เธอกลับบ้านในวันที่หัวใจอ่อนแรง เสียงฝนกระทบกระจกหน้าต่างของรถทัวร์สายเหนือบ่งบอกว่ากำลังจะเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ แต่กับพิมพ์ขวัญ ฤดูที่เปียกปอนนั้นมาเยือนหัวใจของเธอตั้งแต่หลายเดือนก่อนแล้ว และมันยังไม่มีวี่แววว่าจะผ่านพ้นไปได้ง่าย ๆ หญิงสาววัยยี่สิบเก้าปีที่เคยมั่นใจในทุกย่างก้าวของชีวิต ยืนมองเส้นทางคดเคี้ยวที่ทอดผ่านทุ่งนาและแนวเขาไกลสุดลูกหูลูกตาผ่านกระจกหน้าต่างรถ ดวงตาที่เคยสดใสกลับหม่นลงเล็กน้อย ทุกอย่างดูเหมือนหล่นหายไปพร้อมกับความไว้ใจ เธอถูกแฟนหนุ่มที่คบหากันมาห้าปีหักหลัง ทรยศ และนอกใจไปคบกับเจ้านายของตัวเอง แล้วทำให้เธอตกเป็นแพะรับบาปในเรื่องยักยอกเอกสารบริษัท พิมพ์ขวัญไม่มีโอกาสแม้แต่จะอธิบาย ทุกอย่างจบลงในพริบตาเหมือนโดนผลักตกจากหน้าผาอย่างเลือดเย็น “ถึงอำเภอแล้วนะคะ ใครจะลงตรงนี้เตรียมตัวด้วยค่ะ” เสียงกระเป๋ารถทัวร์ดังขึ้นปลุกเธอจากภวังค์ พิมพ์ขวัญเก็บสัมภาระเพียงไม่กี่ชิ้นลงจากรถพร้อมกับเสื้อฝนสีฟ้าอ่อน เธอเดินลากกระเป๋าใบเก่าไปตามทางเดินที่แฉะน้ำ เป้าหมายของเธออยู่ไม่ไกล บ้านไม้หลังเล็กที่มีสวนดอกไม้ล้อมรอบของยายละม่อมที่เธอรักมากที่สุดในโลก รอคอยอยู่เบื้องหน้า “พิมพ์ขวัญของยายกลับมาแล้วเหรอลูก” เสียง อ่อนโยนดังมาจากใต้ถุนบ้าน พิมพ์ขวัญชะงักแล้วรีบเดินเข้าไปหาในทันที เธอกอดร่างผอมบางของหญิงชราที่เธอไม่ได้กอดมานานร่วมปี กลิ่นสบู่กลิ่นสมุนไพรประจำตัวของยายยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม “ยายจ๋า หนูคิดถึงยายที่สุดเลยจ้ะ คราวนี้ขวัญจะกลับมาอยู่กับยายนะจ๊ะ” “ยายก็คิดถึงหนูจ้ะ กลับมาอยู่ด้วยกันนะ ที่นี่คือบ้านของขวัญ เราก็พอมีที่ทางทำมาหากิน” คำพูดสั้น ๆ แค่นั้น ทำให้เธอร้องไห้จนหมดแรง กอดยายเหมือนเด็กที่หลงทางกลับบ้าน บ้านหลังนี้อยู่ในอำเภอเล็ก ๆ ห่างจากตัวเมืองไปพอสมควร รอบข้างเป็นบ้านชาวสวนและโรงเรียนประถมเล็ก ๆ ที่อยู่ถัดไปแค่รั้วไม้เตี้ย ๆ พิมพ์ขวัญใช้เวลาหลายวันปรับตัวกับชีวิตที่ไร้ความเร่งรีบจากเมืองหลวง ยามเช้าเธอช่วยยายรดน้ำต้นไม้ในแปลงดอกไม้หลากสี ทั้งพุดซ้อน ชมนาด โมก สะเลเต และดาวเรืองที่ปลูกไว้เต็มแปลง กลิ่นหอมจาง ๆ ลอยปะปนกับไอหมอก ทำให้ใจเธอค่อย ๆ สงบลงทีละวัน วันหนึ่ง พิมพ์ขวัญกำลังแบกฟางแห้งมาคลุมแปลงพุดซ้อนอยู่หลังบ้าน แล้วได้ยินเสียงผู้ชายดังมาจากอีกฝั่งของรั้ว “คุณใช้ฟางสดแบบนั้น ระวังเชื้อรานะครับ” เธอหันไปมองในทันที