซากสวะที่ข้าเพิ่งฆ่าทิ้ง ที่เหลือถือว่าเป็นอาหารของพวกเจ้า จงไปแบ่งสรรกันเอาเองก็แล้วกัน” สิ้นวาจานั้น บรรดาบ่าวไพร่หญิงชายทั้งหลายต่างก็กรีดร้องโหยหวนกันระงม เสมือนฝูงมดแตกฮือ ต่างคนต่างแตกตื่นหนีกันไปคนละทิศละทางเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ไม่ว่าจะวิ่งหนีได้รวดเร็วปานใด ก็หาได้รอดพ้นจากฝูงผีดิบกระหายเลือดนับร้อยนี้ไปได้ ท้ายสุด ก็ไม่มีผู้ใดรอดจากการถูกรุมกินโต๊ะ ต้องกลายมาเป็นอาหารสดให้แก่พวกมันกันถ้วนหน้า เย่หลานเอนกายพิงพักข้างโลงศพ ใบหน้าไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ผันผวนใดๆ ระหว่างนั้นได้ทอดสายตามองภาพฉากที่เหล่าผีดิบกำลังรุมฉีกกระชากกัดเนื้อมนุษย์สดๆกินอย่างสงบ พลางยกมือควานหาบางสิ่งบางอย่างออกมาจากใต้แผ่นอก ก่อนจะควักเอาก้อนวิญญาณสีขาวหม่นดวงหนึ่งออกมา และนั่นก็คือ –เศษเสี้ยวดวงวิญญาณที่หลงเหลือจากเจ้าของร่างเดิมนี้ เย่หลานเอื้อนเอ่ยวาจาผ่านน้ำเสียงราบเรียบ “ตัวข้าผู้นี้ถือคติประจำใจอยู่หนึ่งข้อ หากยอมรับเงื่อนไขจากข้าเพียงหนึ่ง ข้าผู้นี้ย่อมตอบแทนให้เป็นสอง” พูดจบ นางก็จับจ้องมองไปทางดวงวิญญาณที่แสนพร่าเลือนเบื้องหน้า ซึ่งแม้ตายไปแล้วก็ยังแสดงอากัปกิริยาโง่งมมิแปรเปลี่ยน ภายใต้คู่สายตาแสนสงบ นางทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งคล้ายปลงตก “ช่างน่าเสียดายนักที่เจ้าสิ้นชีพไปแล้ว ใยเล่าจะสามารถตกปากรับเงื่อนไขจากข้าได้ เช่นนี้ก็แล้วกัน เพื่อเป็นการตอบแทนที่เจ้ายอมสละร่างเนื้อนี้ให้ข้าได้ใช้งาน ข้าก็จะทำความปรารถนาสุดท้ายสองประการของเจ้าให้เป็นจริง” คำมั่นสัญญาที่ดังกึกก้องนั้นได้แทรกซึมเข้าสู่ดวงวิญญาณโดยตรง ประหนึ่งเป็นคำบัญชาในนิมิต ดวงวิญญาณแสนพร่าเลือนพยายามขยับปากสั่นเครือ เอ่ยขึ้นอย่างตะกุกตะกักว่า “หยก...ตราหยก... ท่านแม่...ตามหา...” เย่หลานรับฟังและพยายามจับใจความ ก่อนจะเลิกคิ้วกระตุกเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยถามออกไปว่า “นี่เจ้ากำลังบอกข้าว่า ให้ข้าช่วยตามหาตราหยกของเจ้าคืน แล้วก็ช่วยตามหาท่านแม่ของเจ้าให้ใช่หรือไม่?” ดวงวิญญาณรูปทรงบิดเบี้ยวไม่เสถียรพยักหน้ารับเบาๆ เย่หลานแสยะยิ้มมุมปาก ก่อนจะเสนอขึ้นว่า “แล้วเจ้าไม่ต้องการแก้แค้นบ้างรึ? ข้าสามารถล่าสังหารทุกคนที่เคยกลั่นแกล้งเจ้าได้ มิว่ามันผู้นั้นจะเป็นใครหน้าไหนก็ตาม” ขานกล่าวได้เพียงครึ่งทาง สายตาของนางยังฉายประกายอำมหิต “อย่าว่าแต่ตระกูลเย่เลย...ต่อให้เป็นทั้งเมืองหนิงอัน ข้าผู้นี้ย่อมแผดผลาญให้สิ้นซากได้!”

