นิยายชุดเล่ม 1 คลั่งรักคุณอาข้างบ้าน เสียงดนตรีบรรเลงคลอในห้องโถงหรูหราของโรงแรมชื่อดัง บรรยากาศที่ควรเต็มไปด้วยความสุขกลับอึดอัดอย่างน่าประหลาด สายตาหลายคู่หันมองไปที่พิมพ์ลดา เจ้าสาวในชุดกระโปรงยาวสีงาช้างที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีต เธอนั่งตัวตรงบนเก้าอี้ตัวเล็กข้างเวที มือบางกำชายผ้าชุดแน่นจนเย็นเฉียบ นาฬิกาเดินไปเรื่อย ๆ แต่เก้าอี้ฝั่งเจ้าบ่าวยังว่างเปล่า “หนูพิม ไม่เป็นไรนะลูก” สุพัตรา มารดาของเธอเอ่ยเสียงแผ่ว ดวงตาที่เคยเข้มแข็งสั่นไหวอย่างปิดไม่มิด “เดี๋ยวปราณก็คงมา” พิมพ์ลดาเพียงพยักหน้าเบา ๆ รอยยิ้มฝืนประดับบนริมฝีปาก เธอไม่กล้าปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาต่อหน้าผู้คน ไม่ใช่เพราะกลัวเสียหน้า แต่เพราะกลัวว่าถ้าร้องไห้ออกมา เธอจะไม่มีแรงแม้แต่จะนั่งอยู่ตรงนี้ ความจริงแล้ว…ตลอดเวลาที่หมั้นกับปราณ เธอไม่เคยคิดร้ายหรือทำให้เขาลำบากใจเลยสักครั้ง เธอดูแล เอาใจ และพยายามเป็นคู่หมั้นที่ดีเสมอ เพราะบ้านเธอล้มละลาย พ่อป่วยหนักนอนอยู่โรงพยาบาล และการแต่งงานครั้งนี้คือโอกาสเดียวที่จะรักษาหน้าตาของครอบครัวกับสัญญาระหว่างตระกูล แต่เขากลับเลือกจะทิ้งเธอ เพื่อไปหาผู้หญิงอีก ซึ่งเป็นรักแรกของเขา เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ รอบห้อง “สงสัยเจ้าบ่าวหนีงานแต่งแน่” “โธ่…น่าสงสารเจ้าสาว” “เห็นว่าบ้านฝั่งเจ้าสาวล้มละลายนี่นะ ฝั่งเจ้าบ่าวคงไม่อยากแบกภาระ” คำพูดเหล่านั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดซ้ำลงกลางหัวใจ พิมพ์ลดาก้มหน้า หายใจเข้าลึก ๆ พยายามบอกตัวเองให้อดทน แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย “ใครบอกว่าพิมพ์ลดาถูกทิ้ง” เสียงทุ้มต่ำชัดถ้อยชัดคำ ทำให้สายตาทุกคู่หันไปยังต้นเสียง ร่างสูงในสูทสีเทาเข้มก้าวเข้ามาจากประตูทางเข้าด้วยท่วงท่าสง่างาม แสงไฟจากสปอตไลต์สะท้อนลงบนดวงหน้าคมเข้มของภูวินทร์ ริมฝีปากหยักหนาโค้งขึ้นเล็กน้อยแต่ดวงตากลับนิ่งแน่ว พิมพ์ลดาเงยหน้าขึ้น หัวใจของเธอเต้นแรงราวจะทะลุออกมานอกอก อาของชญานันท์ เพื่อนสนิทที่สุดของเธอ และเขาก็คือชายหนุ่มข้างบ้านที่เธอแอบรักมาตลอดหลายปี ยืนอยู่ตรงหน้าในเวลาที่เธออ่อนแอที่สุด ภูวินทร์ก้าวตรงมาหาเธอ ท่ามกลางเสียงฮือฮาของแขกในงาน เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ยื่นมือออกมาราวกับเจ้าชายในเทพนิยาย “พิมพ์ลดา…เธอจะแต่งงานกับฉันไหม” เสียงทุ้มดังพอให้ทั้งห้องได้ยิน เธอเม้มปากแน่น น้ำตาที่กลั้นไว้สั่นคลอ ภาพในหัวตลอดหลายปีผุดขึ้นมา เขาเคยช่วยเหลือเธอตอนเรียนมหาวิทยาลัย เขาคอยปกป้องเธอเวลาโดนคนกลั่นแกล้ง และเขาที่เธอไม่กล้าแม้แต่จะหวัง เพราะเธอถูกหมั้นหมายกับคนอื่นแล้ว วันนี้…เขายืนอยู่ตรงหน้า พร้อมจะเป็นเจ้าบ่าวของเธอ “แต่งค่ะ…” เสียงของเธอแผ่วเบาแต่มั่นคง