ก็พบกับชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตพับแขน กางเกงผ้าฝ้าย และหมวกสานปีกกว้างกำลังยืนอยู่ข้างรั้วฝั่งโรงเรียน สีหน้าเขานิ่งเรียบแต่ไม่เย็นชา เสียงทุ้มนั้นให้ความรู้สึกเหมือนเสียงหนังสือบทเรียนเก่า ๆ ที่อ่อนโยนอย่างบอกไม่ถูก “เอ่อ... เชื้อราเหรอคะ” พิมพ์ขวัญพูดเสียงสั่น ๆ พร้อมยกมือเช็ดเหงื่อจากหน้าผาก “ใช่ครับ ถ้าจะใช้คลุมดิน ลองเอาฟางไปตากแดดก่อนจะดีกว่า” เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้พิมพ์ขวัญยืนมองตามแผ่นหลังเขาไปด้วยความสงสัย ว่าเขาคือใครกัน ตอนค่ำ พิมพ์ขวัญจึงถามยายระหว่างที่ช่วยหั่นผักทำแกงจืด “ยายจ๋า ผู้ชายข้างบ้านที่แต่งตัวเรียบร้อย ๆ เหมือนครู เขาเป็นใครเหรอจ๊ะ” “อ๋อ ครูธีร์น่ะเหรอ เป็นคนดีมากนะลูก อยู่ที่นี่มาสามปีแล้ว ตั้งแต่ภรรยาเขาเสียไปก็อยู่คนเดียว ดูแลเด็ก ๆ ที่โรงเรียนอย่างดีเลย” “เขาแต่งงานแล้วเหรอจ๊ะ” “เคยแต่งจ้ะ แต่ภรรยาเขาเสียไปเพราะรถชนตอนกลับจากซื้อหนังสือให้เด็ก ๆ ครูธีร์เลยไม่เคยพูดถึงเรื่องความรักอีกเลย ไม่เคยเห็นยิ้มให้ใครเลยเหมือนกัน” พิมพ์ขวัญเงียบลง จู่ ๆ ภาพชายหนุ่มข้างรั้วเมื่อเช้าก็ชัดเจนขึ้นมาในใจ รอยยิ้มมุมปากของเขาอาจจะไม่ใช่แค่ความสุภาพ แต่มันเหมือนรอยยิ้มที่ยังเก็บบางสิ่งไว้ภายใน เช้าวันต่อมา พิมพ์ขวัญตั้งใจเอาฟางไปตากแดดที่ลานข้างบ้านตามคำแนะนำของเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ ในใจแอบหวังว่าเขาอาจเดินผ่านมาทางรั้วอีกและเธอจะได้ทักทาย เธอนั่งลงข้างต้นแก้วที่เริ่มแตกใบใหม่ จับกล้องเก่า ๆ ที่ติดตัวมาจากกรุงเทพฯ ขึ้นมาถ่ายภาพดอกไม้ ท้องฟ้า และเงาไม้ที่ทอดผ่านแปลงเพาะกล้า และเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้รั้ว เธอก็เงยหน้าขึ้น และเจอเขาอีกครั้ง “อรุณสวัสดิ์ครับ” ครูธีร์เอ่ยเสียงเรียบ แต่ท่าทางไม่ได้ห่างเหินเหมือนวันแรก “สวัสดีค่ะ เอ่อ... ฉันตากฟางแล้วนะคะ ตามคำแนะนำ” เขาหัวเราะเบา ๆ ครั้งแรกที่เธอได้ยินเสียงหัวเราะของเขา “ดีมากครับ ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป” หัวใจของพิมพ์ขวัญที่เคยแตกละเอียดเริ่มซ่อมแซมด้วยเสียงจากธรรมชาติ เสียงหัวเราะเบา ๆ และสายตาอ่อนโยนของใครบางคนที่พูดน้อยคำ แต่กลับให้ความอบอุ่นลึกซึ้งกว่าคำพูดใด บ้านสวนหลังเดิมที่เคยเป็นเพียงสถานที่พักใจกำลังจะกลายเป็นพื้นที่ปลูกความรู้สึกใหม่ ๆ ทีละนิด ท่ามกลางฤดูฝนที่ยังตกพรำ ๆ นั้น เธอเริ่มรู้สึกว่า บางทีความสุขอาจไม่ต้องมาในรูปของชัยชนะหรือชื่อเสียงเสมอไป แต่มันคือการได้กลับบ้านในวันที่หัวใจอ่อนแรง และได้เจอใครสักคน ที่ยืนรออยู่ข้างรั้วไม้ริมสวน เขามักทักทายเธอเสมอ จนเกิดเป็นความเคยชิน ธีร์ดูเป็นผู้ชายสุภาพ เรียบง่าย ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรให้ต้องระมัดระวังมากนัก กลิ่นดอกพุดกับรอยยิ้มของคนแปลกหน้าทำให้หัวใจของเธอสั่นไหวอย่างประหลาด เสียงนกร้องยามเช้ากลายเป็นเสียงนาฬิกาปลุกใหม่ของพิมพ์ขวัญในบ้านสวนหลังเก่า เธอไม่ต้องเร่งรีบแต่งหน้าทาปาก ไม่ต้องวิ่งขึ้นรถไฟฟ้า ไม่ต้องฝ่ารถติดกลางกรุง ที่นี่คือโลกอีกใบที่ห่างไกลจากชีวิตเดิมอย่างสิ้นเชิง “พิมพ์ขวัญ เอาถุงดินไปใส่แปลงพุดให้ยายหน่อยลูก ดอกเริ่มแคระเพราะดินแข็งแล้ว” เสียงยายละม่อมดังมาจากหน้าระเบียง “ค่า หนูจัดการให้เลย” พิมพ์ขวัญขานรับ พลางยืดเส้นยืดสาย ก่อนจะคว้าหมวกปีกกว้างกับถุงดินแล้วเดินไปยังแปลงพุดข้างบ้าน ต้นพุดซ้อนเรียงกันอยู่หลายสิบต้น พุ่มเขียวขจีแต่เริ่มโรยราในบางต้น พิมพ์ขวัญนั่งยอง ๆ อย่างคล่องแคล่วกว่าช่วงแรก ๆ ที่เพิ่งมาอยู่ มือของเธอเริ่มชินกับกลิ่นดิน ความเหนียวของโคลน และแมลงเล็ก ๆ ที่บินวนรอบต้นไม้ เธอเงยหน้าขึ้นอย่างเผลอไผล เมื่อลมเช้าวันนั้นพัดเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกพุดเข้าจมูก มันเป็นกลิ่นหวานเย็น คล้ายสบู่แต่ไม่ฉุน ไม่แรง กลับอบอุ่นอย่างประหลาด
กลิ่นนี้ทำให้เธอนึกถึงอ้อมกอดของแม่ในวัยเด็ก นึกถึงบ้านในวันที่ยังมีความสุข และวันนี้มันก็ทำให้เธอนึกถึงเสียงชายหนุ่มคนนั้นที่เคยเอ่ยอย่างสุภาพว่า “ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป” ครูธีร์ชายหนุ่มข้างรั้วผู้ไม่เอ่ยคำมากนัก แต่กลับปรากฏอยู่ในใจเธอหลายครั้งโดยไม่รู้ตัว ช่วงสายของวัน พิมพ์ขวัญช่วยยายละม่อมคัดแยกดอกไม้สำหรับจัดช่อส่งตลาด พร้อมตัดพุดซ้อนสด ๆ ใส่ตะกร้าเล็กอีกใบหนึ่ง “ยายคะ หนูอยากขอพุดซ้อนสักสามดอกได้ไหมคะ หนูจะเอาไปใส่แจกันเล็กในห้องนอน” “แน่นอนสิลูก ดอกไม้น่ะ ไม่ใช่แค่ไว้ขาย มันไว้ให้คนรักได้ชื่นใจด้วย” ยายละม่อมพูดพร้อมรอยยิ้ม ทำให้พิมพ์ขวัญรู้สึกเหมือนกำลังถูกเติมเต็ม เธอจัดดอกพุดในแจกันแก้วทรงเล็ก วางไว้ที่โต๊ะหัวเตียง และถ่ายรูปโพสต์ลงบล็อกที่เริ่มมีคนติดตามมากขึ้นอย่างเงียบ ๆ พร้อมแคปชั่น “บางที…การได้สูดกลิ่นดอกไม้ในยามเช้า อาจเยียวยาใจได้มากกว่าคำพูดปลอบโยน” คอมเมนต์เริ่มหลั่งไหลเข้ามา