หลังสลับคู่ ฉันจะพลิกผันชะตากรรม
บทที่ 1 กลับมาเกิดใหม่ในวันที่ต้องเลือกสามี

“คุณท่านครับ ผมขอไม่พูดเรื่องอื่นล่ะกันนะครับ แต่ลูกสาวของผมทั้งสองคนนี้ ไม่เลวเลยนะครับ! สำหรับความเหมาะกับลูกชายของท่านแล้ว ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลยนะครับ! “ท่านวางใจได้ รอให้ทั้งสี่คนแต่งงานกันเมื่อไร ท่านจะต้องได้รู้แน่ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ถูกต้องที่สุด!” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหู ซูชิงหยวนลืมตาขึ้นพรวด พร้อมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เธอไม่ได้ตกจากชั้นสิบแปดจนตายไปแล้วเหรอ? แล้วทำไมเธอถึงมาอยู่ในวิลล่าตระกูลซูได้ล่ะ? กระจกหน้าต่างในห้องรับแขกสะอาดใสกริ้ง แสงอาทิตย์สาดลงมาจากหลังคากระจก กลิ่นดอกไม้อ่อน ๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ซูชิงหยวนจำทุกอย่างขึ้นมาได้แล้ว นี่มัน… เป็นปีที่คุณปู่ตระกูลหลิง มาเจรจาเรื่องการแต่งงานกับตระกูลซูเพื่อสองครอบครัวจะได้ดองกันหนิ! และปีนี้เองที่เธอเลือกคุณชายรองตระกูลหลิง หลิงโม่เฉิน ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่มืดมนของเธอในเวลาต่อมา จนค่อย ๆ พาเธอเข้าสู่ความตาย หรือว่า…เธอกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง? ดีจัง ในเมื่อสวรรค์มอบโอกาสให้เธอเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เธอจะไม่มีวันทำผิดซ้ำอีกเป็นอันขาด คนที่เคยทำร้ายเธอพวกนั้น…จะต้องชดใช้ด้วยเลือดทั้งหมด! ตะกูลหลิงอาศัยอยู่ที่เมือง A ทำกิจการมากมายหลายประเภท การได้เกี่ยวดองกับตระกูลหลิง เป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝันมาตลอด แต่สุดท้ายตระกูลหลิงกลับเลือกตระกูลซู เพราะปู่ทั้งสองตระกูลเคยเป็นสหายร่วมรบกันมาก่อน ปู่ซูเคยช่วยชีวิตปู่หลิงไว้ จึงเคยสัญญาให้ลูกหลานทั้งสองของตระกูลหมั้นหมายกันไว้ตั้งแต่เด็ก เมื่อเห็นว่าหลานของทั้งสองตระกูลต่างก็ถึงวัยเหมาะสมแก่การแต่งงาน ไม่ว่าการแต่งงานนี้จะเป็นไปได้ด้วยดีหรือไม่ ตระกูลหลิงก็ต้องมาเจรจาก่อน ตลอดหลายปีมานี้กิจการของตระกูลซูตกต่ำลงเรื่อย ๆ ไม่คิดเลยว่าตระกูลหลิงจะยังยึดถือสัญญาเดิมเอาไว้ พวกเขาดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ แล้วจะปฏิเสธได้อย่างไร? ดวงตาของซูชิงหยวนหม่นลง ชาติที่แล้ว น้องสาวคนดีของเธอ ซูหยูรานแย่งโอกาสไปก่อน เลือกแต่งกับหลิงเยี่ยนโจว คุณชายใหญ่ของตระกูลหลิง เพียงเพราะหลิงเยี่ยนโจวเป็นผู้สืบทอดในวงการธุระกิจระดับสูงของตระกูลหลิง การได้แต่งกับเขา ชีวิตภายภาคหน้าจะต้องสุขสบายไร้กังวล และเต็มไปด้วยเกียรติยศชื่อเสียง แต่ว่า… หลิงเยี่ยนโจวในความเป็นจริงนั้นมีคนที่รักอยู่แล้ว การแต่งงานกับลูกสาวตระกูลซู ก็เป็นเพียงการทำตามความต้องการของพ่อแม่ที่ถูกบังคับให้แต่งงานเท่านั้น หลังแต่งงาน หลิงเยี่ยนโจวและซูหยูรานต่างรักษาระยะห่างต่อกัน ต่อหน้าผู้คนดูเหมือนคู่รักหวานชื่น แต่ความจริงแล้ว ต่างคนต่างใช้ชีวิตของใครของมัน ซูหยูรานถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมาตลอด จะทนได้อย่างไรที่ต้องแพ้ให้กับผู้หญิงคนอื่น? เธอพยายามทำร้ายหญิงคนรักของหลิงเยี่ยนโจวหลายครั้ง และท้ายที่สุดถึงขั้นผลักหลิงเยี่ยนโจวชูให้เข้าสู่ความตาย… ส่วนซูหยูรานเองก็ไม่ได้จบดีนัก สุดท้ายต้องพบจุดจบด้วยการเสียชีวิตจากการคลอดบุตร สำหรับซูชิงหยวนเองนั้น… เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น และสบตากับหลิงโม่เฉินพอดี อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มอันอบอุ่นสดใสออกมา เขามีท่าทางสุภาพนุ่มนวล รอยยิ้มบางเบา ดูละมุนละไม เป็นลักษณะแบบคุณชายโบราณที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในโลกออนไลน์ทุกวันนี้ แต่ซูชิงหยวนกลับตัวสั่นด้วยความขยะแขยง ไม่มีใครรู้ดีเท่าเธอว่า ภายใต้ใบหน้าที่อ่อนโยนของหลิงโม่เฉินนั้น ซ่อนสัตว์เดรัจฉานในคราบมนุษย์แบบไหนเอาไว้ ความทรงจำในชาติก่อนหลั่งไหลกลับมาไม่หยุด ใบหน้าของซูชิงหยวนซีดเผือดในทันที ด้วยสัญชาตญาณ เธอหลบสายตาของหลิงโม่เฉินทันที “ในเมื่อประธานซูเองก็มีความตั้งใจอยู่แล้ว งั้นให้สาว ๆ เป็นคนตัดสินเองเลยดีไหม ว่าต้องการแต่งกับใคร?” คุณปู่หลิงหัวเราะพลางเอ่ยว่า “ถึงสมัยนี้จะไม่ฮิตแต่งงานแบบไม่ได้รู้จักหน้าค่าตากันแล้วก็ตาม แต่สำหรับชนชั้นพวกเรา ก็ยังต้องระมัดระวังให้ดี อย่าให้ใครมาหลอกได้ โดยเฉพาะผู้หญิง เดี๋ยวนี้มีผู้ชายมากมายที่อยากเอาเปรียบผู้หญิงอยู่เต็มไปหมด” พ่อซูหัวเราะพลางพยักหน้า “ใช่” ซูชิงหยวนก้มตาลง มือซ้ายบีบนิ้วหัวแม่แม่ฝั่งขวาแน่น ความเจ็บแปลบทำให้สติของเธอชัดเจนขึ้น ตระกูลซูจะไม่ปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้แน่นอน เพราะเธอและซูหยูรานไม่มีสิทธิ์เลือก “พ่อ!” ซูหยูรานรีบพูดขึ้นทันทีว่า “ฉันเลือกหลิงโม่เฉิน” ซูชิงหยวนชะงักเล็กน้อย ทำไมการเลือกของซูหยูรานในครั้งนี้ถึงแตกต่างจากชาติก่อนโดยสิ้นเชิง? แม่เลี้ยงหลินเหมียนที่อยู่ข้าง ๆ จ้องเธอเขม็งพร้อมกดเสียงต่ำ “คิดให้ดีนะ!” หลิงเยี่ยนโจวอนาคตจะได้เป็นผู้สืบทอดธุรกิจของตระกูลหลิง ส่วนหลิงโม่เฉินก็เป็นแค่นักวิจัยหัวทึบ แต่งกับเขาแล้วมีอะไรดี? “ฉันเลือกหลิงโม่เฉิน” ซูหยูรานลุกขึ้นยืน แล้วยิ้มอย่างสดใสให้หลิงโม่เฉิน หลิงโม่เฉินก็ส่งยิ้มกลับไปเช่นกัน แต่พอสายตาเลื่อนมายังซูชิงหยวน เขากลับชะงักเล็กน้อยก่อนจะเบือนสายตาไปทางอื่น ซูเจิ้นปังขมวดคิ้วเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยเห็นด้วยกับการเลือกของซูหยูราน แต่เพราะเขารักและตามใจเธอมาตลอด จึงไม่ได้เอ่ยทักท้วงอะไร “แล้วชิงหยวนล่ะ เลือกใคร?” เขาถาม ซูชิงหยวนสูดหายใจเข้าลึก ๆ ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น จากนั้นยกมือชี้ไปทางหลิงเยี่ยนโจว อีกฝ่ายมีสีหน้าเย็นชา เพียงแค่เงยตามองเธอแวบหนึ่งก่อนจะดึงสายตากลับไปทันที ตอนที่ลดมือลง เธอรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความหยอกเย้าจับจ้องมาที่เธอจากด้านข้าง เป็นปฏิกิริยาตอบสนองโดยไม่รู้ตัว ทำให้แผ่นหลังเธอเย็นวาบขึ้นมา ซูชิงหยวนกลืนน้ำลายลงคออย่างแรง หลังจากนั้นมีการพูดคุยอะไรกันต่อ ซูชิงหยวนก็ไม่ได้ตั้งใจฟังนัก เวลาส่วนใหญ่มัวแต่เหม่อลอยอยู่เป็นพัก ๆ เธอเริ่มสงสัยที่เธอได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง บางทีอาจเป็นเพียงความฝันเท่านั้น แต่เมื่อบีบไปที่ร่องนิ้ว เธอสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด เลยวางใจลง คุยเรื่องสำคัญจบแล้ว ทุกคนจึงย้ายไปยังห้องอาหารตระกูลซู หลังทานอาหารเสร็จ คนของตระกูลหลิงก็ลุกกลับออกไป ดวงตาที่มีเสน่ห์ของหลิงโม่เฉิน แล้วกล่าวคำอำลากับทุกคนอย่างอ่อนโยน ส่วนหลิงเยี่ยนโจวไม่ได้แม้แต่จะเหลือบมองสองพี่น้องครอบครัวซูเลยสักนิด เขาหันหลังแล้วเดินจากไปทันที พอไม่มีสายตาของหลิงโม่เฉินจับจ้อง ซูชิงหยวนก็ถึงกับถอนหายยใจออกมาเฮือกใหญ่ ซูชิงหยวนลุกขึ้นแล้วเดินกลับเข้าห้อง ระหว่างเดินผ่านห้องทำงาน เธอก็ได้ยินเสียงสนทนาลอยออกมา “เธอบ้าหรือไง เลือกหลิงโม่เฉินทำไม? มีหลิงเยี่ยนโจวอยู่ หลิงโม่เฉินไม่มีวันได้เป็นทายาทตระกูลหลิงไปตลอดชีวิตหรอก” แม่เลี้ยงหลินเหมียนต่อว่าซูหยูรานอย่างไม่สบอารมณ์ ใช่ ซูหยูรานกับซูชิงหยวนเป็นพี่น้องร่วมพ่อแต่คนละแม่ แม่เพิ่งเสียได้ไม่ถึงปี พ่อก็รับแม่เลี้ยงเข้ามาในบ้าน และเธอก็ย้ายเข้ามาพร้อมกัน รวมถึงซูหยูรานด้วย เห็นได้ชัดว่าตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ พ่อก็มีคนอื่นอยู่แล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้อยู่ในบ้านของตนเอง ซูชิงหยวนกลับใช้ชีวิตไม่ต่างจากผู้อาศัย “แม่ แม่ไม่เข้าใจ!” เสียงของซูหยูรานดังลอดออกมา “หลิงเยี่ยนโจวน่ะมีคนในใจอยู่แล้ว ที่ยอมตกลงแต่งงานกับตระกูลซูครั้งนี้ ก็แค่เพื่อเอาไว้รับมือกับแรงกดดันเรื่องแต่งงานจากพ่อแม่เขาเท่านั้น! ผู้ชายแบบนั้น ต่อให้ฉันทุ่มเทสุดตัว เขาก็ไม่มีวันหันมามองฉันแม้แต่น้อย” “แต่ถ้าแต่งกับหลิงโม่เฉิน ก็เท่ากับยกตำแหน่งว่าที่ภรรยาทายาทตระกูลหลิงในอนาคตให้ซูชิงหยวนไปง่าย ๆ ไม่ใช่เหรอ!” “ฮึ อย่างเธอน่ะเหรอ คิดว่าเหมาะสมเหรอ? ในใจของหลิงเยี่ยนโจว ไม่มีใครเทียบเท่าคนในใจของเขาได้เลย ต่อให้ซูชิงหยวนได้แต่งเข้าไปจริง ๆ ด้วยนิสัยทื่อ ๆ ของเธอ ไม่มีทางทำให้หลิงเยี่ยนโจวชายตามองเธอหรอก แต่หลิงโม่เฉินนั้นต่างออกไป เขาเป็นคนอ่อนโยน สุภาพ ใส่ใจคนรอบข้าง และยิ่งซื่อสัตย์ต่อคู่ครองเป็นพิเศษ อีกอย่างสุดท้ายตำแหน่งผู้สืบทอดของตระกูลหลิงจะตกเป็นของใคร ไม่แน่นอนหรอก ซูชิงหยวนก้มตาเล็กน้อย ก่อนผลักประตูเดินเข้าไปข้างใน เธอพิงแผ่นหลังกับประตู ยกมือขึ้นมองผิวขาวเนียนไร้ตำหนิบริเวณข้อมือของตนเอง ไม่เหมือนชาติที่แล้ว ตรงนี้เคยมีแผลเป็นใหญ่และลึก แต่ตอนนี้กลับไร้ร่องรอยเหลืออยู่เลย ซูหยูรานคิดว่าหลิงโม่เฉินเป็นคนรักเดียวใจเดียวไม่เคยเปลี่ยน แต่ความจริงแล้ว เธอเข้าใจผิดทั้งหมด ความเป็นจริงแล้ว หลิงโม่เฉินเป็นคนโหดเหี้ยม ใช้วิธีการที่รุนแรงไร้ความปราณี และเชี่ยวชาญในการควบคุมจิตใจผู้อื่น เป็นอย่างมาก ชาติที่แล้ว เขาได้ขึ้นเป็นผู้ชนะ ก็เพราะเหยียบย่ำเลือดเนื้อของเธอ! แต่ในชาตินี้ ไม่ว่าจะอย่างไร เธอจะไม่มีวันพลาดซ้ำอีกเป็นอันขาด!

บทที่ 2 ข้อตกลงก่อนแต่งงาน ต่างฝ่ายไม่ก้าวก่ายกัน

ตามธรรมเนียม เช้าวันถัดมา ซูชิงหยวนกับซูหยูรานถือของขวัญไปเยี่ยมบ้านตระกูลหลิง เพื่อไปดูตัว มื้อนั้นทุกคนทานกันอย่างเกรงอกเกรงใจ มองแล้วไม่ได้มีอันใดผิดปกติ มื้อกลางวันจบลง แม่หลิงยิ้มอย่างอ่อนโยน “ทั้งสองต่างก็เป็นเด็กดีกันทั้งคู่ ไม่ต้องมานั่งเฝ้าผู้ใหญ่หรอก ไหน ๆ วันนี้ก็ได้มาเจอกันแล้ว ออกไปเที่ยวเล่นกันเองเถอะ” คนอื่น ๆ ก็ขานรับพร้อมกัน ซูชิงหยวนจึงลุกขึ้นตามไปด้วย ชั่วพริบตา ห้องรับประทานอาหารก็ไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว “ซูชิงหยวน” จู่ ๆ ก็มีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมา ไม่รู้ว่าหลิงเยี่ยนโจวมายืนข้างเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ สีหน้าเรียบนิ่งไร้อารมณ์ “ตามผมมา” ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตอบ หลิงเยี่ยนโจวก็หันหลังเดินจากไปแล้ว ซูชิงหยวนได้แต่จำใจ รีบก้าวตามเขาไปอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่เดินตรงเข้าไปจนถึงห้องหนังสือ หลิงเยี่ยนโจวปิดประตูลงอย่างไม่ใส่ใจนัก มีเสียงปังดังขึ้นเบา ๆ เสียงนั้นกลับไปสะกิดเส้นประสาทอันอ่อนไหวในห้วงความทรงจำของซูชิงหยวน เพียงชั่วเสี้ยววินาทีเธอก็ถูกดึงให้หวนกลับไปยังชีวิตในชาติก่อน