ได้แต่งกับคนที่แอบรักมานาน ทำไมจะไม่ตกลง รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนใบหน้าคมคายของภูวินทร์ เขากระชับมือเธอแน่นและพาเดินขึ้นเวที ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่ยังไม่หายจากความตกตะลึง สำหรับทุกคน มันคือการพลิกสถานการณ์ที่น่าตื่นเต้น แต่สำหรับพิมพ์ลดา มันคือการเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิตกับผู้ชายที่เธอรักมานาน แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้ครองคู่จริง ๆ ประตูห้องสวีทชั้นบนสุดของโรงแรมถูกปิดลงอย่างเงียบงัน เสียงอึกทึกและดนตรีจากงานด้านล่างถูกกลืนหาย เหลือเพียงความเงียบที่อบอวลไปทั่วห้อง พิมพ์ลดาก้าวเข้าไปช้า ๆ สายตาไล่มองรอบห้องที่ถูกตกแต่งด้วยกลีบกุหลาบสีแดงบนเตียงผ้าขาวสะอาด กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ปนกับกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ให้ความรู้สึกแปลกประหลาดทั้งอบอุ่นและตึงเครียดในเวลาเดียวกัน ภูวินทร์เดินตามเข้ามา ร่างสูงถอดชุดสูทสีเทาเข้มออกแล้ววางลงบนเก้าอี้ ใบหน้านิ่งขรึมทอดมองเธอไม่วาง พิมพ์ลดาไม่กล้าสบตานานนัก จึงหันไปจัดชายกระโปรงของตัวเอง ทั้งที่หัวใจเต้นแรงราวจะหลุดออกมา เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าห้องหอจะเป็นแบบนี้ ไม่ใช่กับผู้ชายที่ถูกหมั้นหมายไว้ตั้งแต่ต้น แต่กับคนที่เธอแอบรักมานาน “เหนื่อยไหม” เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้น ทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย “นิดหน่อยค่ะ” เธอตอบสั้น ๆ สายตายังมองต่ำ เขาก้าวเข้ามาใกล้ หยุดอยู่ตรงหน้า ก่อนจะเอื้อมมือมาถอดปิ่นปักผมที่ประดับอยู่ ผมยาวสลวยของเธอสลายลงมาแตะไหล่พร้อมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลมหายใจของเธอสะดุดเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความใกล้ชิด “คืนนี้…ไม่ต้องกังวลอะไร” น้ำเสียงนั้นหนักแน่น แฝงความอบอุ่นแปลก ๆ “ถือว่าเราเริ่มต้นกันใหม่” พิมพ์ลดาเงยหน้ามองเขา ดวงตาสั่นไหวในแสงไฟสลัว เธอพยักหน้าเบา ๆ แม้ในใจยังมีความไม่มั่นคง แต่ความอบอุ่นจากคำพูดและสายตาของเขาก็ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ยืนอยู่เพียงลำพังอีกต่อไป ภูวินทร์ดึงผ้าคลุมไหล่ของเธอออกอย่างนุ่มนวล แล้วพาเธอไปนั่งบนเตียง ท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงหัวใจของเธอเต้นตอบรับกับทุกการเคลื่อนไหวของเขา แสงไฟสีอุ่นในห้องสวีทส่องลอดผ่านม่านผืนบาง กลิ่นหอมอ่อนของกุหลาบและลมหายใจอุ่นใกล้ชิดทำให้บรรยากาศราวกับหยุดนิ่ง พิมพ์ลดานั่งพิงหมอน ปลายนิ้วกำชายผ้าห่มแน่นราวกับไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรต่อไปดี ภูวินทร์นั่งลงข้างเธอ ร่างสูงโน้มลงมาจนเงาของเขาทาบทับบนใบหน้าของเธอ ความใกล้ชิดนั้นทำให้หัวใจของเธอสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ “ทำไมถึงมาช่วยพิมพ์คะ” เสียงของเธอสั่นไหวเล็กน้อย ทั้งจากความประหม่าและความอยากรู้ ริมฝีปากหยักได้รูปคลี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนที่เขาจะตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มชัด “ตอนนั้น…ทุกคนคิดว่าเธอถูกทิ้ง ฉันไม่ยอมให้เธอต้องยืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว” คำตอบนั้นเหมือนเป็นเหตุผลที่เธอคาดไว้ แต่เพียงครู่เดียวเขาก็พูดต่อ ดวงตาคมลึกจ้องมองเธอตาไม่กระพริบ “แต่ที่จริง…ฉันไม่ได้แค่อยากช่วยเธอแก้สถานการณ์” เขาเอื้อมมือมาเกลี่ยปอยผมที่แก้มเธอเบา ๆ “ฉันอยากได้เธอเป็นเมียของฉันจริง ๆ” พิมพ์ลดาเบิกตากว้างเล็กน้อย หัวใจวูบโหวง “อาภู…หมายความว่า”
“หมายความตามนั้น” เขากระซิบใกล้หู ร่างสูงโน้มเข้ามาอีกเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นรดแก้มสาว “ฉันแอบชอบเธอมานานแล้ว” เขาสารภาพตามตรง ความอบอุ่นจากน้ำเสียงและสายตาของเขาแทรกซึมเข้าไปในหัวใจจนเธอแทบลืมหายใจ ความตกใจผสมความรู้สึกบางอย่างที่เก็บซ่อนมานานทำให้เธอไม่อาจหลบตาเขาได้ มือใหญ่ของภูวินทร์โอบเอวเธอไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเธอจะถอยหนี ริมฝีปากของเขาสัมผัสลงที่หน้าผากอย่างแผ่วเบา ก่อนเลื่อนต่ำลงมาทีละน้อย ทุกสัมผัสเป็นเหมือนคลื่นอุ่นที่ค่อย ๆ โอบล้อมหัวใจและร่างกายของเธอ หัวใจของพิมพ์ลดาเต้นแรงและไร้ทางหนี เธอเพิ่งเข้าใจว่า…เขาไม่ได้แค่มาช่วย แต่ตั้งใจจะครอบครองเธอจริง ๆ ปลายนิ้วอุ่นของภูวินทร์สัมผัสแก้มเธออย่างแผ่วเบา แววตาคมคู่นั้นมองเธอราวกับเธอเป็นสิ่งเดียวในโลกที่เขาต้องการ พิมพ์ลดาแทบไม่กล้าหายใจ กลัวว่าถ้าขยับแม้แต่น้อย บรรยากาศนี้จะสลายไป “พิมพ์ไม่รู้เลย ว่าอาภูคิดกับพิมพ์แบบนี้” เธอเอ่ยเสียงเบา คล้ายกระซิบกับตัวเอง “คงเพราะอาเก็บความรู้สึกนี้เอาไว้ให้ลึกสุดใจ เพราะเธอมีคู่หมั้นแล้ว” เสียงทุ้มแผ่วลง “แต่วันนี้ อาจะไม่เก็บความรู้สึกเอาไว้อีกแล้ว” เขาประคองใบหน้าของเธอเอาไว้ในฝ่ามือ ก่อนกดจูบอย่างอ่อนโยน ราวกับต้องการบอกทุกความรู้สึกที่เก็บมานาน จูบนั้นไม่เร่งเร้า แต่กลับทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก พิมพ์ลดาหลับตาลง ปล่อยให้ตัวเองถูกโอบล้อมด้วยอ้อมกอดแข็งแรงของเขา ความอบอุ่นนั้นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เหมือนทุกกำแพงที่เธอสร้างไว้พังลงทีละน้อย เขาผละออกเล็กน้อย เพียงพอให้มองเห็นริมฝีปากของเธอที่สั่นน้อย ๆ “ไม่ต้องกลัวนะ อาอยากให้คืนนี้เป็นคืนแรกของเรา” คำพูดนั้นทำให้เธอหัวใจวูบไหว รู้สึกทั้งประหม่าและยินยอมโดยไม่รู้ตัว ภูวินทร์ดึงผ้าคลุมไหล่ออกช้า ๆ ราวกับกลัวทำให้เธอตกใจ มือใหญ่ลูบแผ่นหลังเธอเบา ๆ ก่อนจะพาเธอนอนเอนลงบนเตียง กลีบกุหลาบบนผ้าปูเตียงยับยู่ยี่ใต้ร่างของเธอ กลิ่นหอมหวานลอยปนกับความอุ่นร้อนจากร่างกายที่ใกล้ชิด สายตาของเขาไม่เคยละไปจากเธอสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา แต่แฝงความถนอมและเคารพอย่างที่สุด ราวกับเธอเป็นของขวัญล้ำค่าที่เขาเพิ่งได้รับ ทุกสัมผัสที่ตามมา ไม่ได้เร่งเร้า หากแต่ลึกซึ้งและอ่อนโยน ราวกับเขากำลังเขียนคำว่ารักด้วยปลายนิ้วและจูบลงบนผิวกายของเธอทีละนิด จนทั้งห้องหอมีเพียงเสียงหัวใจของทั้งคู่ตอบรับกันอย่างเงียบงัน แสงแดดอ่อนยามเช้าส่องลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาในห้อง กลิ่นหอมจางของกุหลาบยังอบอวลอยู่ พิมพ์ลดาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ร่างกายยังอบอุ่นเพราะถูกโอบไว้ในอ้อมกอดกว้างที่คุ้นเคยตั้งแต่เมื่อคืน ภูวินทร์นอนอยู่ข้างเธอ แขนแข็งแรงพาดอยู่บนเอว ใบหน้าคมยังคงมีรอยยิ้มบาง ๆ ขณะหลับ ราวกับนอนหลับฝันดี พิมพ์ลดามองเขาเงียบ ๆ หัวใจสั่นวูบเมื่อคิดถึงคำพูดเมื่อคืน เขาไม่ได้เพียงแค่มาช่วยเธอจากความอับอาย แต่ตั้งใจจะมีเธอเป็นภรรยาจริง ๆ เธอขยับตัวเบา ๆ แต่ก็ถูกดึงกลับเข้ามาในอ้อมกอดอีกครั้ง เสียงทุ้มง่วง ๆ ดังขึ้นใกล้หู “ตื่นแล้วเหรอภรรยาของอา” แก้มของเธอร้อนวูบกับคำเรียกนั้น “อาภู…ปล่อยก่อนค่ะ” เขาหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่ยอมปล่อย “เมื่อคืนยังบอกว่าจะไม่หนีอา ตอนนี้คิดจะหนีแล้วเหรอ” น้ำเสียงนั้นเจือแววแหย่ปนอบอุ่น ทำให้เธอใจเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม พิมพ์ลดากัดริมฝีปากตัวเอง ไม่รู้จะตอบอะไร เธอรู้เพียงว่าตั้งแต่วินาทีนี้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงการแต่งงานเพื่อรักษาหน้าอีกต่อไป แต่มันคือจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่หัวใจของเธอรอคอยมานาน ภูวินทร์มองสีหน้าเขินอายของเธอ ก่อนจะกดจูบเบา ๆ ที่หน้าผาก “เช้านี้อาขออยู่แบบนี้อีกหน่อย อยากจำว่ามีเธออยู่ข้าง ๆ ตั้งแต่วันแรก” และในความเงียบนั้น หัวใจของพิมพ์ลดาก็ยอมรับอย่างชัดเจน ว่าเธอไม่เพียงแค่ตกลงแต่งงานกับเขา แต่กำลังยอมมอบทั้งหัวใจให้เขาโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ อีก วันต่อมา... แดดยามบ่ายส่องลอดผ่านกระจกหน้าร้านอาหารขนาดกะทัดรัดของพิมพ์ลดา กลิ่นอาหารหอมอบอวลอยู่ทั่ว แต่บรรยากาศกลับเย็นวาบลงทันทีที่ร่างสูงของชายคนหนึ่งก้าวเข้ามา ปราณอดีตคู่หมั้นของเธอ พิมพ์ลดาเงยหน้าขึ้นจากเคาน์เตอร์ รับรู้ถึงแรงกดดันบางอย่างจากสายตาคมที่จ้องมา “มีอะไรหรือคะ” น้ำเสียงเธอสุภาพแต่เรียบเฉย เขาเดินเข้ามาใกล้ สีหน้าเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองปนเสียดาย “ทำไมถึงทิ้งพี่ไปแต่งงานกับคนอื่น” เธอหัวเราะในลำคอแผ่ว ๆ ก่อนแค่นยิ้มเย็น “คำถามนี้…น่าจะต้องถามตัวเองนะคะ ว่าทำไมพี่ถึงหนีฉันไปในวันแต่งงาน แล้วปล่อยให้ฉันยืนอับอายอยู่คนเดียว” คำพูดของเธอเหมือนตบหน้าชายหนุ่มอย่างแรง สีหน้าของปราณเปลี่ยนไป เขาหลบสายตาเพียงชั่วครู่ก่อนเอ่ย “พี่ขอโทษ แต่พี่รักเธอจริง ๆ พี่จะไม่ยอมเสียเธอไป” ไม่ทันให้เธอตอบ เขาก็เอื้อมมือมาคว้าแขนของเธอเอาไว้ พยายามจะดึงเธอเข้าไปกอด “ปล่อย!” พิมพ์ลดาดิ้นสุดแรง เสียงจานช้อนกระทบกันดังเพราะเธอเผลอชนกับโต๊ะ ประตูร้านถูกผลักเปิดอย่างแรง เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังเข้ามา ภูวินทร์ก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมวาวโรจน์เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เพียงชั่ววินาที หมัดหนัก ๆ ของเขาก็ซัดเข้าที่ใบหน้าของปราณอย่างจัง ร่างสูงของอดีตคู่หมั้นเซถอยไปชนกับโต๊ะทางด้านหลัง “จำไว้ให้ดี” เสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยแรงกดดัน “พิมพ์ลดาคือเมียของฉัน อย่ามายุ่งอีก” บรรยากาศในร้านเงียบกริบ เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของทุกคน ปราณยกมือแตะมุมปากที่มีเลือดซึม แต่ยังไม่ทันพูดอะไร ภูวินทร์ก็ขยับเข้าไปยืนบังพิมพ์ลดาไว้เต็มตัว แววตาของเขาชัดเจนว่านี่คือคำเตือนครั้งสุดท้าย พิมพ์ลดายืนตัวแข็งอยู่ด้านหลังของภูวินทร์ เธอยังหายใจไม่ทั่วท้องจากแรงกระชากเมื่อครู่ มือเย็นเฉียบแม้ในร้านจะอบอุ่น ภูวินทร์หันมามอง สีหน้าเขานิ่ง แต่แววตายังมีประกายโกรธที่ไม่จางหายไป “ไม่เป็นไรแล้วนะ” เธอส่ายหน้าเบา ๆ “อาภู เขาไม่น่าทำแบบนี้เลย” เสียงของเธอสั่นน้อย ๆ ทั้งจากตกใจและความขุ่นเคือง “เพราะเขาไม่รู้จักคำว่าปล่อยวาง” ภูวินทร์ตอบเสียงหนักแน่น ก่อนจะเอื้อมมือมากุมมือเธอเอาไว้ “แต่อาจะไม่มีวันปล่อยให้ใครมาทำอะไรเธอได้อีก” คำพูดนั้นทำให้หัวใจของพิมพ์ลดาอุ่นวาบ เธอมองเขาเงียบ ๆ เห็นความจริงจังในดวงตาคม และรู้สึกว่าความกลัวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความมั่นคงอย่างประหลาด
“กลับบ้านกัน” เขาพูดเสียงนุ่ม ก่อนจะถอดสูทออกคลุมไหล่ให้เธออย่างอ่อนโยน “อาไม่อยากให้เธออยู่ที่นี่คนเดียวอีก อาเป็นห่วง” เธอพยักหน้าเบา ๆ ก้าวเดินข้างเขาออกจากร้าน แม้หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะจากเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่ทุกย่างก้าวที่มีเขาเดินเคียงข้าง ก็ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ต้องเผชิญอะไรเพียงลำพังอีกต่อไป เสียงประตูบ้านปิดลงเบา ๆ พิมพ์ลดาถอดรองเท้า วางกระเป๋าไว้บนโซฟา ก่อนทิ้งตัวนั่งลงอย่างหมดแรง เหตุการณ์ในร้านยังติดอยู่ในหัว ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ภูวินทร์เดินเข้ามาวางแก้วน้ำตรงหน้า “ดื่มหน่อย จะได้หายใจโล่ง ๆ” เธอรับแก้วน้ำมาดื่มช้า ๆ แล้วเงยหน้ามองเขา