บทที่ 3 รูปโฉมอันน่าอัศจรรย์ตา

บทที่ 3 รูปโฉมอันน่าอัศจรรย์ตา ดวงวิญญาณที่ลางเลือนได้แต่เอียงศีรษะเล็กน้อย ฉายแววโง่งมในดวงตา “แก้...แค้น? คือสิ่งใด...อะไรคือแก้แค้น?” ท่าทางการแสดงออกที่โง่เขลาเยี่ยงเด็กน้อยไร้เดียงสานี้ ทำเอาเย่หลานถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ นางถึงกับต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาหนึ่งครา “ช่างเถิด...พัฒนาการทางสมองเจ้าเทียบเท่ากับเด็กอายุเพียงสามขวบ ถูกเหยียบย่ำรังแกเยี่ยงเดรัจฉานยังมิรู้จักตอบโต้ ไหนเลยจะเข้าใจคำว่าแก้แค้นได้” นางกล่าวเสียงเรียบและเปลี่ยนประเด็นทันที “ไม่เป็นไร เช่นนั้นที่เหลือต่อจากนี้ข้าจะจัดการแทนเจ้าเอง ส่วนเจ้าเพียงแค่อยู่เฉยๆก็พอ รอจนกว่าข้าผู้นี้จะทำความปรารถนาของเจ้าให้สำเร็จก็พอ ดวงวิญญาณของเจ้าจะได้ไปสู่สุขติ” เย่หลานคว้ากำดวงวิญญาณกลับเข้าไปไว้ในฝ่ามือ บรรจงบีบขยำเพียงไม่กี่ครั้ง มันก็แปรสภาพเปลี่ยนเป็นเม็ดไข่มุกสีขาวขุ่นงดงาม นางดึงเส้นด้ายออกมาจากชายเสื้ออาภรณ์ แล้วร้อยทำเป็นจี้แขวนห้อยไว้บนลำคอของตน สายตาคู่คมกริบของเย่หลานพลันเหลือบมองไปด้านหนึ่ง จ้องตรงไปทางร่างไร้วิญญาณของเย่เยวี่ยอวี่ บัดนี้เหนือร่างที่ว่าปรากฏเป็นเงาวิญญาณสีดำหม่นระคนแดงชาด ครู่หนึ่งจึงแปรสภาพเป็นรูปร่างคล้ายอสูรกายดุร้าย ส่งเสียงกรีดร้องและพุ่งถลาจู่โจมใส่นางทันที ทว่าเย่หลานกลับมิได้เหลือบแลต่อแต่อย่างใด นางเปล่งวาจาสั้นๆแต่เย็นจับขั้วหัวใจออกมาประโยคหนึ่ง “ดับสลาย!” ทันใดนั้น ดวงวิญญาณอาฆาตแค้นของเย่เยวี่ยอวี่ก็แตกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี แล้วปลิดปลิวหายวับไปในพริบตา ครั้นจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เย่หลานจึงหันกายหมายจะโยนศพของเย่เยวี่ยอวี่ให้แก่ฝูงผีดิบทั้งหลายได้ฉีกกัดแบ่งกันกิน หากแต่เวลาเดียวกันนั้น นางก็พลันเหลือบไปมองซากศพเน่าเฟะร่างหนึ่งที่อยู่ใกล้กัน โดยไม่พูดพล่ามทำเพลง นางรีบล้วงมือเข้าไปในร่างศพนั้น กระชากดึงเถาวัลย์ดำทมิฬเส้นหนึ่งที่กำลังดิ้นพลิ้วคล้ายพยาธิออกมา เย่หลานถึงกับร้องอุทานคำโตเมื่อค้นพบสิ่งนี้ “เหลือเชื่อโดยแท้ ดินแดนโลกีย์ของพวกมนุษย์ยังมีเถาวัลย์เมฆาภูตอยู่ด้วยรึ?” แท้จริงแล้วเถาวัลย์เส้นนั้นหาได้คิดจะหลบหนีไม่ มันรีบพันรัดนิ้วมือของเย่หลานไว้แนบแน่น เหมือนจะส่งสัญญาณว่าต้องการติดตามนางไปด้วยหลังจากนี้ เย่หลานฉีกยิ้มมุมปากพร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “นับว่าเจ้ายังพอมีความฉลาดเฉลียวอยู่บ้าง” พินิจดูจากขนาดของเจ้าเถาวัลย์เมฆาภูตเส้นนี้ คาดว่าคงพำนักอาศัยอยู่ในสุสานร้างแห่งนี้มาเนิ่นนานแล้ว เพียงแต่พลังของมันกลับอ่อนแอยิ่งนัก เสมือนขอทานที่หากินเศษแป้งไม่อิ่มท้อง จึงเติบโตเพียงขนาดแต่ไร้ซึ่งกำลังวังชา เมื่อเห็นเย่หลานสามารถดึงพลังมารด้านลบจากในสุสานแห่งนี้ออกมาเพื่อควบคุมหมู่ศพได้ เถาวัลย์เมฆาภูตผู้ดำรงชีพด้วยการดูดซับกลิ่นอายแห่งความตายในการยังชีพ จึงรู้สึกตื่นเต้นเกินกว่าจะซ่อนตัวได้อีกต่อไป มันแทบจะพลีกายเข้ามาตีสนิทชิดเชื้อกับนาง ประหนึ่งว่าขอยอมสวามิภักดิ์ต่อเจ้านายคนใหม่ เย่หลานแค่นหัวเราะออกมาคำหนึ่ง “ช่างพอดีนัก บัดนี้ข้าเองก็เพิ่งจุติใหม่ ยังขาดศาสตราอาวุธคู่มือ หากเจ้าเต็มใจ ข้าย่อมใช้เจ้าเป็นมือเท้าไปพลางก่อนได้” สิ้นวาจานั้น เถาวัลย์เมฆาภูตก็ไม่รอช้า เร่งแทงหนามเล็กจิ๋วลงไปบนปลายนิ้วของนางอย่างประณีตเบามือ รีดนำหนึ่งหยาดโลหิตให้หลั่งรินสัมผัสกับร่างของมันเท่านั้น ราวกับกลัวว่าเจ้านายคนใหม่จะรู้สึกเจ็บ เท่านี้ก็บังเกิดเป็นสัญญาณเชื่อมวิญญาณระหว่างเจ้านายกับทาสแล้ว และตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เถาวัลย์เมฆาภูตก็ได้กลายมาเป็นศาสตราวุธประจำกายของนางแล้ว เท่ากับว่าในตอนนี้ เย่หลานก็อาวุธสำหรับใช้ป้องกันตัวบ้างแล้วเช่นกัน แต่น่าเสียดายนัก พลังบ่มเพาะปราณยุทธ์ที่นางเคยฝึกปรือมาชั่วชีวิตก่อนหน้านี้ หาได้ติดตามนางมายังร่างใหม่นี้ด้วยไม่ หรือก็คือ...นางจำต้องเร่งบ่มเพาะพลังปราณยุทธ์ใหม่ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน! แต่ไม่เป็นไร... อย่างน้อยที่สุด ทั้งเคล็ดวิชาต่อสู้และบ่มเพาะพลัง ล้วนยังคงสถิตอยู่ในสมองของนางเพรียบพร้อมสมบูรณ์ดี ขอเพียงมีเวลาและโอกาสสักหน่อย เย่หลานย่อมสามารถหวนคืนสู่ความยิ่งใหญ่เป็นคำรบสองได้แน่! ทว่าทั้งหมดทั้งมวลนั้น มีเงื่อนไขสำคัญอยู่ประการหนึ่ง – ห้ามมิให้พวกตาเฒ่าน่าตายบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ล่วงรู้โดยเด็ดขาดว่านางยังไม่ตาย! หากพวกมันรู้เข้า มีหวังได้ยกทัพศึกบุกลงมายังแดนโลกีย์อย่างพิภพมนุษย์แห่งนี้เป็นแน่! หากถูกกวาดล้างครานี้ มีหวังนางได้สิ้นซากอย่างแท้จริง! เย่หลานตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะได้บทสรุปในใจว่า ‘หากคิดจะซื้อเวลาเพื่อเร่งฝึกปรือบ่มเพาะพลังปราณยุทธ์ จำต้องเสาะหาที่พักพิงสักแห่งหน... จวนตระกูลเย่...