ทุกครั้งที่หลิงโม่เฉินเห็นว่าเธอไม่เชื่อฟัง เขาก็จะลากเธอเข้าห้อง ถอดหน้ากากปลอม ๆ ออก หยิบเข็มขัดขึ้นมา แล้วลงมือสั่งสอนเธออย่างโหดเหี้ยม! สายเข็มขัดฟาดลงบนร่าง ก่อให้เกิดความเจ็บแสบไปทั่วตัว ซูชิงหยวนสะดุ้งเฮือกด้วยสัญชาตญาณ แล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว หลิงเยี่ยนโจวเหมือนเพิ่งได้สติกลับมา ชะงักเล็กน้อย ก่อนถอยออกมาพอให้มีระยะห่างอย่างเหมาะสม “ไม่ต้องกังวล ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก คำพูดบางอย่าง คุยกันเป็นการส่วนตัวจะเหมาะกว่า” ซูชิงหยวนดึงสติกลับมา มือข้างหนึ่งกำแน่น “รู้แล้ว” เธอเพียงแค่ยังสลัดเงาดำที่หลิงโม่เฉินทิ้งไว้ในใจออกไปไม่ได้ก็เท่านั้น ซูชิงหยวนตั้งสติ ก่อนมองสำรวจหลิงเยี่ยนโจวที่อยู่ตรงหน้า ในชาติก่อน เธอเคยเจอเขาเพียงสองครั้งเท่านั้น ครั้งหนึ่งคือตอนที่ตระกูลซูและตระกูลหลิงตกลงหมั้นกัน และอีกครั้ง… คือหลังจากที่เขาประสบอุบัติเหตุ รถชนจนเสียโฉมและเดินไม่ได้ ได้แต่นั่งอยู่บนรถเข็นเท่านั้น และครั้งนั้น ซูชิงหยวนก็เพียงได้เห็นเขาอยู่ไกล ๆ แค่แวบเดียวเท่านั้น เมื่อเทียบกับหลิงเยี่ยนโจวผู้ชั่วช้าในชาติที่แล้ว หลิงเยี่ยนโจวในชาตินี้ที่ยังไม่ประสบอุบัติเหตุใด ๆ กลับเหมาะสมกับสมญานามที่ว่าไร้ความปราณีและเด็ดขาดกว่ามาก เขาสูงเกือบร้อยเก้าสิบเซ็นติเมตร เซ็ตผมปาดเรียบ สวมเชิ้ตสีเข้มเข้าชุดกับกางเกงสูท แขนเสื้อพับขึ้น เผยให้เห็นกล้ามเนื้อท่อนแขนแน่นชัดเจน “มีเรื่องอะไรเหรอ?” ซูชิงหยวนหลุบตาลงต่ำ อยู่ดี ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจเธอ ถ้าคนอย่างหลิงเยี่ยนโจวที่หนักขนาดนี้คิดจะทำร้ายเธอจริง ๆ เธอคงทนได้ไม่กี่ครั้งเป็นแน่ หลิงเยี่ยนโจวเดินไปที่โต๊ะหนังสือ หยิบเอกสารข้อตกลงหนึ่งชุดขึ้นมาจากกอง ก่อนโยนมาวางตรงหน้าเธอ “พูดกันให้ชัดไว้ก่อน ถึงผมจะตกลงจะแต่งงาน แต่ความจริงแล้วเราไม่ได้มีความรู้สึกต่อกันแม้แต่นิดเดียว” ซูชิงหยวนรู้อยู่แล้วว่า เขามีคนรักอยู่ในใจแล้ว “ผมคิดว่าคุณเองก็คงจำใจ หรือมีเหตุผลบางอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงได้ยอมแต่งงานกับผมเหมือนกัน” หลิงเยี่ยนโจวเลื่อนเอกสารเข้ามาใกล้เธอเล็กน้อย “ดังนั้นก่อนที่การแต่งงานของเราจะสิ้นสุดลง ผมหวังว่าคุณจะทำตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในข้อตกลงนี้ หลังแต่งงานเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เราต้องแสร้งทำเป็นสามีภรรยาที่รักกันดี ส่วนเมื่ออยู่ลับหลังคน ผมจะไม่แตะต้องคุณ และจะไม่ก้าวก่ายชีวิตของคุณ เช่นเดียวกัน คุณเองก็ห้ามก้าวก่ายชีวิตของผมเหมือนกัน” ซูชิงหยวนเงยหน้าขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงเร่งรีบเล็กน้อยว่า “จริงเหรอ? !” ปฏิกิริยาของเธอดูแปลกไป หลิงเยี่ยนโจวยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยข้างหนึ่ง “ดูเหมือนคุณจะตั้งตารอซะเหลือเกินนะ?” “เปล่า” ซูชิงหยวนเม้มริมฝีปาก รีบหยิบสัญญาขึ้นมาอ่านอย่างละเอียด ข้อตกลงนั้นเป็นธรรมและตรงไปตรงมา เนื้อหาโดยรวมก็เป็นเพียงข้อควรปฏิบัติต่าง ๆ หลังการแต่งงานเท่านั้น ซูชิงหยวนไม่มีข้อโต้แย้งอะไร เธอหยิบปากกาขึ้นมาเตรียมจะเซ็นชื่อของตัวเองลงไป แต่ก่อนปลายปากกาจะสัมผัสกระดาษ เธอกลับชะงักมือไว้กลางอากาศ “มีอะไรเหรอ?” หลิงเยี่ยนโจวขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ยังมีตรงไหนที่คุณไม่เข้าใจอีกเหรอ?” ซูชิงหยวนเงยหน้ามองเขา “หลิงเยี่ยนโจวถ้าหลังแต่งงานฉันทำงานวิจัยต่อ คุณก็จะไม่เข้ามายุ่งใช่ไหม?” หลิงเยี่ยนโจวยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ใช่ ผมบอกแล้วไง พอผ่านพิธีไป เราก็ใช้ชีวิตใครชีวิตมัน” ในจังหวะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หลิงเยี่ยนโจวรับสายทันที น้ำเสียงที่เคยเย็นชาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวผมให้คนไปเดี๋ยวนี้ ทางนี้ผมจัดการเสร็จแล้ว อีกเดี๋ยวผมจะรีบตามไป” ท่าทางและน้ำเสียงตอนเขารับโทรศัพท์ แตกต่างจากเวลาที่อยู่กับซูชิงหยวนอย่างสิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่าเขาให้ความสำคัญกับคนปลายสายเป็นอย่างมาก ซูชิงหยวนกลับรู้สึกโล่งใจ เธอรีบตวัดปลายปากกาเซ็นชื่อลงบนเอกสารทันที หลิงเยี่ยนโจววางสาย แล้วหันกลับมา เห็นว่าเธอเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว เขาพยักหน้าเล็กน้อย “ขอบคุณ” ข้อตกลงจัดทำไว้สองฉบับ เธอรับไปหนึ่งฉบับ เมื่อธุระสำคัญเสร็จสิ้น หลิงเยี่ยนโจวก็ไม่รั้งเวลาไว้ เขาเก็บเอกสารข้อตกลงให้เรียบร้อย ก่อนเปิดประตูเชื้อเชิญให้ซูชิงหยวนออกไป ออกมาจากห้องหนังสือแล้ว กลับไม่เห็นหลิงโม่เฉินกับซูหยูรานอยู่ตรงนั้น หลิงเยี่ยนโจวเอ่ยขึ้นว่า “ดูเหมือนน้องสาวคุณกับโม่เฉินจะไปที่อื่นกันแล้ว คุณจะกลับยังไง? ต้องให้ผมจัดรถไปส่งคุณไหม?” เขายังคงรักษาระยะห่างอย่างสุภาพ มีมารยาท ชัดเจนว่าแม้จะจำใจต้องแต่งงานกัน แต่เขาไม่ได้ปิดบังสถานการณ์ใด ๆ จากซูชิงหยวน ตรงกันข้าม เขากลับกำหนดขอบเขตระหว่างกันไว้อย่างชัดเจน ซูชิงหยวนสบายใจขึ้น หลังจากผ่านความทรมานทั้งด้านจิตใจและการถูกควบคุมทางร่างกายในชาติก่อนจากหลิงโม่เฉินมา คราวนี้เธอปรารถนาจะมีคู่ชีวิตที่เป็นเหมือนหลิงเยี่ยนโจว แบบที่ปลอดภัยและไม่ก้าวก่ายชีวิตเธอ เป็นที่สุด แบบนี้เธอก็จะสามารถตัดตัวออกจากตระกูลซูได้อย่างสบายใจ และทุ่มเทให้กับงานวิจัยของตัวเองได้เต็มที่ และเมื่อถึงเวลาต้องหย่ากับหลิงเยี่ยนโจวเธอก็จะสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้อย่างอิสระ “ไม่จำเป็น” ซูชิงหยวนรักษามารยาทตามขอบเขตที่ตกลงกันไว้ “ฉันกลับเองได้ จะเรียกแท็กซี่กลับ ขอบคุณนะ” หลิงเยี่ยนโจวพยักหน้าอย่างห่างเหิน ก่อนเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา ซูชิงหยวนปฏิเสธน้ำใจของพ่อบ้านตระกูลหลิงที่อาสาจะจัดรถให้ เธอเลือกเดินออกไปด้วยตัวเอง ระหว่างเดินผ่านสวน เธอได้ยินเสียงดังเล็ดลอดออกมาจากด้านใน “หยูราน คุณไม่ต้องกังวลนะ ผมไม่เหมือนพี่ใหญ่ ไม่ว่าเขาจะแต่งกับใครก็แค่เพื่อเอาใจครอบครัว แต่ผมจะปฏิบัติต่อคุณด้วยความจริงใจ” เป็นเสียงของหลิงโม่เฉิน ซูชิงหยวนชะงักเท้าโดยไม่รู้ตัว ถึงกับกลั้นลมหายใจเอาไว้เลย เธอกลัวหลิงโม่เฉินจับใจจริง ๆ เธอแข็งทื่ออยู่กับที่ ไม่กล้าขยับ ผ่านใบไม้ที่บังตาเป็นเงาเลือนราง ซูชิงหยวนมองเห็นชัดเจน หลิงโม่เฉินกำลังยิ้มอ่อน แขวนสร้อยเส้นหนึ่งลงบนลำคอของซูหยูรานด้วยท่าทีอ่อนโยน “เดี๋ยวผมใส่ให้” ซูหยูรานมีท่าทีเหมือนเด็กสาว แก้มสองข้างแดงระเรื่อ “ค่ะ” เธอหันหลังให้หลิงโม่เฉิน จึงไม่อาจเห็นประกายอำมหิตและความคิดอันโหดเหี้ยมที่ซ่อนลึกอยู่ในดวงตาของเขา แม้ซูหยูรานจะเป็นลูกสาวคนเล็กของตระกูลซู แต่ตอนนี้เธอเป็นที่รักของพ่อซู และมีความเป็นไปได้สูงว่าในอนาคต เธออาจได้สืบทอดตระกูลซูต่อ แบบนี้ตระกูลซูก็จะกลายเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้เขาชิงเป็นผู้สืบทอดได้ง่ายขึ้น ส่วนซูชิงหยวน… ก็เป็นแค่คนทึ่ม ๆ ที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องวิจัยเท่านั้น