เสียงฆ้องกลองและเสียงตะโกนของผู้คนดังมาตั้งแต่ไกล บ่งบอกว่าวันนี้มีงานใหญ่เกิดขึ้นที่บ้านของตระกูลฮวา งานมงคลของลูกสาวคนรอง ฮวาเหม่ยหลิง ลูกสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานของบ้าน หญิงสาววัยยี่สิบต้น ๆ นั่งกอดอกอยู่ข้างหน้าต่างในห้องนอนขนาดเล็ก สีหน้าเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย ดวงตาเรียวสวยที่เคยซุกซน ตอนนี้กลายเป็นหม่นหมองเพราะงานมงคลที่ไม่เต็มใจแต่ง "เหม่ยหลิง แต่งตัวได้หรือยัง? รถลากมารอหน้าบ้านแล้ว!" เสียงตะโกนจากหน้าประตูห้องดังขึ้นอย่างหงุดหงิด "เสร็จแล้วค่ะ" เสียงตอบรับอันเกียจคร้านทำให้ผู้เป็นแม่ถึงกับถอนหายใจ ฮวาเหม่ยหลิงกระชับชุดแดงที่สวมเพียงครึ่งเดียวก่อนหยิบหวีไม้ขึ้นมาหวีผมอย่างลวก ๆ เธอมองตัวเองในกระจกด้วยแววตาไม่มีความสุข ทั้งที่เป็นงานมงคลและเธอควรมีความสุขมากที่สุด ‘แต่งงานแล้วจะได้ไม่ต้องลุกแต่เช้าไปล้างจาน ไม่ต้องทำนา ไม่ต้องเรียนหนังสือ แค่นั่งอยู่บ้านเฉย ๆ ตามธรรมเนียมของผู้หญิงที่อยู่บ้านดูแลสามี ดูแลลูก’ นั่นคือความฝันสูงสุดของฮวาเหม่ยหลิงมาตลอด แต่สิ่งที่คิดเอาไว้มันไม่ใช่ เพราะว่าที่สามีของเธอไม่ใช่คนธรรมดา เขาคือ เจียงอวิ่นเสียน ทหารหนุ่มจากหมู่บ้านที่อยู่ในตำบลเดียวกัน ว่ากันว่าเขาเป็นคนเคร่งขรึม หน้าตาจริงจัง และบ้าเรียนหนังสือจนเป็นที่เลื่องลือ ‘บ้านนี้ไม่มีคนไม่เรียนหนังสือ!’ นั่นคือคำพูดแรกที่เขาเอ่ยกับเธอหลังตกลงหมั้นหมาย เจียงอวิ่นเสียนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเมื่อรู้ความต้องการของฮวาเหม่ยหลิง ฮวาเหม่ยหลิงแทบสำลักน้ำชาที่กำลังจิบด้วยความตกใจ “นี่ฉันแต่งงานผิดคนหรือเปล่า!” การแต่งงานเป็นเรื่องของพ่อแม่ที่จะหาสามีให้ลูกสาว เดิมทีฮวาเหม่ยหลิงควรจะแต่งงานออกไปตั้งหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่ยอมแต่งออกไป จนคนในหมู่บ้านเรียกว่าสาวเทื้อ พ่อแม่ยังบังคับไม่ได้คนอื่นอย่าได้หวัง แต่ครั้งนี้ถ้าไม่แต่งงานออกไปจริง ๆ จะเป็นปัญหาอย่างหนักของตระกูลฮวา พิธีแต่งงานผ่านไปอย่างรวดเร็ว แสงตะวันอ่อนในฤดูใบไม้ผลิ ฮวาเหม่ยหลิงถูกส่งขึ้นรถลากพร้อมกับของเล็กน้อยจากบ้านเดิม ดวงตาของเธอทอดมองต้นท้อที่กำลังบานเต็มสวนด้วยความรู้สึกหลากหลาย นี่คือบ้านหลังใหม่ของเธอต่อจากนี้ ความรู้สึกแปลก ๆ มันเกิดขึ้นภายในอก ฮวาเหม่ยหลิงไม่เคยไปอยู่ที่ไหนนาน ๆ ด้วยนิสัยส่วนตัวของตนเอง ยิ่งตอนนี้เธอมีสามีอีกด้วย เจียงอวิ่นเสียนในชุดเครื่องแบบทหารยืนรอรับภรรยาอยู่หน้าประตูบ้านที่ปลูกอย่างเรียบง่าย เขามองนิ่ง ๆ บอก "เข้าบ้านเถอะ" เสียงทุ้มต่ำของเจียงอวิ่นเสียนทำให้ฮวาเหม่ยหลิงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักโทษมากกว่าภรรยาของเขา ก่อนแต่งงานเราทั้งสองคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และเคยเจอหน้ากันวันตกลงหมั้นหมายเท่านั้น ยิ่งเดินผ่านเข้าไปข้างในบ้านเธอกลั้นหายใจ ฮวาเหม่ยหลิงไม่รู้ว่าชีวิตหลังแต่งงานจะเป็นยังไง แต่สิ่งหนึ่งที่เธอมั่นใจคือนี่ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ คืนแรกของงานมงคลหรือคนทั่วไปเรียกว่าเข้าหอ แต่ฮวาเหม่ยหลิงเข้านอนโดยไม่แม้แต่จะเปลี่ยนเสื้อผ้า นอนหันหลังให้สามีที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะไม้ในห้องเดียวกัน เสียงพลิกหน้ากระดาษเป็นระยะ ทำให้เธอหงุดหงิด “ฉันแต่งงานหวังได้รับความสะดวกสบาย แต่ในคืนแต่งงานคุณกลับอ่านหนังสือ สร้างความวุ่นวาย แบบนี้ชีวิตคู่ของเราจะไปกันรอดเหรอ” ฮวาเหม่ยหลิงไม่ได้กลัวใครอยู่แล้ว แม้สามีเป็นทหารแต่เขาคงไม่จัดการเธอหรอก นี่มันใช่เวลามาอ่านหนังสือหรือเปล่า “ฉันคงทำให้เธอผิดหวัง” เจียงอวิ่นเสียนตอบภรรยา แต่ไม่ละสายตาจากหนังสือ “หือ?” “บ้านนี้ไม่มีคนไม่เรียนหนังสือ แม่ของเธอบอกว่าเธอไม่ได้เรียนหนังสือ พรุ่งนี้ฉันจะพาไปสมัครเรียนที่โรงเรียนภาคค่ำ” เจียงอวิ่นเสียนตอบภรรยาอีกครั้งและยังไม่ยอมละสายตาจากหนังสือ ฮวาเหม่ยหลิงลุกพรวดขึ้นจากเตียงนอนอย่างรวดเร็ว “ฉันไม่ไป!” เธอแต่งงานเพราะไม่อยากทำนา ไม่อยากล้างจาน ไม่อยากลำบาก แต่ทำไมสามีที่ควรไม่ให้เธอเรียนเขาถึงได้บังคับเธอเข้าเรียนล่ะ ในเมื่อผู้หญิงคนอื่นหลังแต่งงานมีสามีคนไหนยอมให้ออกจากบ้านบ้าง พวกเขาแต่งผู้หญิงเข้าบ้านเพื่อดูแลสามีและลูกทั้งนั้น เจียงอวิ่นเสียนเป็นใครกันถึงจะมาบังคับกันได้ “เหม่ยหลิงเธอได้ไปแน่นอน และฉันจะไปส่งเธอที่โรงเรียนภาคค่ำเอง” เจียงอวิ่นเสียนปิดหนังสือลงหันมาเผชิญหน้ากับภรรยาเด็กผู้ดื้นรั้น ก่อนฮวาเหม่ยหลิงจะกลับไปนอนหันหลังให้สามี พระอาทิตย์ยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า เสียงไก่ขันดังขึ้นเป็นระยะ ฮวาเหม่ยหลิงที่นอนตื่นสายเป็นเรื่องปกติถูกปลุกขึ้นด้วยเสียงเคาะประตู "เหม่ยหลิงตื่นได้แล้ว! ฉันจะพาไปส่งโรงเรียน" "คุณเป็นทหารหรือเป็นครูสอนหนังสือกันแน่!" ฮวาเหม่ยหลิงบ่น แต่เพราะกลิ่นอาหารบนโต๊ะทำให้เธอต้องยอมลุกออกมากินข้าวทั้ง ๆ ผมที่ชี้ฟู หน้าไม่ได้ล้าง และเสื้อยังไม่ได้เปลี่ยน ไม่เหมือนกับผู้หญิงที่มีหน้าที่ดูแลสามีด้วยซ้ำ เขายิ้มมุมปากก่อนพูดเสียงเรียบ "เป็นทั้งสองอย่าง เพราะตอนนี้ฉันเป็นสามีของเธอ แม่ของเธอบอกว่าฉันสามารถจัดการเธอได้" โรงเรียนภาคค่ำอยู่ในตำบล มีตั้งแต่เด็กสาววัยรุ่นจนถึงหญิงชรา มาร่วมกันเรียนรู้พื้นฐานการอ่านเขียน ท่ามกลางแสงตะเกียงน้ำมันที่ริบหรี่ ฮวาเหม่ยหลิงนั่งอยู่แถวหลังสุด ก้มหน้าหลบสายตาคนอื่น ตอนเช้าสามีของเธอพามาทำเรื่องสมัครเรียนเอาไว้และกลับมาส่งก่อนหน้านี้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ นึกถึงคำพูดของแม่ที่เคยบอกไว้ ‘ถ้าไม่อยากทำงานหนัก ก็หาสามีดี ๆ หรือมีฐานะจะได้สบาย’ แล้วนี่คือสบายของเธออย่างนั้นเหรอ? ตอนเย็นแบบนี้ฮวาเหม่ยหลิงควรได้กินของอร่อยและนอนอยู่บนเตียงได้แล้ว