มีคนบอกว่าอยากกลับบ้าน มีคนบอกว่ากลิ่นพุดทำให้นึกถึงแม่ มีคนขอบคุณที่เธอแบ่งปันบรรยากาศอบอุ่นเหล่านี้ แต่มีเพียงสายตาคู่เดียวที่เธอเผลอคิดถึง… ทั้งที่เขาไม่เคยอยู่ในบล็อกนั้น วันต่อมา เธอตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อเตรียมช่วยยายขนดอกไม้ไปส่งที่โรงเรียนใกล้บ้าน ซึ่งรับซื้อดอกไม้ประดับประจำสัปดาห์ให้เด็กจัดกิจกรรมห้องเรียน ยายละม่อมมักใช้จักรยานสามล้อปั่นไปช้า ๆ พร้อมรอยยิ้มใจดีในหมู่บ้าน แต่วันนี้ เธออาสาจะเป็นคนช่วยแทน พิมพ์ขวัญจึงเดินเข็นรถพ่วงบรรทุกตะกร้าดอกไม้ เข้าไปในบริเวณโรงเรียนด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ก่อนจะชนเข้ากับคน ๆ หนึ่งเต็มแรง “อ๊ะ! ขอโทษค่ะ!” “ไม่เป็นไรครับ” เสียงนั้นเธอจำได้ทันที พิมพ์ขวัญเงยหน้าขึ้นมาเจอกับคุณครูธีร์ในเสื้อเชิ้ตแขนยาวติดป้ายชื่อ ‘ครูธีร์ ชัยวัฒน์’ สีหน้านิ่ง ๆ ของเขาไม่ได้ดูดุ แต่กลับทำให้ใจเธอสั่นขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล “มาส่งดอกไม้ให้โรงเรียนเหรอครับ” “ค่ะ ยายฝากมาน่ะค่ะ” เธอหลบตาเล็กน้อย เพราะรู้สึกว่ารอยยิ้มมุมปากของเขากำลังทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ “ตรงนี้เลยครับ เดี๋ยวผมช่วยขนเข้าไป” เขาเอื้อมมือมาหยิบตะกร้าเบา ๆ และเดินนำเธอไปยังอาคารเรียน ภายในห้องเรียนประถม เด็ก ๆ หัวเราะกันอย่างสดใส พิมพ์ขวัญนั่งมองเงียบ ๆ ขณะครูธีร์อธิบายให้เด็ก ๆ เข้าใจการใช้ดอกไม้ตกแต่งโต๊ะเรียน รอยยิ้มของเด็กทุกคนดูอบอุ่น และเธอก็เห็นบางสิ่งที่ไม่เคยเห็นในตัวเขาเมื่ออยู่หลังรั้ว เขาหัวเราะ เขาก้มตัวให้เด็ก ๆ ดึงแขน เขาเล่าเรื่องต้นไม้ด้วยน้ำเสียงมีชีวิตชีวา “คุณครูใจดีจังเลยนะคะ” พิมพ์ขวัญเผลอพึมพำออกมาเบา ๆ “คุณครูเคยยิ้มเก่งกว่านี้นะคะ” เด็กหญิงคนหนึ่งพูดขึ้น ทำให้พิมพ์ขวัญสะอึกในใจ คุณครูธีร์ที่อยู่ต่อหน้าเด็ก ๆ ดูต่างจากคุณครูข้างรั้วที่แสนขรึมเมื่ออยู่ตามลำพัง ราวกับว่าเขาแบ่งหัวใจออกเป็นหลายส่วน และซ่อนไว้ไม่ให้ใครเห็น ก่อนกลับบ้าน พิมพ์ขวัญแอบวางขนมกล่องเล็ก ๆ ไว้ที่โต๊ะทำงานของครูธีร์ พร้อมโน้ตเขียนด้วยลายมือสวย ๆ ว่า “ขอบคุณที่ช่วยขนดอกไม้นะคะ” เธอไม่เซ็นชื่อ และเดินออกมาด้วยหัวใจที่แปลกประหลาดเหมือนเด็กสาวในวัยมัธยมที่แอบชอบใครสักคน คืนนั้น พิมพ์ขวัญนั่งมองแจกันพุดซ้อนบนหัวเตียง ดอกไม้ที่เคยหอมอ่อน ๆ ยังคงส่งกลิ่นจาง ๆ อยู่ในอากาศ ทว่าในหัวใจของเธอกลับมีบางสิ่งหอมหวานกว่า