ซูหยูรานลูบไล้สร้อยที่ห้อยอยู่บนลำคอ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหวานอย่างพอใจ ในชาติก่อน เธอแต่งงานกับหลิงเยี่ยนโจวด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวัง คิดว่าสักวันหนึ่งจะได้ลงเอยกับเขา แต่ไม่คาดคิดเลยว่า สิ่งที่เธอได้รับกลับมีเพียงกระดาษสัญญาแผ่นหนึ่งเท่านั้น แค่ก้าวพลาดไปหนึ่งก้าว ก็พลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกก้าว และท้ายที่สุด ก็ลงเอยด้วยการตายทั้งกลมตอนคลอด ดังนั้นชาตินี้ เธอจึงเลือกหลิงโม่เฉิน ผู้ที่ดูอ่อนโยนที่สุดในสายตาเธอ ในวันแต่งงาน เธอมั่นใจว่าจะต้องโดดเด่น เจิดจรัสยิ่งกว่าซูชิงหยวนอย่างแน่นอน! “ดึกแล้ว เดี๋ยวผมไปส่งคุณเอง” หลิงโม่เฉินละสายตากลับมา ก่อนเผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา “ค่ะ” ซูหยูรานป็นฝ่ายเอื้อมมือไปจับมือเขาก่อน ทั้งสองจึงเดินออกไปอีกด้าน ซูชิงหยวนที่แอบอยู่ในเงามืดรู้สึกเข่าอ่อน แทบทรงตัวไม่อยู่ ต้องพยุงตัวกับก้อนหินข้าง ๆ เพื่อยืนให้ไหว เธอค่อย ๆ ปรับสภาพอารมณ์ แล้วเดินตรงไปยังประตูทางออก พอดีเห็นหลิงโม่เฉินเปิดประตูรถให้ซูหยูราน จากนั้นทั้งคู่ก็ขึ้นรถไปด้วยกัน ผ่านกระจกหน้าต่างรถ ซูหยูรานหันมามองซูชิงหยวนที่ยืนอื้ออึงเหมือนวิญญาณหลุดลอยด้วยสายตายั่วยุ มุมปากยังยกขึ้นเล็กน้อย ตอนนี้ซูชิงหยวนคงได้รับเพียงกระดาษสัญญาแต่งงานจากหลิงเยี่ยนโจวเท่านั้น ชาตินี้… เธอไม่มีทางได้เป็นคนที่มีความสุขคนนั้นอีกแล้ว รถขับออกไป ซูชิงหยวนกลับรู้สึกมีแต่ความโล่งใจ ชาตินี้เธอจะไม่มีวันข้องแวะกับหหลิงโม่เฉินอีก

บทที่ 3 แผนการเล็ก ๆ ในวันแต่งงาน

พริบตาเดียว วันแต่งงานก็ใกล้เข้ามา หลังจากหมั้นแล้ว ซูหยูรานกับหหลิงโม่เฉินก็รักกันหวานชื่น ออกเดตกันบ่อย ๆ ราวกับกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศวันวาเลนไทน์ ส่วนซูชิงหยวน หลังจากที่ได้พูดคุยอย่างจริงจังกับหลิงเยี่ยนโจวในห้องทำงานแล้ว ทั้งสองก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย เธอทุ่มเททุกอย่างให้กับงานวิจัยของตัวเองเพียงอย่างเดียว หลังจากที่ผู้ใหญ่ของตระกูลหลิงและตระกูลซูได้ประชุมปรึกษากัน จึงตัดสินใจจัดงานแต่งงานของคู่บ่าวสาวทั้งสองคู่ขึ้นพร้อมกัน ในคืนก่อนวันแต่งงาน ซูชิงหยวนได้รับชุดเจ้าสาวและเครื่องประดับที่หลิงเยี่ยนโจวให้คนส่งมาให้ ตามที่หลิงเยี่ยนโจวเคยพูดไว้ เขาแสดงบทบาทได้อย่างแนบเนียนต่อหน้าผู้คน ให้ซูชิงหยวนทั้งศักดิ์ศรีและความสูงส่งตามที่เธอควรจะได้รับอย่างครบถ้วน “คุณซู ชุดแต่งงานชุดนี้เป็นงานออกแบบพิเศษจากฝรั่งเศส คุณหลิงได้สั่งตัดไว้ล่วงหน้าสามเดือนแล้วครับ” คนที่นำของมาส่งคือผู้ช่วยของหลิงเยี่ยนโจว ชื่อหลินโม่ “ยังมีเครื่องประดับ ก็เป็นเพชรสีน้ำเงินที่หายาก คุณหลิงถึงกับบินไปอิตาลี เพื่อให้ช่างฝีมือเก่าแก่ระดับร้อยปีทำขึ้นเป็นพิเศษ” ทั้งชุดเจ้าสาวและสร้อยคอต่างก็สวยงดงาม เปล่งประกายสะดุดตาจับใจ แต่ซูชิงหยวนกลับไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ เลย เธอเพียงยิ้มอย่างนุ่มนวลแล้วเอ่ยว่า “ขอบคุณค่ะ” ถึงคำพูดของหลินโม่จะฟังดูเกินจริงอยู่บ้าง แต่ท่าทีของหลิงเยี่ยนโจวนั้นจริงใจชัดเจน แสดงให้เห็นว่าเพียงแค่เธอทำตามข้อตกลง เขาไม่มีทางเอาเปรียบเธอแน่นอน ส่งหลินโม่ออกไปแล้ว ซูชิงหยวนหันกลับมา ก็เห็นซูหยูรานยืนอยู่ในห้องรับแขกพอดี “น่าประทับใจมาก!” ซูหยูรานมีความไม่พอใจวาบผ่านในดวงตา “ได้แต่งเข้าตระกูลหลิงกับว่าที่ผู้สืบทอดในอนาคตนั้นต่างกันจริง