เห็นจะเหมาะสมที่สุดแล้ว’ ด้วยเหตุนี้เอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครานี้ ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะเย่เยวี่ยอวี่แอบลักพาตัวเจ้าของร่างเดิมออกมา และในเมื่อเย่เยวี่ยอวี่กับผู้ติดตามของนางล้วนตายสิ้นแล้ว ย่อมเท่ากับว่าจะไม่มีผู้ใดเอะใจสงสัยถึงตัวตนของนางในปัจจุบัน เย่หลานคนนี้ยังคงเป็นยัยปัญญาอ่อนในสายตาของทุกคน หากเป็นเช่นนั้น นางก็ยังจะสามารถใช้ภาพจำอันแสนโง่งมนี้เป็นเกราะกำบังตนเองได้ เร้นซ่อนตัวจริงเอาไว้ภายใต้เงามืด พลางสืบหาเรื่องตราหยกที่ดวงวิญญาณน้อยเอ่ยถึง พร้อมกับตามหาเบาะแสท่านแม่ที่หายสาบสูญไป หนึ่งกระบวนออกท่า...นำมาซึ่งสามผลลัพธ์อันน่าพอใจ เย่หลานตัดสินใจอย่างแน่วแน่– กลับสู่จวนตระกูลเย่ก่อนเป็นดีที่สุด! ครั้นเงาร่างของเย่หลานอันตรธานหายลับไปในดงไผ่แล้ว บรรดาซากศพผีดิบเดินได้ในสุสานรกร้างล้วนกลับคืนสู่สภาพเดิม ต่อให้ผู้ใดสัญจรผ่านไปมา ณ ที่แห่งนี้ ย่อมมิอาจตรวจพบสิ่งผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อยได้ เย่หลานกับเจ้าเถาวัลย์เมฆาภูตที่เกาะเกี่ยวพันรอบแขน ต่างพากันตรงดิ่งเข้าสู่เบื้องลึกในป่าดงไผ่เวิ้งว้าง เดิมที นางได้อาศัยใช้ความทรงจำเจ้าของร่างเดิมเพื่อกลับสู่จวนตระกูลเย่ แต่กลับคาดไม่ถึงจริงๆ... ไม่ว่าจะพยายามค้นหาเท่าใด ภายในห้วงความทรงจำที่ว่ากลับไม่มีแม้แต่เส้นทางกลับบ้าน! ก็นางเป็นคนปัญญาอ่อนนี่นะ... นางเดินวนเวียนอยู่ในป่าดงไผ่หลายต่อหลายรอบ จนกระทั่งดวงตะวันลับฟ้าสู่ห้วงราตรี ก็ยังไม่สามารถเสาะหาหนทางออกไปได้... ใบหน้าของเย่หลานเริ่มคล้ำดำมืด ริมฝีปากเริ่มกระตุกเล็กน้อย “ช่างน่าตายนัก... อุปสรรคแรกหลังจากการเกิดใหม่ของข้า แท้จริงแล้วหาใช่การบ่มเพาะพลังปราณยุทธ์ หรือแม้แต่กลัวว่าความลับจะรั่วไหล ทว่าดันเป็น...การหลงป่า!” ครุ่นคิดไปพลางถอนหายใจถี่รัวไปด้วย มิใช่เพียงแค่จะกลับสู่จวนตระกูลเย่ยังทำไม่ได้ ลำพังจะเดินออกจากป่าดงไผ่ก็ยังยาก! เมื่อหันไปถามเจ้าเถาวัลย์เมฆาภูต มันก็เอาแต่ส่ายหัวดุ๊กดิ๊ก แม้จะอยู่ที่นี่มาเนิ่นนาน แต่เจ้านี่กลับไม่เคยออกไปไหนไกลพ้นเขตสุสานเลย เหตุเพราะกลัวจะถูกสัตว์อสูรรุมทำร้าย เจ้าเถาวัลย์นี้ช่างขี้ขลาดโดยแท้! ระหว่างกำลังครุ่นคิดเพื่อเสาะหาหนทางออกจากป่าอยู่นั้น จู่ๆสีหน้าแววตาของเย่หลานก็พลันเปลี่ยนผันทันใด จากที่เคยสงบกลับเริ่มตึงเครียด และเริ่มกวาดตาสำรวจมองไปรอบทิศ แฝงทีท่าหวาดระแวงเกินแปดส่วน นี่มัน...