เธอไม่รู้ว่าเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร แต่เธอรู้ว่าเวลาที่ได้เห็นเขายิ้ม มันทำให้เธออยากยิ้มตาม และในกลิ่นพุดซ้อนที่หอมเย็นนั้น เธอเริ่มได้กลิ่นของความหวัง แสงแดดอ่อน ๆ ลอดผ่านม่านบางในห้องนอน บ้านไม้หลังเล็กดูอบอุ่นเหมือนโอบกอดพิมพ์ขวัญเอาไว้ในเช้าวันใหม่ เธอลุกขึ้นอย่างสดชื่นผิดปกติ อาจเพราะเมื่อคืนเธอหลับไปด้วยรอยยิ้ม หรืออาจเพราะโน้ตเล็ก ๆ ที่เธอแอบเขียนไปวางไว้บนโต๊ะของครูธีร์เมื่อวานกำลังทำให้หัวใจของเธอตื่นขึ้นทีละนิด พิมพ์ขวัญเดินลงจากบ้านเพื่อช่วยยายละม่อมรดน้ำต้นไม้ตามกิจวัตรประจำวัน ดอกพุดซ้อนยังบานสะพรั่งเหมือนเมื่อวาน แต่ความรู้สึกในใจเธอกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เธอเริ่มมองสวนนี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เริ่มรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังเกี่ยวพันเข้ามาในหัวใจของเธออย่างเงียบงัน “ยายขา หนูขอเดินไปทางหลังโรงเรียนหน่อยนะคะ อยากถ่ายรูปต้นไม้ที่มันทอดลงบนลำธารน่ะค่ะ” “ได้เลยลูก ระวังลื่นด้วยนะ ช่วงนี้ฝนตกบ่อย” พิมพ์ขวัญคว้ากล้องและหมวกเดินออกจากบ้านไปยังฝั่งรั้วโรงเรียน ผ่านแปลงดอกไม้ ไปจนถึงแนวต้นไม้ใหญ่ริมลำธาร เสียงน้ำไหลเบา ๆ กลิ่นหญ้าเปียกฝน และแสงที่รอดผ่านกิ่งไม้ทุกอย่างกลายเป็นภาพที่เธออยากเก็บไว้ไม่เพียงแค่ในกล้อง…แต่ในใจด้วย ขณะกำลังกดชัตเตอร์ เสียงทุ้มนุ่มที่เธอเริ่มคุ้นหูก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง “คุณมักจะมาที่นี่ตอนเช้าเสมอเหรอครับ” พิมพ์ขวัญหันไปอย่างตกใจเล็กน้อย ครูธีร์ยืนอยู่ตรงรั้ว ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงผ้าฝ้ายสีน้ำตาล มือถือแก้วกาแฟที่ยังมีไอน้ำลอยอยู่ “เปล่าค่ะ วันนี้แค่อยากถ่ายรูปตอนเช้ามันสวยดี” “สวยครับ” เขาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเสริม “ผมหมายถึง ทั้งแสงเช้า แล้วก็เงาต้นไม้พวกนั้นด้วยนะครับ” เธอหัวเราะเบา ๆ เขินกับความประหลาดในประโยคท้าย ๆ ที่ทำให้หัวใจเต้นแปลก ๆ เขาเดินอ้อมแนวรั้วมายืนใกล้ฝั่งเธอมากขึ้น แล้วชี้ไปยังก้อนหินใหญ่ที่ติดริมน้ำ “ตรงนั้นนั่งถ่ายจะได้มุมดีนะครับ” “คุณรู้เพราะเคยมานั่งตรงนั้นมาก่อน” “ใช่ครับ” เขาพยักหน้า “สมัยก่อนผมกับเธอคนนั้นเคยนั่งด้วยกันบ่อย ๆ ที่นั่น” คำว่า ‘เธอคนนั้น’ ทำให้พิมพ์ขวัญชะงักเล็กน้อย ครูธีร์เองก็เงียบลง เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าเล่าเรื่องส่วนตัวเกินไป “ขอโทษครับ ผมไม่ได้อยากทำให้คุณรู้สึกไม่ดี” “ไม่เลยค่ะ ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษที่ถามแบบนั้น” เธอยิ้มจาง ๆ แล้วเอ่ยอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “ฉันเคยได้ยินจากเด็กในโรงเรียนว่า คุณครูเคยยิ้มเก่งกว่านี้” เขาหัวเราะแผ่ว ๆ “เด็กพวกนั้นช่างสังเกตจังเลยครับ” ทั้งคู่ยืนเงียบกันพักใหญ่ ท่ามกลางเสียงลำธารและสายลม พิมพ์ขวัญนั่งลงบนก้อนหินที่เขาชี้ แล้วหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปเงาไม้ตามคำแนะนำของเขา ครูธีร์นั่งลงบนตอไม้ใกล้ ๆ ถือแก้วกาแฟไว้แน่นเหมือนกับจับบางความทรงจำเอาไว้
“คุณยังคิดถึงเธออยู่ใช่ไหมคะ” คำถามของพิมพ์ขวัญนุ่มนวลเกินกว่าจะรู้สึกรุกล้ำ ชายหนุ่มพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเอ่ย “ใช่ครับคิดถึงทุกวัน แต่มันไม่เจ็บปวดแล้ว แค่ยังไม่ชินกับการไม่มีเธออยู่ข้าง ๆ” พิมพ์ขวัญฟังอย่างเงียบ ๆ เธอรู้ว่าเขาไม่ใช่คนพูดมาก การที่เขาเปิดปากพูดขนาดนี้ แสดงว่าเขาเริ่มวางใจในตัวเธอบ้างแล้ว “ฉันเคยคิดว่า…ความเสียใจเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่พอได้เจอของจริง…ฉันถึงรู้ว่า มันไม่ไปไหนเลย” เธอกล่าวในน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ส่วนตัวเช่นกัน ครูธีร์หันมามองเธอ ครั้งแรกที่พิมพ์ขวัญรู้สึกว่า เขามองเธอจริงจัง “คุณเจ็บเหมือนกันใช่ไหมครับ” “เจ็บค่ะแค่คนที่ทำให้เจ็บยังอยู่ดีและหัวเราะได้ทุกวัน” เขาพยักหน้าเหมือนเข้าใจโดยไม่จำเป็นต้องถามต่อ ระหว่างพวกเขาไม่มีคำพูดต่อจากนั้น แต่กลับรู้สึกว่าทุกอย่างเริ่มเข้าใจกันโดยไม่ต้องอธิบาย ก่อนกลับบ้าน พิมพ์ขวัญเดินผ่านรั้วโรงเรียนที่เต็มไปด้วยไม้เลื้อย เธอเอื้อมมือแตะใบไม้สีเขียวอ่อนก่อนจะหันไปบอกเขา “ขอบคุณนะคะที่แนะนำให้มานั่งตรงนี้” “คุณถ่ายรูปออกมาแล้วฝากให้ผมดูบ้างได้ไหมครับ” เธอหัวเราะ “ได้สิคะ เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะอัปลงบล็อกพร้อมแคปชั่นว่า เงาของต้นไม้ไม่เคยหนีจากแสง แค่รอเวลาที่แสงจะกลับมา” เขานิ่งไปอึดใจ ก่อนจะพูดเบา ๆ “แล้วผมจะรอแสงแบบนั้นเช่นกัน” หัวใจพิมพ์ขวัญเหมือนถูกแตะเบา ๆ ด้วยคำพูดของเขา และจังหวะของชีวิตที่เคยเดินหลงทาง กำลังค่อย ๆ พาเธอกลับมาให้รู้สึกถึงความอบอุ่นอีกครั้ง คนแปลกหน้าที่อยู่หลังรั้ว วันนี้กลายเป็นใครบางคนที่เธออยากรู้จักให้มากขึ้น