ตอนกลางคืนหลังจากเรียนเสร็จ ฮวาเหม่ยหลิงกลับบ้านพร้อมคนในหมู่บ้านที่ไปเรียนด้วยใบหน้าบูดบึ้ง ยิ่งเห็นหน้าของสามียิ่งไม่พอใจมากกว่าเดิม เจียงอวิ่นเสียนจัดเตรียมน้ำให้ภรรยาล้างเท้า ก่อนนำอาหารที่เตรียมไว้ออกมาให้ "เธอคงเหนื่อยสินะ แค่ไปนั่งเรียนหนังสือไม่กี่ชั่วโมง" ฮวาเหม่ยหลิงรับบะหมี่เนื้อมากินเงียบ ๆ แล้วถามเสียงเบา "ฉันอยากพักบ้าง ไม่ได้เหรอ?" เขาสบตาเธออย่างแน่วแน่ "เธอจะพักได้ก็ต่อเมื่อเธอเรียนจบ" ฮวาเหม่ยหลิงเบะปาก “ฉันอายุไม่น้อยแล้ว ไม่เหมาะกับเรียนหนังสือหรอก เรียนไปจะเอาไปทำอะไรได้ สุดท้ายผู้หญิงอย่างฉันก็ต้องดูแลสามีกับลูก” เจียงอวิ่นเสียนขมวดคิ้วมองหน้าภรรยาที่มีความคิดเดิม ๆ “เธอไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างเลยเหรอ” ในเวลานี้มีคนไม่น้อยต้องการความเท่าเทียมระหว่างชายหญิง มีผู้หญิงมากมายขวนขวายโอกาสในการเรียนหรือการทำงานเพื่ออนาคตของตนเอง แต่ทำไมภรรยาของเขาที่อายุน้อยกว่ายังมีความคิดเช่นนี้ได้ “ฉันไม่เคยเรียนหนังสือ เรียนไปก็เปล่าประโยชน์” ตระกูลฮวาเป็นตระกูลชาวนาที่ทำนากันมาตั้งแต่อดีต ไม่มีใครได้เรียนหนังสือหรือทำงานในเมืองเลย เขยหรือสะใภ้ของบ้านก็ยังมีแต่ชาวนา ไม่มีรุ่นไหนได้เรียนหนังสือ ฮวาเหม่ยหลิงถือว่าเป็นความหวังของบ้าน อาจเป็นเพราะใบหน้าของเธอเด่นที่สุดในบ้านและตระกูลฮวาจึงถูกตามใจ นอกจากงานบ้านเธอก็ไม่ทำงานข้างนอกหรือช่วยครอบครัวหาเงิน มีงานในนาที่ช่วยบ้างเป็นบางวัน “เฮ้อ นี่มันปีไหนแล้ว เรียนจบมีงานมากมายให้ทำ เธอคงไม่อยากอยู่บ้านเฉย ๆ หรอกนะ” เขาถามภรรยาเสียงอ่อน ดูเหมือนว่าภรรยาที่เขาแต่งเข้าบ้านจะไม่มีความคิดอะไร จริง ๆ ควรจะดีใจด้วยซ้ำที่ได้เรียนหนังสือที่หลาย ๆ คน ไม่มีโอกาสได้เรียน ฮวาเหม่ยหลิงไม่ตอบสามีเธอก้มหน้าก้มตาซดบะหมี่เนื้อเข้าปากอย่างหิวโหย การเรียนแม้ไปนั่งเฉย ๆ มันดึงดูดพลังงานของเธอไปมาก
เสียงหม้อกระทบกันหน้าห้องเรียนดังมาแต่ไกล ฮวาเหม่ยหลิงนั่งตาปรืออยู่ในชุดผ้าฝ้ายตัวหลวม ริมฝีปากยังมีคราบเจียงอวิ่นทำเอาไว้ให้ก่อนออกไปทำงานและเธอไม่ได้เช็ดออก ฮวาเหม่ยหลิงไม่ได้ซึ้งใจอะไรนักหรอก เพราะเขาทำอาหารเพื่อจะ ‘ลาก’ เธอไปโรงเรียนภาคค่ำเป็นรอบที่สองของชีวิต! “ฉันไม่เข้าใจเลยว่าแต่งงานแล้วทำไมต้องเรียนหนังสือด้วย! คุณอยากได้ภรรยาหรืออะไรกันแน่!” ฮวาเหม่ยหลิงบ่นพลางเดินกระแทกเท้าไปตามถนนที่เป็นลูกรังข้างหลังของสามี สายลมเย็นปลายฤดูใบไม้ผลิโบกไปมาให้ความเย็น แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนตนกำลังเดินไปสถานที่น่ากลัวมากกว่าจะไปหาความรู้ เมื่อเช้าก่อนไปทำงานเขาทำอาหารเอาไว้พร้อมกับบอกว่าตอนเย็นจะมาส่งที่โรงเรียน ซึ่งเขาพามาส่งจริง ๆ แลกกับการทำอาหารให้ทั้งมื้อ 2 มื้อ จะนอนทั้งวันหรือทำอะไรก็ตามเจียงอวิ่นเสียนไม่ว่า แต่พอถึงเวลาต้องไปเรียนและพอเลิกเรียนต้องกลับบ้านเอง เพราะเหตุผลที่ว่า “จะต้องกลับไปทำอาหารมื้อเย็นรอ” จะกลับบ้านก่อนก็กลัวว่าเขาจะไม่ให้กินข้าว เพราะฉะนั้นเลยได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำตาม เธอไม่มีเงินในมือและที่นี่คือบ้านของเขาไม่ใช่บ้านของเธอ แม้ทำตัวขี้เกียจไปวัน ๆ แต่ฮวาเหม่ยหลิงไม่ลืมว่าตอนเองเป็นใคร ยิ่งแต่งงานออกมาแล้วการกลับบ้านเดิมเป็นไปได้ยาก โรงเรียนภาคค่ำตั้งอยู่ในตัวตำบลที่รวมคนไม่มีโอกาสเรียนในเขตปกครองของตำบลลู่ตงมาเรียน แม้จะเก่าแต่ก็ดูอบอุ่น ไม้ไผ่ผูกเป็นผนังชั่วคราว หลังคามุงฟางที่ครูใหญ่ซ่อมเองเมื่อเดือนก่อน ไม่ใช่ว่าอยากเรียนก็ได้เรียนเลย ที่นี่มีครูสองคนคือครูใหญ่กับครูที่สอน มีนักเรียนประมาณยี่สิบคน คนที่เรียนต้องจ่ายเดือนละ 5 หยวน หรือมีสิ่งของอย่างพวกธัญพืชหรืออะไรก็ตามมาแลก โต๊ะไม้ไผ่มีคนนั่งเกือบเต็ม ฮวาเหม่ยหลิงเดินเข้าไปด้วยท่าทางเหนื่อยหน่าย เธอเลือกที่นั่งหลังห้องและเป็นมุมอับมากที่สุด แทบกลืนหายไปกับมุมผนัง ครูผู้หญิงหรือที่นักเรียนเรียกครูลู่เอ่ยถามเสียงดัง “วันนี้ใครขาดการบ้าน ให้ยกมือขึ้น!” ฮวาเหม่ยหลิงยกมือขึ้นเพราะเธอไม่ได้ทำ เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากแถวหน้า เด็กชายอายุสิบห้าปีหันกลับมามองเธอ “ภรรยาทหารไม่ได้ทำการบ้านเหรอ?” ปีนี้ฮวาเหม่ยหลิงเข้าเรียนช้ากว่าทุกคนเป็นเดือนในขณะที่คนอื่น ๆ สนิทกันหรือพบเห็นกันแล้ว อีกทั้งในตำบลไม่ได้มีทหารเยอะ พวกเขาเลยรู้ตัวตนของเธออย่างง่ายดาย เธอปรายตามอง ก่อนสะบัดหน้าหนี “ฉันยังไม่อยากเป็นครูใหญ่เหมือนใครบางคน” ครูลู่หรี่ตามองนักเรียนใหม่ก่อนขมวดคิ้ว “ภรรยาของอวิ่นเสียนนี่ เขาไม่ได้ให้เธอทำเหรอ” ครูลู่หรือชื่อเต็ม ๆ คือ ลู่จิน เป็นเพื่อนของเจียงอวิ่นเสียน ครอบครัวมีฐานะอยู่แล้ว และเสียสละเวลาว่างตอนเย็นมาสอนนักเรียนเอาเงินเดือนไม่กี่หยวนเพราะรักในอาชีพครู “เขาไม่ได้บอก” ซะเมื่อไรล่ะ! เจียงอวิ่นเสียนไม่ได้มารับเธอที่โรงเรียนภาคค่ำ เขาจะรู้ได้ยังไงว่าฮวาเหม่ยหลิงมีการบ้าน และเขาถามตั้งแต่เมื่อคืนแล้วด้วยซ้ำ เป็นเธอเองที่บอกว่าไม่มีเพราะไม่ได้ฟัง “อืม ในเมื่อเธอเป็นนักเรียนใหม่ถ้าอย่างนั้นให้อวิ่นเสียนมาพบฉันหน่อย” “ไว้ฉันบอกเขาให้ค่ะ” ครูลู่เห็นอาการของนักเรียนใหม่ถึงกลับส่ายหน้า และหันไปตรวจการบ้านของนักเรียนคนอื่น ก่อนเริ่มเรียนบนเรียนถัดไปอย่างใจเย็น ส่วนฮวาเหม่ยหลิงนั่งมองที่ครูสอนบ้างไม่มองบ้าง บางทีก็หันหนีไปมองข้างนอก มองไปรอบห้อง มองทุกอย่างยกเว้นกระดานสอน เสียงท่องตามครู่ลู่ดังขึ้นเป็นระยะ ไหนจะต้องจดตาม ตอบคำถาม เหมือนว่าครูลู่จะรู้ว่าเธอไม่สนใจการเรียนถึงไม่ได้เลือกเธอไปตอบ พอถึงเวลาเลิกเรียนฮวาเหม่ยหลิงเดินออกจากห้องก่อนคนอื่น ไม่รอให้ครู่ลู่ปล่อยเพราะอยากกลับบ้านเร็ว ๆ อีกอย่างจำทางกลับบ้านได้แล้วไม่จำเป็นต้องรอใคร กลับมาถึงบ้านฮวาเหม่ยหลิงเห็นกับข้าวร้อน ๆ วางอยู่บนโต๊ะกินข้าว ข้าง ๆ มีสมุดปกผ้าเล่มใหม่ พร้อมปากกาหมึกซึมที่เขียนว่า ‘ฝึกเขียนวันละหน้า’ ฮวาเหม่ยหลิงย่นจมูก “เขาต้องการภรรยาหรือต้องการไล่ภรรยาออกจากบ้านกันแน่” มันเป็นข้อความที่เธออ่านไม่ออก แต่ว่าเล่มนี้มันเหมือนกับที่โรงเรียนภาคค่ำแจกให้ตอนอยู่โรงเรียน แน่นอนว่าฮวาเหม่ยหลิงไม่ได้เอากลับมาตั้งแต่วันแรก คงเป็นใครสักคนที่นำมาให้ ส่วนสามีไม่อยู่บ้านเพราะเขาเป็นทหารที่มีเวลาเข้างาน เช้าบ้าง เย็นบ้าน หรือตามที่เขาจะคุยกับเพื่อนของเขา เพราะเขาต้องมารับฮวาเหม่ยหลิงไปส่งโรงเรียนภาคค่ำ ไหนจะทำอาหารไว้รอแล้วกลับไปทำงานต่อ ทำให้เขาเลิกงานช้า วันต่อมาเจียงอวิ่นเสียนยังคงกลับจากกองทัพทหารช้ากว่าภรรยา และไม่ถามภรรยาว่าทำการบ้านไหม ไม่ถามว่าเรียนเข้าใจหรือเปล่า เขาทำเพียงเอาผ้าชุบน้ำมาให้ฮวาเหม่ยหลิงเช็ดมือ แล้วนั่งลงเก้าอี้ประจำในห้องนอน ส่วนภรรยานั่งอยู่บนเตียง “เธอเรียนไม่เก่งฉันรู้ แต่คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเก่งตั้งแต่ต้น” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ ไม่มีการบังคับ ส่วนคนเป็นภรรยานั่งกอดเข่าบนเตียงเอ่ยถามอย่างสงสัย “ฉันแค่สงสัยว่าทำไมคุณถึงต้องจริงจังขนาดนั้น คุณเรียนจบแล้วทำไมฉันยังต้องเรียนอีก” “ฉันเรียนเพราะในบ้านฉันไม่มีใครได้เรียนเลย ฉันอยากลองดูคนในชนบทอย่างพวกเราจะเปลี่ยนชีวิตเพราะเรียนหนังสือได้ไหม” ฮวาเหม่ยหลิงไม่ตอบสามี เพียงแต่จ้องแผ่นหลังของเขาที่หันหลังให้ภายใต้แสงตะเกียง ที่นี่ยังไม่มีไฟฟ้าสิ่งที่ให้ความสว่างได้คือตะเกียง “เหม่ยหลิง” “เหม่ยหลิง” “ตื่นได้แล้ว ฉันทอดปาท่องโก๋ไว้ให้” เสียงเจียงอวิ่นเสียนปลุกพร้อมกลิ่นหอมอบอวล ฮวาเหม่ยหลิงลุกขึ้นอย่างงัวเงีย เบิกตากว้างเมื่อเห็นขนมทอดสีทองเรียงบนจานอย่างน่ากิน “คุณทำเป็นด้วยเหรอ?” “ฉันหัดจากแม่ครัวในกองทัพมานานแล้ว เธอควรจะดีใจที่มีสามีแบบฉัน” ฮวาเหม่ยหลิงกระแอมในลำคอ หันหน้าหนีจากสามีพูดเสียงอ้อมแอ้ม “ไม่ได้แย่” สองสามีภรรยานั่งคุยกันก่อนที่เจียงอวิ่นเสียนจะไปทำงาน ส่วนเธอต้องไปเรียนตอนเย็นเวลาอื่น ๆ ถึงได้ว่าง นั่ง ๆ นอน ๆ รอไปเรียนเท่านั้น วันนี้ค่อนข้างแตกต่างจากวันอื่น ๆ ปกติเวลาเลิกเรียนเธอจะชิงออกจากห้องเรียนก่อนคนอื่น แต่พอได้ยินสามีพูดอย่างนั้นฮวาเหม่ยหลิงรอให้ครูลู่เป็นคนปล่อยนักเรียนก่อน มีนักเรียนผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาสะกิดถาม “เธอชอบทำขนมใช่ไหม? วันหน้าช่วยสอนฉันบ้างได้ไหม?” ฮวาเหม่ยหลิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามเสียงเบา “เธอมาจากหมู่บ้านตระกูลฮวาเหมือนกันเหรอ” ทุกคนในหมู่บ้านตระกูลฮวาจะรู้กันดีว่าฮวาเหม่ยหลิงเป็นคนยังไง แม้ว่าเธอจะทำตัวขี้เกียจไปวัน ๆ แต่เธอมีความสามารถหลายอย่างในการทำขนม “ครอบครัวของฉันเพิ่งย้ายมาบ้านยายน่ะ ยายของฉันคือแม่เฒ่าซู ส่วนฉันซูเสวี่ยอิง อายุเท่า ๆ กันกับเธอ ยายบอกว่าคนจากบ้านฮวาทำขนมเป็นทุกคน” ซูเสวี่ยอิงรีบพยักหน้า