แววตาคมยังจับจ้องเธอไม่วาง ราวกับกำลังตรวจสอบให้แน่ใจว่าเธอไม่เป็นอะไร “อาภู…ขอบคุณนะคะ ที่มาทัน” เสียงเธอแผ่ว แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ เขานั่งลงข้างเธอ มือใหญ่เอื้อมมาประคองมือของเธอ “ไม่ต้องขอบคุณ พิมพ์เป็นเมียของอา การปกป้องเธอคือสิ่งที่อาต้องทำอยู่แล้ว” หัวใจของพิมพ์ลดาอุ่นวาบ เธอก้มหน้าหลบ แต่ก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างจากสายตาของเขา ภูวินทร์ค่อย ๆ ใช้มืออีกข้างเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปิดแก้ม ก่อนก้มลงแตะริมฝีปากที่หน้าผากอย่างอ่อนโยน “อาไม่อยากเห็นเธอร้องไห้เพราะใครอีก” เขากระซิบใกล้ ๆ เสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น พิมพ์ลดารู้สึกเหมือนหัวใจถูกโอบล้อมด้วยความอบอุ่น เธอเผลอเอนตัวเข้าไปซบอกเขา กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ และจังหวะหัวใจสม่ำเสมอของเขาทำให้ความตึงเครียดค่อย ๆ คลายลง ภูวินทร์ยกแขนขึ้นโอบร่างเธอแน่นขึ้น “อยู่กับอา…เธอจะปลอดภัย” ในความเงียบของค่ำคืนนั้น เสียงหัวใจของทั้งคู่ดังชัดเจนกว่าทุกสิ่งและพิมพ์ลดาก็รู้ว่า สำหรับเธอแล้ว อ้อมกอดนี้คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด พิมพ์ลดายังคงซบอยู่บนอกกว้างของภูวินทร์ เสียงหัวใจของเขาเต้นมั่นคงเหมือนเป็นจังหวะที่ปลอบเธอให้สงบลง เธอหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับไม่อยากให้เวลานี้ผ่านไป “พิมพ์” เสียงทุ้มของเขาเรียกเบา ๆ แต่ชัดพอให้เธอเงยหน้ามอง สายตาคมนั้นแน่วแน่ “อาอยากให้เธอรู้…ว่าอาแต่งงานกับเธอไม่ใช่เพราะบังเอิญ หรือเพราะสงสาร” เธอกะพริบตา ราวกับไม่แน่ใจว่าจะได้ยินอะไรต่อจากนี้ “อารักเธอจริง ๆ” คำพูดสั้น ๆ แต่หนักแน่น เขาไม่ละสายตาแม้แต่วินาทีเดียว “รักมาตั้งนานแล้ว…ก่อนจะมีเรื่องวันนั้นด้วยซ้ำ” หัวใจของพิมพ์ลดาเต้นแรง ราวกับถูกปลดโซ่ที่พันธนาการความรู้สึกไว้ตลอดหลายปี เธออยากถามให้แน่ใจ แต่ริมฝีปากกลับไม่เอื้อนเอ่ยคำใด ภูวินทร์ยกมือแตะข้างแก้มนุ่ม แรงสัมผัสอุ่นพอดี “และอาจะไม่ให้ใครมาพรากเธอไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาของเธอ แต่เป็นน้ำตาที่เต็มไปด้วยความสุขและความโล่งใจ เธอเพียงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเอนตัวกลับเข้าสู่อ้อมกอดนั้นอีกครั้ง สำหรับพิมพ์ลดา…คืนนี้ไม่ใช่แค่คืนที่เธอได้รับการปกป้อง แต่มันคือคืนที่เธอได้ยินคำตอบที่หัวใจเธอเฝ้ารอมานาน วันต่อมา... เสียงหัวเราะของพิมพ์ลดากับชญานันท์ดังสอดประสานไปกับเสียงพูดคุยรอบ ๆ ร้านอาหารในห้างชื่อดัง หลังจากอิ่มกับมื้อกลางวัน ทั้งคู่ก็พากันเดินชมร้านค้าตามชั้นต่าง ๆ อย่างเพลิดเพลิน “วันนี้อาภูอนุญาตให้พิมพ์กับนันชอปได้เต็มที่นะ” ชญานันท์ยิ้มตาด้วยดวงตาเป็นประกาย พลางชูบัตรสีดำในมือ “นี่บัตรของอาภู