หมอกอันใด? มิรู้ตั้งแต่เมื่อใดที่รอบด้านสิบทิศได้ปรากฏม่านหมอกสีขาวขุ่นขึ้น และค่อยๆขยับขยายฐานแผ่ซ่านเข้ามาใกล้ร่างของนางทีละน้อย เจ้าเถาวัลย์เมฆาภูตรีบยื่นหนวดยาวสีดำออกไปลองสัมผัสกับชั้นหมอกนั้นโดยเร็ว ก่อนจะส่งสัญญาณกลับมาหานางว่าไร้พิษเจือปน แต่แม้จะไร้พิษแอบแฝง เย่หลานก็ยังมิกล้าวางใจ เบื้องหน้าม่านหมอกขาวทึบชั้นหนาตีประกบรุดใกล้เข้ามาทุกที นางค่อยๆสาวเท้าล่าถอยเตรียมจะหลีกหนีโดยเร็ว... แต่ทันใดนั้น ม่านหมอกนี้กลับเสมือนมีชีวิต มันรีบโถมปะทะเข้าปกคลุมทั่วทั้งร่างของนางในชั่วพริบตา! ท่ามกลางความตื่นตระหนกตกใจ ร่างของเย่หลานก็ได้หายวับไปจากจุดเดิมที่เคยยืนอยู่!   .....   “ซู่วว...” เสียงน้ำตกไหลรินดังอยู่ข้างหู เมื่อเย่หลานเริ่มรู้สึกตัวฟื้นคืนสติขึ้นมาทีละเล็กละน้อย เปลือกตาคู่โศกจึงค่อยๆเปิดลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า ต่อให้ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วก็จริง ทว่าวิสัยทัศน์การมองเห็นเบื้องหน้ากลับยังคงพร่ามัวไปหมด ยามนี้เย่หลานเพิ่งจะตระหนักได้ว่า หาใช่ดวงตาของตนที่เลือนรางมองไม่ชัด แต่ทั้งหมดเป็นเพราะตัวนางยังจมอยู่ในม่านหมอกสีขาวทึบ และม่านหมอกแห่งนี้ก็เปรียบเสมือนประตู...ที่ย้ายนางมาอีกสถานที่หนึ่งเสียแล้ว นางสัมผัสได้ชัดแจ้ง ม่านหมอกขาวทึบในครานี้ทั้งชื้นและร้อนกว่าก่อนหน้าหลายเท่า มวลอากาศเจือผสมกลิ่นกำมะถันอ่อนๆแทรกผสม ผนวกกับเสียงน้ำตกที่อยู่ไม่ไกลนัก ยิ่งชัดเจนแล้วว่า ที่นี่คงจะเป็นบ่อน้ำพุร้อนสักแห่งหนึ่งแน่ เย่หลานยังคงรักษาความสงบนิ่งครบส่วน ไม่แยแสต่อความแปลกพิสดารเหล่านี้ และเลือกที่จะก้าวเท้าเดินตรงสู่เบื้องหน้าต่อไป ไม่ถึงสิบก้าวด้วยซ้ำนางจึงได้หยุดลง สายตาจ้องจับไปทางบ่อน้ำพุร้อนที่เริ่มเผยโฉมต่อหน้า ซึ่งภายในบ่อดังกล่าว...ปรากฏเงาร่างสูงใหญ่พร่าเลือนของบุรุษผู้หนึ่งกำลังแช่ตัวอยู่ท่ามกลางไอหมอกร้อน “สหายเต๋าท่านนี้มีธุระอันใดกับเราผู้น้อย?” เย่หลานเปล่งวาจาเอ่ยถามด้วยความนอบน้อม เสมือนเป็นการโยนหินถามทางไปสักคำ “คงจะเชื้อเชิญเราผู้น้อยให้มาเป็นแขกแช่อาบน้ำพุร้อนด้วยกันกระมัง?” ร่างสูงใหญ่ในบ่อมิได้ไหวติงใดๆ หากแต่ส่งเสียงทุ้มลึกดั่งขลุ่ยเหล็กกล้าเปล่งบรรเลงก้องเข้าเต็มสองใบหู “หาใช่เชื้อเชิญให้มาเป็นแขก แต่วานให้เจ้าเดินทางมาช่วยเหลือข้า” เย่หลานมิรั้งรอปล่อยให้อีกฝ่ายได้พล่ามต่อ รีบเอ่ยปฎิเสธตัดบทโดยเร็ว “ตัวเราผู้น้อยเป็นเพียงสตรีอ่อนแอไร้ค่านางหนึ่ง ไฉนจะมีปัญญาช่วยเหลือท่านได้? สหายเต๋าท่านนี้ รบกวนปล่อยเราผู้น้อยไปเสียดีกว่า รั้งอยู่ต่อไปก็จะสร้างความรำคาญใจให้แก่ท่านเสียเปล่าๆ” หากแต่อีกฝ่ายกลับทำเสมือนมิได้ยินถ้อยปฏิเสธใดๆทั้งสิ้น เพิกเฉยต่อวาจาของนาง และเอ่ยตอบเพียงหนึ่งคำสั้นๆ “เข้ามานี่” เย่หลานหรี่ตาคมกริบสะท้อนแสงเย็นเยียบ แน่นอน...