บรรยากาศที่เคยอึดอัดเริ่มคลายตัวลงอย่างไม่รู้ตัว ฮวาเหม่ยหลิงพยักหน้า “ได้สิ ถ้าครูไม่ว่าพวกเราฉันพอจะสอนเธอได้” “ดีเลย! ฉันจะรอนะ” ทั้งสองเดินออกจากโรงเรียนพร้อมกันเพื่อกลับบ้าน แต่พอถึงจุดที่ต้องแยกทางต่างโบกมือลากันเพราะอยู่คนละหมู่บ้าน และนัดแนะเจอกันในวันถัดไป เป็นอีกวันที่เจียงอวิ่นเสียนกลับถึงบ้านช้า แต่วันนี้ไม่เหมือนเดิมเพราะฮวาเหม่ยหลิงกำลังนั่งก้มหน้าขีดเขียนตัวอักษรในสมุดอย่างตั้งใจ เขาไม่พูดอะไร เพียงยิ้มบาง ๆ แล้วหยิบถ้วยน้ำอุ่นมาวางข้างหน้าภรรยา ฮวาเหม่ยหลิงเงยหน้าขึ้นสบตาสามี ดวงตาเธอไม่แข็งกร้าวเหมือนวันแรก “พรุ่งนี้ไม่ต้องปลุกฉันก็ได้ ฉันจะตื่นเอง” เจียงอวิ่นเสียนยิ้มก่อนเดินเข้าห้องไปเงียบ ๆ ทิ้งให้ฮวาเหม่ยหลิงนั่งมองแผ่นกระดาษที่เขียนคำว่า ‘ฟ้า’ อยู่เต็มหน้า คำที่เธอไม่เคยคิดจะเขียนมาก่อนเลยในชีวิต
“ฮวาเหม่ยหลิง! ทำไมเธอซื้อของหวานกลับมาอีกแล้ว?” เสียงทุ้มของเจียงอวิ่นเสียนดังขึ้นทันทีที่ภรรยากลับมาถึงบ้าน พร้อมกับถุงใส่ขนมถั่วแดงนึ่งที่เธอซื้อจากแผงลอยหน้าโรงเรียนภาคค่ำ มันเป็นขนมที่บ้านของคนในโรงเรียนเอาไปขายในตลาดแล้วขายไม่หมด จึงเอามาวางขายให้คนในหมู่บ้านและคนที่มาเรียน นักเรียนที่มาเรียนเป็นบ้านที่พอมีเงินอยู่แล้วเลยขายได้ เธอชะงักมองสามีด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายปนระแวง “ฉันหิว แล้วมันก็แค่นิดเดียวเอง” เพราะวันนี้กินข้าวเร็วกว่าเดิมทำให้หิว ระหว่างพักจึงไปซื้อและคิดว่าจะกินให้หมด แต่มันหมดเวลาพักก่อนทำให้เธอต้องเอากลับมาด้วย ไม่อย่างนั้นอย่าหวังว่าสามีของเธอจะได้บ่น เจียงอวิ่นเสียนวางหนังสือลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนลุกขึ้นตรงมาหา “วันนี้ฉันเห็นเธอกินข้าวน้อย แล้วแอบซื้อขนมหวานกลับบ้าน ทั้งที่มันไม่มีประโยชน์อะไร ไม่เหมือนข้าวที่มีประโยชน์!” “ฉันอยากกินอะไรมันก็เรื่องของฉัน! อีกอย่างเงินนี่ก็เป็นเงินของฉัน!” เหม่ยหลิงตะโกนกลับ ใบหน้าขึ้นสีเพราะความโกรธ สามีของเธอไม่ได้ให้เงินใช้เพราะข้าวกินที่บ้าน อีกทั้งเวลาไปเรียนมันเป็นโรงเรียนตอนเย็นไม่มีอะไรให้ซื้อ เงินที่มีคือเงินที่เธอเอามาจากบ้านไว้ใช้ในเรื่องจำเป็น ซึ่งเป็นเงินสินสอดที่ทางบ้านแบ่งให้ เงียบ มีเพียงความเงียบเป็นเสียงที่ตอบกลับ เจียงอวิ่นเสียนยืนเงียบ ดวงตานิ่งเฉยของเขาที่มองมาทำให้เธอหัวใจเต้นแรงอย่างแปลกประหลาด “...” หลังจากเขาไม่พูด ฮวาเหม่ยหลิงกลับรู้สึกประหลาดใจแทน “ไม่ดุแล้วเหรอ? ไม่ต่อว่าอะไรอีกแล้วใช่ไหม” เจียงอวิ่นเสียนเดินไปหยิบกระป๋องคูปองอาหารที่วางอยู่บนชั้นไม้เก่า แล้วหยิบถุงขนมจากมือเธอไป “ถ้าเธอดื้อ ฉันคงต้องยึดคูปองไว้ก่อน” ฮวาเหม่ยหลิงอ้าปากค้าง “คุณกล้าเหรอ!” “ลองดูสิ ว่าฉันกล้าหรือไม่” เจียงอวิ่นเสียนยิ้มบาง ๆ เหมือนไม่ใช่คนโมโหก่อนหน้านี้ เธออยากจะเถียง แต่ปากกลับพูดไม่ออก ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะหัวใจดวงน้อยที่เต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล สี่โมงเย็นของวันต่อไปเป็นวันที่เจียงอวิ่นเสียนไม่ได้ไปส่งภรรยา แต่ฮวาเหม่ยหลิงเดินไปที่โรงเรียนภาคค่ำเอง บรรยาศกาศในหมู่บ้านของสามีดูสงบสุขดี ไม่เหมือนในหมู่บ้านตระกูลฮวา อาจเป็นเพราะที่นั่นส่วนใหญ่เป็นคนตระกูลฮวา เป็นญาติกันจึงสนิทกัน ไม่เหมือนที่นี่ไม่คุ้นชินและส่วนใหญ่เป็นหมู่บ้านที่คนนอกมาเช่า ยกตัวอย่างของบ้านสามีที่ตอนแรกเขาเช่าที่ดินสร้างบ้าน ไป ๆ มา ๆ พอประจำการที่นี่ก็ซื้อไปเลย แม้บ้านจะหลังเล็กแต่ก็น่าอยู่ ฮวาเหม่ยหลิงเดินผ่านกลุ่มเพื่อนบ้านที่นั่งล้อมวงกันนินทาคนอื่นอย่างไม่ตั้งใจ และไม่คิดว่าคนที่พวกเขากำลังนินทาจะเป็นตัวเอง “ภรรยาของทหารท้ายหมู่บ้านของเราที่เพิ่งแต่งเข้ามา ฉันได้ยินว่าสามีต้องลากไปเรียนหนังสือทุกวันเลย” หญิงวัยกลางคนเอ่ยด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว ก่อนหน้านี้นางอยากได้ทหารคนนี้เป็นหลานเขยแต่อีกฝ่ายไม่ชอบหลานสาวของนาง รู้ตัวอีกทีก็แต่งภรรยาเข้าบ้านแล้ว “ฉันเห็นกับตาว่าเขาตื่นมาทำอาหารตั้งแต่เช้าก่อนออกไปทำงาน ตอนเย็นยังกลับมาทำอาหารให้ภรรยาอีก ผู้หญิงที่เป็นภาระสามีขนาดนี้ใช้ไม่ได้จริง ๆ” “ฮึ ผู้ชายหน้าตาดีแบบนั้นก็คงไม่อยากได้ภรรยาขี้เกียจหรอกนะ” แต่ไม่รู้ทำไมเจียงอวิ่นเสียงถึงได้คว้าเอาผู้หญิงคนนั้นไปเป็นภรรยา สู้หลานสาวของนางที่ทำงานในบ้าน งานนอกบ้านได้แบบไม่ตกบกพร่องก็ไม่ได้ ฮวาเหม่ยหลิงขบฟันแน่น หูแดงระเรื่อ ความอายตีขึ้นใบหน้าอย่างรุนแรง มันเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ด้วยซ้ำ มีบ้านไหนด้วยเหรอที่สามีทำอาหารให้ภรรยากิน ไหนจะส่งภรรยาเรียน ส่วนตัวเองทำงานหลังขดหลังแข็ง จะมีใครอีกถ้าไม่ใช่เจียงอวิ่นเสียนสามีของเธอเอง เธอเดินปึงปังเข้าโรงเรียนแบบไม่ทักใคร ไม่สนว่าซูเสวี่ยอิงจะพาคนอื่นมาแนะนำให้รู้จัก ใบหน้าของเธอบูดบึ้งไม่มีใครเข้าหน้าติด กระทั่งครูลู่ยังมองลูกศิษย์อย่างงุนงง “เฮ้ เหม่ยหลิงเธอเป็นอะไรน่ะ ไม่เขียนเหรอ?” ซูเสวี่ยอิงเอ่ยทัก สมุดที่ครูลู่แจกมาว่างเปล่า ฮวาเหม่ยหลิงมองไปข้างหน้านิ่ง ๆ ไม่พูดไม่จา ไม่ตอบกลับ และไม่แม้จะเขียนตามกระดาน เพื่อนที่นั่งข้างซูเสวี่ยอิงกระซิบถาม “หล่อนเป็นอะไร” ซูเสวี่ยอิงส่ายหน้าเบา ๆ มือขางซ้ายเคาะโต๊ะไปหนึ่งที “เหม่ยหลิงคงมีเรื่องที่ไม่อยากพูดน่ะ เธอเขียนงานของเธอไปเถอะ” ใบหน้าของฮวาเหม่ยหลิงทำให้คนหันมามองเป็นระยะ ทั้งสงสัย และกลัวว่าเธอจะระเบิดอารมณ์ออกไป ยิ่งขยับตัวทีซูเสวี่ยอิงสะดุ้งที กว่าจะหมดเวลาเรียนเป็นเวลาสามทุ่ม ฮวาเหม่ยหลิงคว้ากระเป๋าผ้าแล้วเดินออกจากโรงเรียนไป ไม่สนใจเสียงเรียกของเพื่อนในโรงเรียนตะโกนเรียก “เหม่ยหลิง!” กลับมาถึงบ้านฮวาเหม่ยหลิงไม่เข้าครัว ไม่แตะอาหารเย็นที่สามีทำเอาไว้ให้ เธอทำเพียงแค่ทิ้งตัวลงนั่งบนแคร่ไม้เก่าหน้าบ้าน ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ประมาณห้าทุ่มเจียงอวิ่นเสียนกลับมาถึงบ้าน เขานำของไปเก็บไว้ตรงจุดที่ต้องเก็บ ก่อนชะงักที่เห็นภรรยานั่งอยู่หน้าบ้านท่ามกลางจันทร์ที่ส่องให้เห็น เจียงอวิ่นมองภรรยาที่นั่งเหม่อหลังเห็นว่าอาหารเย็นบนโต๊ะยังเหมือนเดิม “เป็นอะไร?” “ไม่มีอะไร…” ฮวาเหม่ยหลิงส่ายหน้า “ใครทำให้เธอร้องไห้?” “คุณต่างหาก! คนอื่นเขานินทาว่าฉันเป็นภรรยาขี้เกียจ ต้องให้สามีลากไปเรียน!” เสียงสะอื้นของเธอหลุดออกมาทั้งที่พยายามฝืนไว้ เจียงอวิ่นเสียนค่อย ๆ เดินเข้ามา แล้วหยุดอยู่ตรงหน้าภรรยา “เหม่ยหลิง เธอรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงอยากให้เธอเรียน?” ฮวาเหม่ยหลิงสบตาสามีทั้งน้ำตา “ไม่ใช่เพราะฉันอยากให้เธอฉลาด หรือเป็นใครที่ยิ่งใหญ่” เขาเว้นคำแล้วกล่าวต่อ “แต่เพราะฉันอยากให้เธอเห็นว่าชีวิตของเธอมีค่าขนาดไหน” เธอน้ำตาคลอ ใจหนึ่งยังดื้อรั้น แต่ใจอีกครึ่งกลับสั่นไหว “ฉัน ฉันไม่อยากให้คุณเหนื่อยเพราะฉัน” เขายิ้มเล็กน้อย “ฉันเหนื่อยเพราะฉันห่วง ไม่ใช่เพราะเธอดื้อ” ฮวาเหม่ยหลิงนั่งเงียบ สามีกับเธออายุห่างกันหลายปี ในขณะที่เธอเหมือนเด็กสาวเขากลับทำตัวเป็นผู้ใหญ่เหมือนญาติคนหนึ่ง ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกันต่อ ฮวาเหม่ยหลิงถูกไล่ให้ไปกินข้าวเพราะไม่ได้กินข้าวมื้อเย็น กว่าจะเสร็จสามีไปอาบน้ำ ทำให้จานที่ปกติสามีเป็นคนทำความสะอาดเธอต้องไปจัดการเอง ระหว่างล้างจาน จู่ ๆ ความคิดของเธอกลับนึกถึงคำพูดมากมายของสามี แม้เขาจะดูเหมือนบังคับเธอทุกอย่างแต่ดู ๆ แล้ว มันมีประโยชน์สำหรับเธอไม่ใช่เหรอ แม้จะปากแข็งแต่หัวใจก็เริ่มยอมแพ้ให้กับน้ำเสียงทุ้มของสามี “ทำอะไร” ฮวาเหม่ยหลิงหันไปมองตามทิศของเสียงที่ได้ยิน เป็นสามีของเธอเดินเข้ามาในห้องพร้อมใช้ผ้าเช็ดผมไปด้วย เธอเลยยกสมุดที่เอากลับจากโรงเรียน “การบ้านที่ครูลู่สั่งเอาไว้ค่ะ” “อืม ได้ยินว่าก่อนหน้านี้มีการบ้านทุกวัน แต่เธอไม่เคยทำไปส่ง” เขาว่าด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ เธอยักไหล่ “ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้สนใจแล้วก็กลับบ้านก่อนทุกคนด้วย ไม่รู้ว่ามีการบ้านก็ไม่แปลกไหม แต่วันนี้ฉันกำลังทำแล้วไง” จริง ๆ ก็ไม่ได้อยากทำหรอก แต่คำพูดของสามีวนเวียนอยู๋ในหัว การเรียนหนังสือเป็นสิ่งที่ผู้หญิงหลาย ๆ คนทำ มันเป็นการยกระดับความรู้ คนที่อ่านหนังสือออกกลายเป็นคนที่ใคร ๆ ก็ต้องการ สักวันหนึ่งถ้าเกิดเธอกับสามีต้องแยกทางกันขึ้นมา ฮวาเหม่ยหลิงต้องหาทางรอดให้ตัวเอง หลังจากได้ความรู้ต่อจากนี้คงเป็นเรื่องงาน เจียงอวิ่นเสียนยกยิ้มมุมปาก “เธอเข้าใจไหม” ฮวาเหม่ยหลิงส่ายหน้า “ครูลู่บอกให้เขียนตามที่มีในหนังสือ” “เอามาดูสิ” คนเป็นสามีหยิบหนังสือไปอ่านเพียงแค่กวาดสายตามองเขาก็จดจำเรื่องราวได้ ฮวาเหม่ยหลิงมองสามีของเธออย่างเลื่อนลอยพร้อมคำถามในใจ ทำไมวันนี้สามีของเธอดูดีจัง?