รูดได้ไม่อั้นเลย” พิมพ์ลดาหัวเราะเบา ๆ “อาภูใจดีจัง” “ก็ห้างนี้ของอาเขานี่นา จะให้เดินแบบมือเปล่ากลับบ้านได้ไง” ชญานันท์แกล้งพูดแล้วดึงเธอเข้าร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดัง ตลอดการเดินเลือกของ พิมพ์ลดาได้แต่หยิบดูเพลิน ๆ บ้าง ลองเสื้อบ้าง แต่ก็วางกลับคืนที่เดิมเกือบทั้งหมด ซื้อเพียงชุดทำงานไม่กี่ชิ้นและของฝากเล็ก ๆ สำหรับบิดามารดา “พิมพ์นี่ไม่เหมือนคนอื่นเลยนะ” ชญานันท์หันมาบ่นเบา ๆ ตอนอยู่ในลิฟต์ “ถ้าเป็นคนอื่นคงกวาดหมดแล้ว” พิมพ์ลดายิ้มบาง ๆ “อาภูหาเงินมาเหนื่อย จะให้พิมพ์ผลาญเล่นได้ไง” คำพูดนั้นแม้จะเรียบง่าย แต่เมื่อภูวินทร์ได้ยินจากปากของพนักงานที่คอยรายงาน เขากลับยิ้มพอใจอยู่มุมหนึ่งของห้าง เธอไม่รู้เลยว่าทุกย่างก้าวของเธอในวันนี้ เขาเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู พิมพ์ลดาเดินเคียงกับชญานันท์ หิ้วถุงของไม่กี่ใบในมือ หลังจากชอปปิงเสร็จก็เตรียมจะกลับ แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง “อ้าว…ใครจะไปคิดว่าจะมาเจอ เจ้าสาวถูกทิ้ง ที่นี่” พิมพ์ลดาหยุดก้าว หันไปเห็นหญิงสาวแต่งตัวจัดเต็มในชุดเดรสสีแดงสด ศศิพรรณยืนอยู่กับเพื่อนสนิทอย่างพิชญา ทั้งคู่มองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเยาะเย้ย ชญานันท์ขมวดคิ้ว แต่พิมพ์ลดากลับยิ้มบาง ๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน “ค่ะ…แล้ว” ศศิพรรณหัวเราะในลำคอ “ก็แค่สงสารน่ะ วันแต่งงานทั้งที เจ้าบ่าวดันหนีไปหาผู้หญิงอื่น” “ดีสิคะ” พิมพ์ลดาตอบเสียงราบ แต่แฝงความคมกริบ “เพราะฉันไม่ได้รักเขาอยู่แล้ว ถ้าเธออยากเอาขยะของฉันไป ก็เอาไปเถอะ ฉันยกให้” แววตาของศศิพรรณแข็งขึ้นทันที แต่พิมพ์ลดายังพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย “อีกอย่าง…เลิกกันก็ดีแล้ว เพราะมันทำให้ฉันได้เจอผู้ชายที่ดีกว่าร้อยเท่าพันเท่า ทั้งหล่อ ทั้งรวย นิสัยก็ดี โคตรโชคดีที่โดนทิ้งจริง ๆ” ชญานันท์ถึงกับยกมือปิดปากกลั้นหัวเราะ ส่วนพิชญาที่ยืนอยู่ข้างศศิพรรณหน้าซีดไม่ต่างจากเพื่อนสาว สีหน้าของศศิพรรณแทบปริแตก แต่เธอกลั้นไว้เต็มที่ ก่อนจะเชิดหน้าแล้วสะบัดตัวเดินจากไป ไม่กล้าพูดอะไรอีก พิมพ์ลดามองตามด้วยรอยยิ้มมุมปาก เธอรู้ดีว่าครั้งนี้…เธอไม่ได้เป็นฝ่ายที่ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมอีกต่อไป หลังจากศศิพรรณกับพิชญาเดินวนตามพิมพ์ลดามาสักพัก พวกเธอก็เริ่มคุยกันเสียงดังเหมือนตั้งใจให้ได้ยิน จริงๆ ไม่ได้หนี แต่ถอยไปตั้งหลักและเตรียมเยาะเย้ยต่อ “ปราณเขาให้บัตรมารูดไม่อั้นนะ จะซื้อของหมดร้านก็ยังไหว” ศศิพรรณยกบัตรเครดิตสีทองขึ้นโชว์อย่างอวด ๆ พิชญาหัวเราะเสริม “ใช่ ๆ คนบางคนก็ได้แค่ผู้ชายมาช่วยแก้หน้าในงานแต่ง ไม่ได้ให้เงินอะไรมากมายหรอก” พิมพ์ลดาหันมามองสองสาวด้วยรอยยิ้มมุมปาก