นางไม่มีวันก้าวเข้าไปหาอยู่แล้ว! แต่น่าเสียดายที่บุรุษผู้นั้นเห็นทีจะมิยอมลดราวาศอกให้กับนางโดยง่าย จากใจกลางบ่อน้ำพุร้อนตรงนั้น เรียวมือขาวเนียนพลันยกขึ้นอย่างกะทันหัน เขาเพียงกระดิกปลายนิ้วเบาๆพร้อมเปล่งวาจาอีกครา “เข้ามา” ทันใดนั้นเอง เย่หลานก็รู้สึกราวกับถูกพลังเหนือธรรมชาติอันทรงอำนาจเกรี้ยวกราด พันธนาการรัดตนไว้ทั่วร่าง พร้อมกับแรงฉุดกระชากดุจถูกหลุมดำดูด ร่างของนางเข้าไปยืนประจันหน้ากับฝ่ายบุรุษอย่างมิทันได้ตั้งตัว! หนึ่งอึดใจนั้นเอง นางจึงมีโอกาสได้แลเห็นโฉมหน้าของอีกฝ่ายชัดถนัดตา ภายใต้แสงจันทราสีเงินที่ให้บรรยากาศเย็นนุ่มนวล โครงหน้าสันกรามตัดคมชัดเข้ารูป ช่างสวยงามไร้ที่ติประดุจผลงานแกะสลักชิ้นเอกผ่านคมมีดที่แสนวิจิตล้ำ หว่างคิ้วแฝงเร้นพลังอำนาจที่สูงศักดิ์เหนือโลกีย์ ริมฝีปากบางยกยิ้มเป็นทรงโค้งเล็กน้อย อวดอ้างรัศมีหยิ่งผยองซ่อนงำเสน่ห์แสนมืดดำผ่านมัดกล้ามเนื้อแกร่งกำยำทั่วร่าง เพียงได้ปรายตามองพินิจสักครา ย่อมทำเอาใครต่อใครต้องใจสั่น เสมือนถูกดูดกลืนวิญญาณสู่ห้วงแห่งความลุ่มหลงทั้งเป็น หากเป็นอิสตรีทั่วไปคงประหม่าขวัญเสียจนทำอะไรไม่ถูก แต่หาใช่กับเย่หลาน... นางกลับไร้ซึ่งความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม นางกลับกลอกลูกนัยน์ตาเพ่งพินิจมองเรือนร่างกำยำแน่นของบุรุษตรงหน้าอย่างสนอกสนใจ มวยผมยาวถูกรวบรัดด้วยสายคาดสีเงินวาววับ ที่สื่อแสดงถึงสถานะศักดิ์อันสูงศักดิ์ ทอดสายตาเคลื่อนลงอีกเล็กน้อยก็ตกลงสู่ช่วงไหลกว้างกับกระดูกไหปลาร้ายเด่นชัด ที่บัดนี้ชุ่มชโลมไปด้วยหยาดหยดน้ำ ไต่ไล่ลงมาจนถึงกล้ามท้องที่ทั้งแน่นทั้งเต่งตึง เพียงแค่มองก็ทำเอานางรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมายิบๆ หมายปองต้องการจะลูบไล้สัมผัสเสียเหลือเกิน... ยิ่งทอดสายตาต่ำลงไปเรื่อยๆ... นางถึงกับต้องเช็ดน้ำลาย อดที่จะพึมพำอยู่ภายในใจไม่ได้จริงๆ ‘บุรุษรูปงามแห่งใต้หล้าอย่างแท้จริง!’ ทว่าเมื่อสายตาของนางเหลือบไปเห็นกลุ่มก้อนหมอกควันสีดำประหลาด ที่ลอยคลุ้งจางๆอยู่รอบกายของเขาเข้า สีหน้าของเย่หลานก็พลันเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นอีกครา พร้อมกับคู่คิ้วที่ถักขมวดเข้าหากันแน่น... พ่อรูปโฉมวิจิตรล้ำเลิศผู้นี้ ดูท่าจะ...ถูกเพลิงพิษร้อยปีศาจเข้าสิงสู่เล่นงานอยู่กระมัง?

อ่านต่อ