ๆ” ซูชิงหยวนรู้อยู่แก่ใจถึงสิ่งที่เธอเคยทำในชาติก่อน จึงไม่อยากต่อปากต่อคำกับคนเช่นนี้มากนัก เธอเพียงกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “น้องกับคุณชายรองหลิงรักใคร่กันดี ดูท่าแล้วคุณชายรองหลิงก็คงจะไม่เอาเปรียบเธอ” ในชาติก่อนหลิงโม่เฉินสวมหน้ากากอยู่ตลอด จนกระทั่งหลังแต่งงานไปสามเดือน เขาถึงค่อยถอดมันออก ในวันแต่งงาน ชุดเจ้าสาวและเครื่องประดับที่เขาเตรียมไว้ให้เธอ ถึงจะเทียบกับสิ่งที่หลิงเยี่ยนโจวจัดเตรียมให้ในชาตินี้ไม่ได้ แต่ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว แต่เธอไม่รู้เลยว่าคำพูดนั้นได้ทิ่มแทงใจซูหยูรานเข้าอย่างจัง เพราะหลิงโม่เฉินเคยบอกไว้ว่า งานแต่งจะจัดพร้อมกันทั้งสองคู่ และเนื่องจากหลิงเยี่ยนโจวเป็นทายาทหลักของตระกูลหลิง ดังนั้นมาตรฐานพื้นฐานของงานทั้งหมดจึงไม่ควรสูงเกินกว่าของหลิงเยี่ยนโจว ชุดเจ้าสาวและเครื่องประดับที่เตรียมไว้ให้ซูหยูราน แม้จะถือว่าไม่เลว แต่เมื่อเทียบกับของซูชิงหยวนแล้ว กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน “เธอภูมิใจมากเหรอ?” ซูหยูรานหัวเราะเยาะ นัยต์ตามีกลิ่นอายอันมืดมิดแวบผ่าน “ความภูมิใจของเธอ อยู่ได้อีกไม่นานหรอก!” ในชาติก่อนเธอสามารถทำให้หลิงเยี่ยนโจวเสียโฉมจนกลายเป็นคนพิการได้ ชาตินี้เธอก็ทำได้เหมือนกัน! ตราบใดที่หลิงโม่เฉินรักเธอ เธอก็สามารถผลักดันเขาให้ขึ้นเป็นทายาทได้อย่างไม่ยากเย็น ซูชิงหยวนเพียงพยักหน้ารับเบา ๆ ไม่พูดอะไรต่อ แล้วเดินสวนผ่านเธอไปเงียบ ๆ เช้าวันรุ่งขึ้นตอนตีสี่ ทีมช่างแต่งหน้าจากตระกูลหลิงก็มาถึง ทั้งสองจึงเริ่มแต่งหน้าในห้องแยกกัน คืนก่อนหน้านั้น ซูชิงหยวนมัวอ่านเอกสารงานวิจัยอยู่ทั้งคืน แทบไม่ได้นอนเลย ตอนนี้ในหัวของเธอก็ยังคงหมุนวนไปกับข้อมูล ๆ หนึ่ง “แปลกจริง” ช่างแต่งหน้าที่อยู่ด้านข้างพูดขึ้นมาอย่างกะทันหันว่า “ลิปสติกแท่งนี้ทำไมดูแปลก ๆ หรือว่าหมดอายุแล้ว?” “คงไม่ใช่มั้งคะ” ผู้ช่วยช่างแต่งหน้าพูดออกมาเบา ๆ อย่างรู้สึกผิด “ดูเหมือนว่ามันจะเป็นแบบนี้แหละค่ะ ตอนนี้ไม่ทันแล้ว เอาลิปสติกแท่งอื่นมาแต่งให้คุณซูก่อนเถอะ” ช่างแต่งหน้าก็ไม่ได้คิดมาก จึงเปลี่ยนเป็นลิปสติกแท่งอื่นแล้วก้าวเข้ามาเพื่อทาลิปให้ซูชิงหยวน “เดี๋ยว” ซูชิงหยวนยื่นมือออกไป “ฉันขอดูลิปสติกได้ไหม?” เธอเหลือบตามองผู้ช่วยข้าง ๆ เพียงแว่บเดียว ใบหน้าของผู้ช่วยก็ฉายแววลนลานขึ้นมาทันที ช่างแต่งหน้าไม่ได้ปฏิเสธ และยื่นลิปสติกให้ซูชิงหยวนทันทีพลางพูดว่า “ลิปแท่งนี้แปลกจริง ๆ แต่แบรนด์นี้ดูเหมือนจะเป็นแบบนี้อยู่แล้ว โชคดีที่เรามีลิปสติกแท่งอื่นสำรองไว้” ผู้ช่วยรีบเสริมต่อว่า “ใช่ค่ะ พอดีตั้งใจเก็บแท่งนี้ไว้สำรอง ถ้าระหว่างพิธีเครื่องสำอางหลุดหรือเลอะ ก็จะได้ใช้ทาได้” ซูชิงหยวนก้มตาลง เปิดลิปสติกออกมาดูอย่างละเอียด แล้วลองสูดกลิ่นเบา ๆ ริมปากคลี่ยิ้มจาง ๆ ขึ้นมาทันที ด้านในลิปสติกนั้นถูกผสมผงถั่วลิสงลงไป และซูชิงหยวนแพ้ถั่วลิสงพอดี คนที่คิดแผนแบบนี้ขึ้นมาได้ นอกจากซูหยูรานแล้ว ซูชิงหยวนก็นึกถึงใครไม่ออกอีก ท้ายที่สุดแล้ว ในชาติก่อนซูหยูรานก็เคยใช้วิธีสกปรกแบบนี้กับเธอมาแล้ว และยิ่งไปกว่านั้นยังมีเล่ห์เหลี่ยมที่ชั่วร้ายยิ่งกว่านี้อีกมากมายด้วย ซูชิงหยวนยิ้มบาง ๆ พร้อมส่งลิปสติกคืนให้ แล้วโบกมือเรียกช่างแต่งหน้าให้เข้ามาใกล้ ๆ ช่างแต่งหน้าโน้มตัวเข้ามาใกล้เธอ แล้วเธอก็กระซิบบางอย่างเบา ๆ ในหูของอีกฝ่าย ผู้ช่วยฟังไม่ออกว่าอะไร จึงทำได้แค่ยืนร้อนใจอยู่ข้าง ๆ ดวงตาของช่างแต่งหน้าแปรเปลี่ยนไปทันที ก่อนพยักหน้าเบา