เพราะบางทีคนที่ใจเธอกำลังเปิดรับ อาจไม่ใช่คนใหม่ในโลกนี้ แต่อาจเป็นคนคุ้นเคยในหัวใจที่เพิ่งกลับมา บ่ายวันนั้นหลังฝนซา เสียงนกร้องกลับมาดังก้องอยู่เหนือแปลงดอกไม้ในสวน พิมพ์ขวัญนั่งปาดเหงื่อข้างแปลงพุดที่เธอเพิ่งใส่ปุ๋ยเสร็จ ดินยังเปียกชื้นจากฝนเมื่อคืน แต่กลิ่นหอมของพุดผสมกลิ่นหญ้าเปียกนั้นกลับทำให้ใจเธอสงบอย่างบอกไม่ถูก ขณะกำลังจะเก็บเครื่องมือเข้าที่ ได้ยินเสียงยายละม่อมร้องเรียกจากหน้าบ้าน “พิมพ์ขวัญลูก พรุ่งนี้ยายจะฝากขนมไปให้ที่โรงเรียนหน่อยได้ไหม พวกเด็ก ๆ ช่วยรดน้ำต้นไม้ให้ยาย เลยอยากตอบแทนเขานิดหน่อย” “ได้เลยจ้ะยาย หนูจะทำให้เลย” และนั่นคือจุดเริ่มของเช้าวันใหม่ที่ต่างจากทุกวัน พิมพ์ขวัญลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ คลำหาเตาอบเล็ก ๆ ที่เก็บไว้ใต้โต๊ะไม้ และลงมือทำขนมอบง่าย ๆ อย่างคุกกี้เนยสดและขนมกลีบลำดวนสูตรโบราณที่เคยเรียนจากแม่ตอนยังเด็ก บ้านเต็มไปด้วยกลิ่นหอมอบอวลของน้ำตาล วนิลา และกลิ่นแป้งอบใหม่ ๆ เธอจัดใส่กล่องอย่างสวยงาม พร้อมแยกใส่กล่องเล็กพิเศษหนึ่งกล่อง กล่องนั้นเธอไม่ได้บอกยายว่าเตรียมให้ใคร เช้าวันศุกร์ เด็ก ๆ วิ่งเล่นในโรงเรียนท่ามกลางเสียงหัวเราะ พิมพ์ขวัญยืนขนมให้ครูประจำชั้นหลายคน และสุดท้ายเธอก็เจอกับเขา ครูธีร์ยืนอยู่ริมรั้วโรงเรียน กำลังสอนเด็กนักเรียนชั้น ป.4 ปลูกต้นดาวเรืองในกระถาง “สวัสดีค่ะคุณครู” พิมพ์ขวัญเอ่ยอย่างมีมารยาท พร้อมยื่นกล่องขนมใบเล็กที่ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าลายดอกไม้ เขารับไว้ด้วยมือที่ดูเกร็งนิด ๆ “ให้ผมหรือครับ” “ก็คุณเป็นครูเหมือนกันนี่คะ ขนมเผื่อคุณครูคนหนึ่งค่ะ” เธอยิ้มเจื่อน ๆ ครูธีร์หัวเราะเบา ๆ เป็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นจากเขา “ขอบคุณครับ ครูคนนี้จะเก็บไว้อย่างดีเลย” ตอนเย็นวันนั้น ฟ้าครึ้มและลมแรงเหมือนฝนจะมาอีกรอบ พิมพ์ขวัญเก็บของอยู่ใต้ถุนบ้านก่อนจะได้ยินเสียงเรียกเบา ๆ จากรั้ว “คุณพิมพ์ขวัญครับ” เสียงทุ้มคุ้นหูทำให้เธอหันไปมอง ครูธีร์ยืนอยู่พร้อมตะกร้าไม้ในมือ “ผมเอาพันธุ์ไม้กับเมล็ดพันธุ์ดอกไม้มาฝากยายครับ เห็นท่านเคยบ่นว่าอยากได้ครับ” พิมพ์ขวัญเดินไปรับ พร้อมยิ้มอย่างซาบซึ้ง “ขอบคุณนะคะ คุณครูน่ารักมากเลย ยายต้องดีใจแน่ ๆ” “ผมยังไม่ได้กลับบ้านเลย ฝนจะตกแล้ว ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ผมขอหลบฝนที่นี่สักครู่ได้ไหมครับ” ฝนเม็ดใหญ่เริ่มโปรยลงมาตามคำพูดของเขา