ๆ “รับทราบค่ะ” เมื่อการแต่งหน้าและจัดทรงเสร็จเรียบร้อย บรรดาเพื่อนเจ้าสาวก็เข้ามาในห้องพอดี ฝั่งซูชิงหยวนนั้นมีเพื่อนเจ้าสาวแค่คนเดียวคือเซี่ยหว่านซิง ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทที่ผูกพันกันมาตั้งแต่เด็กจนโต เซี่ยหว่านซิงพอเดินเข้ามาก็กวาดสายตามองเธอ ก่อนจะโน้มตัวมากระซิบที่ข้างหูเบา ๆ ว่า “เรื่องที่เธอบอกไว้ ฉันจัดการเรียบร้อยแล้ว แต่เธอรู้ได้ยังไงว่าฟู่วานวานจะพูดแบบนั้น เธอจะมางานแต่งจริง ๆ เหรอ?” ฟู่วานวานคือรักแรกที่หลิงเยี่ยนโจวเก็บไว้ในใจมาตลอด ในชาติก่อนซูหยูรานอยากได้หัวใจของเขามาครอบครอง จึงทำเรื่องร้าย ๆ ใส่ฟู่วานวานอยู่ไม่น้อย ท้ายที่สุดซูหยูรานถึงขั้นเสียสติร่วมมือกับคนภายนอก วางแผนใส่ร้ายและทำร้ายหลิงเยี่ยนโจวเลยทีเดียว ทำให้เขาใบหน้าเสียโฉม ขาทั้งสองข้างพิการ กลายเป็นคนที่ทำได้เพียงนั่งอยู่บนรถเข็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนฟู่วานวาน ผู้หญิงที่หลิงเยี่ยนโจวปกป้องด้วยชีวิต หลังจากดูแลเขาอยู่สามเดือนก็ตระหนักได้ว่าเขาไร้ประโยชน์สำหรับเธอ และสุดท้ายก็จากเขาไป “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่เตรียมพร้อมไว้ก่อนก็เท่านั้น” ซูชิงหยวนยิ้มอ่อน เพราะในชาติก่อน ฟู่วานวานเคยมาปรากฏตัวในงานแต่ง และยังทำให้ซูหยูรานต้องอับอายมาแล้วด้วย เซี่ยหว่านซิงพยักหน้า “ก็จริง ถึงเธอกับหลิงเยี่ยนโจวจะแต่งงานกันตามข้อตกลง ไม่ได้ตั้งใจจะไปยุ่งความสัมพันธ์ของเขากับฟู่วานวาน แต่ฟู่วานวานอาจไม่คิดแบบนั้น ระวังเอาไว้ย่อมดีกว่าเสมอ” ในเรื่องนี้ซูชิงหยวนไม่ได้ปิดบังเธอเลย เพราะในชาติก่อน เซี่ยหว่านซิงต้องแลกด้วยชีวิตเพื่อช่วยเธอให้รอดจากหลิงโม่เฉิน ในชาตินี้เธอจะต้องปกป้องเซี่ยหว่านซิงให้ได้! ไม่นานเจ้าบ่าวก็มารับตัว ตัดขั้นตอนพิธีที่ยุ่งยากออกไป ทำให้พวกเธอมาถึงสถานที่จัดงานแต่งได้อย่างรวดเร็ว ทั้งสี่คนยืนอยู่หน้าประตูโบสถ์จัดพิธี ซูชิงหยวนและหลิงเยี่ยนโจวยืนเคียงข้างกันอยู่แถวหน้า ตามด้วยซูหยูรานและหลิงโม่เฉินที่ยืนอยู่ด้านหลัง ประตูถูกเปิดออกจากด้านใน เสียงปรบมือดังกึกก้องทั่วทั้งงาน หลิงเยี่ยนโจวยื่นมือมาอย่างสุภาพ ซูชิงหยวนจึงจับมือเขาอย่างมีมารยาท แล้วทั้งสองก็เดินเข้าสู่พิธีพร้อมกัน มองเผิน ๆ แล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นคู่ชายหล่อหญิงสวย ช่างเหมาะสมกันอย่างยิ่ง ถัดจากทั้งสองก็เป็นซูหยูรานเดินตามหลังมา ก่อนขึ้นเวทีเธอแตะลิปสติกเพิ่มเล็กน้อยเพื่อความมั่นใจ พอแน่ใจว่าไม่มีปัญหาแล้ว จึงคล้องแขนหลิงโม่เฉินอย่างแนบชิด และก้าวขึ้นไปบนเวทีพร้อมกัน แต่ทันทีที่เธอขึ้นไปบนเวที แสงสปอตไลต์ก็ตกกระทบลงบนตัวเธอเต็มดวง ด้านล่างเวทีก็พลันเงียบกริบลงในทันที ซูหยูรานรู้สึกใจหวิวขึ้นมาทันที รับรู้ได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ เริ่มจากริมฝีปากที่แสบร้อน แล้วตามมาด้วยแก้มที่ร้อนผ่าวขึ้นเรื่อย ๆ เธอหันไปมองหลิงโม่เฉินอย่างตกใจลนลาน “โม่เฉิน เกิดอะไรขึ้น หน้าฉันมีอะไรขึ้นหรือเปล่า?” “ไม่มีอะไร” หลิงโม่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย “คงจะแพ้นิดหน่อย ไม่ร้ายแรง เดี๋ยวผมให้คนไปเอายามาทาให้” ซูหยูรานชะงักไปทันที แพ้เหรอ?! จะเป็นไปได้ยังไง! ตามเหตุผลแล้ว คนที่ควรแพ้น่าจะเป็นซูชิงหยวนไม่ใช่เหรอ แววตาเธอฉายแววชั่วร้ายวาบผ่าน ต้องเป็นซูชิงหยวนแน่ ๆ เธอต้องทำอะไรบางอย่างแน่นอน นังสารเลวคนนั้น เจ้าแผนการถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?!

อ่านต่อ