พิมพ์ขวัญรีบพาเขาขึ้นมานั่งตรงชานไม้หน้าบ้านที่มีม้านั่งไม้ยาวไว้ชมสวน พิมพ์ขวัญต้มชาขิงสดใส่ถ้วยเซรามิก แล้ววางลงตรงหน้าเขา ครูธีร์รับไว้เงียบ ๆ ก่อนจะพูดเบา ๆ “บ้านคุณหอมกลิ่นดอกไม้จังเลยครับ” “แล้วบ้านของคุณล่ะคะ” “บ้านของผมก็หอมครับ แต่ยังขาดกลิ่นขนม” พิมพ์ขวัญนิ่งไป เธอจับขอบถ้วยชาแน่น ก่อนจะพูดอย่างเบา ๆ “ถ้าอย่างนั้นเอาขนมไปวางไว้ แล้วกลิ่นของวันนี้จะค่อย ๆ เปลี่ยนไปค่ะ” คืนนั้นฝนตกยาวจนถึงดึก แต่ก่อนที่เขาจะกลับ เธอให้เขาหยิบถุงผ้าผูกด้วยริบบิ้นที่เธอเย็บเองมอบให้ “อะไรครับ” เขาถาม “ของใช้ในครัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ค่ะ ผ้ากันเปื้อนที่ฉันปักดอกพุดไว้…เผื่อจะอยากทำขนมสักวัน” “ผมทำไม่เป็นหรอกครับ” “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” เขายิ้มอีกครั้ง ไม่ได้พูดอะไร แต่ดวงตาของเขาดูอบอุ่นขึ้นกว่าครั้งก่อน ๆ ที่เธอเคยเห็น วันต่อมา ยายละม่อมถือกล่องเล็ก ๆ เดินเข้ามาในครัวที่พิมพ์ขวัญกำลังจัดดอกไม้อยู่ “ขวัญจ๊ะ เมื่อกี้ครูธีร์เอานี่มาให้ ฝากขอบคุณหนูที่เอาขนมไปให้ เขาบอกว่าขนมหมดเร็วมาก แต่เขาชอบกลิ่นกล่องมากที่สุด” พิมพ์ขวัญเปิดกล่องออก ในนั้นมีผ้ากันเปื้อนที่เธอปักลายไว้ และคราบแป้งนิดหน่อยตรงชายผ้า กลิ่นขนมยังติดอยู่จาง ๆ หัวใจเธออุ่นขึ้นอย่างประหลาด “เขาเริ่มลองอบขนมแล้วเหรอยาย” “ยายว่าเขาเริ่มลองอบหัวใจตัวเองให้อุ่นขึ้นอีกครั้งมากกว่า” เพียงมือเล็ก ๆ มือเดียวของเธอ ที่หยิบจับผ้ากันเปื้อน ต้มชา และอบขนม กลับทำให้บ้านที่เคยเงียบเหงาเริ่มมีความหวังอีกครั้ง และเขาคนที่เคยไม่เปิดประตูให้ใคร กำลังเปิดรอยยิ้มให้เธอทีละน้อย เสียงฝนกระทบหลังคาด้านหลังบ้านดังก้องตั้งแต่เย็นย่ำ ฝนเทลงมาไม่ลืมหูลืมตา จนยายละม่อมต้องพับแผนไปตลาดเช้า พอ ๆ กับที่พิมพ์ขวัญต้องเลื่อนการไปรับกล่องหนังสือที่ร้านในอำเภอไปก่อน เธอยืนมองสายฝนจากหน้าต่างห้องใต้หลังคา กลิ่นเปียกชื้นของดินผสมกลิ่นไม้ และกลิ่นกาแฟจากเครื่องชงเล็ก ๆ ที่เธอหยิบออกมาใช้ในรอบหลายสัปดาห์ ทำให้บรรยากาศในบ้านดูคล้ายอยู่ในหนังรักสักเรื่อง “พิมพ์ขวัญ ฝนตกหนักแบบนี้คืนนี้อาจจะท่วมลานหลังบ้าน อย่าลืมดูพวกกระถางเล็ก ๆ ให้ยายทีนะลูก” เสียงยายตะโกนมาจากห้องครัว “ได้เลยจ้ะยาย เดี๋ยวหนูไปดูให้” เธอคว้าเสื้อคลุมกันฝนและไฟฉาย เดินลงมาสำรวจพื้นที่หลังบ้าน ท่ามกลางละอองฝนที่พรำไม่หนักมาก แต่ก็พอให้เสื้อผ้าเปียกชื้น