เล่ห์(ลวง)รัก
บทที่ 1 EPISODE 1 ท้อง!

“ฉันท้อง” “…” “ฉันท้องกับคุณ” “…” “นี่ ไม่ได้ยินหรือไง” ฉันแหวใส่ชายในชุดสูทสีเบจดูสะอาดสะอ้านที่กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาตัวยาวอย่างหมดความอดทน ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรยังคงเฉยชาไม่ได้สะทกสะท้านกับคำพูดของฉันแม้แต่น้อย 'คิดว่าหล่อแล้วจะทำอะไรกับใครก็ได้สินะ' แต่ดูเหมือนว่าน้ำเสียงที่ดังจนเกินไปทำให้มุมที่ฉันยืนอยู่ตกเป็นเป้าสายตาของลูกค้าซึ่งกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศชวนผ่อนคลายภายในคาเฟ่อย่างไม่ต้องสงสัย ฉันจึงหันไปค้อมหัวเล็กน้อยเชิงขอโทษคนเหล่านั้นแล้วหันกลับมาสนใจชายหนุ่มสองคนที่นั่งอยู่อีกครั้ง ชายผมดำที่ฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนคาดว่าน่าจะเป็นเพื่อนของเขาคนนั้นกำลังไล่สายตามองฉันตั้งแต่ปลายเท้าจรดศีรษะ หลังจากนั้นจึงเลิกให้ความสนใจแล้วยกแก้วขึ้นจิบราวกับว่ากาแฟถ้วยนั้นน่าสนใจกว่าเป็นไหนๆ แต่ถึงอย่างนั้นฉันเองก็ไม่ได้สนใจเหมือนกัน เพราะเป้าหมายเดียวในวันนี้คือผู้ชายในชุดสูทที่กำลังใช้นิ้วชี้เกาปลายจมูกอยู่ต่างหาก ฉันจำเขาได้ขึ้นใจจากรูปถ่ายที่ดูแล้วดูอีกจนนับครั้งไม่ถ้วน “ผมไม่รู้จักคุณ” ริมฝีปากหยักลึกสีชมพูธรรมชาติขยับตอบเสียงห้วน “แหม~ อย่ามาตีมึนหน่อยเลย คนมันเคย ๆ กันอยู่” ฉันยกมือขึ้นอย่างมีจริตจะก้านพร้อมหัวเราะกลบเกลื่อน แต่สีหน้าของอีกฝ่ายกลับไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมจนรู้สึกได้ว่าเขากำลังด่าฉันทางสายตา ประมาณว่า คนอย่างผมนะเหรอ จะเอาคนอย่างคุณ “ผมไม่คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยนอนกับคุณ” “แต่ฉันไม่ได้นอนกับใครมั่ว ๆ นะ” “ใคร ๆ ก็บอกว่าตัวเองไม่ได้มั่วกันทั้งนั้นแหละ” ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มนิ่วหน้าอย่างรำคาญ ฉันที่ยืนอยู่ถึงกับจ้องมองเขม็งแล้วเม้มริมฝีปากเข้าหากันอย่างพยายามอดกลั้น ฉันรู้ดีว่าทุกอย่างมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดและเพราะแบบนั้นจึงต้องมีความอดทนในระดับหนึ่ง จึงลองเปลี่ยนอารมณ์พลิกบทบาทให้ดูจริงจังเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ “ที่ฉันตัดสินใจมาบอกคุณเรื่องนี้ เพราะคุณเองก็มีสิทธิ์ที่ต้องรับรู้ไว้” “…” “ว่าความเร่าร้อน ซี๊ดอ่าส์ ๆ ของเราในคืนนั้นได้สร้างเด็กคนหนึ่งขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ” พูดจบก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ฉันคิดว่าประโยคแรกมันก็ดูดีอยู่หรอก แต่ประโยคหลังกลับฟังทะแม่งชอบกล เอ~ หรือบางทีฉันไม่เหมาะกับอะไรที่มันจริงจังวะ? “แต่หลังจากนี้ ฉันเองก็คงตัดสินใจง่ายหน่อยเรื่อง...” ฉันลองเว้นจังหวะการพูดเพื่อกระตุ้นความอยากรู้ของอีกฝ่าย และมันเป็นไปอย่างที่คิดไว้จริง ๆ ด้วย “เรื่องอะไร” “ฉันว่าจะเอาเด็กออก” ว่าพลางก้มหน้าก้มตาแล้วเริ่มใช้ความสามารถพิเศษทันที ไม่ถึงห้าวินาทีหยาดน้ำตาของฉันก็ไหลลงมาเป็นทาง นี่ถ้าไม่ติดว่าที่บ้านค้านหัวชนฝาเรื่องไปเป็นนักแสดง ฉันว่าจะลองไปแคสติ้งดูสักครั้งอยู่หรอก "..." “ขอโทษที่ต้องมารบกวนเวลาอันแสนมีค่าของคุณด้วย” บอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแล้วค่อยๆ เงยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาขึ้น ก็เห็นว่าไม่เพียงแค่เขาเท่านั้นที่จ้องเขม็งมายังฉันเพราะเพื่อนของเขาก็กำลังเอียงคอมองมาทางนี้ไม่ต่างกัน “ฉันไปก่อนนะ” “เดี๋ยว” “คะ?” “ผมจะมั่นใจได้ยังไงว่าเด็กเป็นลูกของผมจริง ๆ ” “คุณก็ต้องรอจนกว่าเด็กจะคลอดออกมา” เพราะกว่าจะถึงตอนนั้นภารกิจทุกอย่างคงสำเร็จไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “แล้วถ้าเด็กที่คลอดออกมาไม่ใช่ลูกของผมล่ะ” เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจังจนฉันรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก “ไม่มีทาง ฉันมั่นใจว่าเด็กเป็นลูกของคุณ” เพราะฉันจ่อหัวไว้แล้วว่าเด็กในท้องของฉันต้องเป็นลูกของคุณ ของคุณคนเดียวเท่านั้น “ถ้าอย่างนั้นผมจะพาคุณไปตรวจการตั้งครรภ์ที่โรงบาล แล้วค่อยปรึกษาหมออีกทีเรื่องตรวจดีเอ็นเอ” จัดแจงทุกอย่างเสร็จสรรพแล้วเน้นย้ำประโยคหลัง มิหนำซ้ำยังยกยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจ “แต่ฉันกำลังท้องอ่อน ๆ เองนะ จะตรวจดีเอ็นเอได้ยังไงเล่า” “ไอ้หมอ พอจะมีวิธีไหนบ้าง ที่สามารถรู้ผลได้เร็วที่สุด” เขาหันไปถามเพื่อนตัวเองท่าทางสบาย ๆ จะมีก็แต่ฉันนี่แหละที่ยืนอ้าปากค้างพร้อมกะพริบตาปริบอย่างคนไม่รู้เรื่องราว ก็ไม่รู้จริง ๆ นี่นาว่าเขามีเพื่อนเป็นหมอ ในเมื่อพี่สาวตัวดีไม่เห็นบอก “ตอนนี้เครื่องมือทางการแพทย์ล้ำสมัยกว่าแต่ก่อนมาก มึงไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอก” ซวยแล้วมั้ยล่ะ! เพราะฉันดันลืมเรื่องนั้นเสียสนิทว่าสมัยนี้นวัตกรรมต่าง ๆ มันไปไกลมากแล้ว “เยี่ยม งั้นเดี๋ยวกูไปโรงบาลที่มึงทำงานอยู่ก็แล้วกัน รบกวนติดต่อหมอสูติให้หน่อยนะ” “เดี๋ยวกูโทรนัดให้เลยก็ได้” “ยัง ๆ ยังไม่ต้องดีกว่า” เขายกมือขึ้นปรามเพื่อนที่กำลังจะเอื้อมหยิบสมาร์ตโฟนบนโต๊ะ ซึ่งในตอนนั้น ฉันรู้สึกเบาใจขึ้นบ้าง แต่ก็ดูเหมือนว่าสมองอยากจะยอมแพ้ภารกิจนี้ให้มันจบ ๆ ทั้ง ๆ ที่มันเพิ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น “ถ้าคุณต้องทำถึงขนาดนั้น ไม่ต้องมารับผิดชอบอะไรฉันกับลูกก็ได้” “ทำไม กลัวความจริงจะปรากฏหรือไง” “เปล่า แต่รู้สึกเหมือนโดนดูถูกว่าฉันเป็นผู้หญิง มั่ว ร่าน อะไรเทือก ๆ นั้นต่างหาก” “คุณกำลังด่าตัวเองอยู่นะ” “ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ คุณลืมเรื่องในวันนี้ไปก็แล้วกัน” ฉันพูดเพียงเท่านั้นแล้วรีบหมุนตัวเร่งฝีเท้าออกไปจากร้าน เพราะจู่ ๆ ก็รู้สึกปอดแหกขึ้นมาอีกครั้ง แต่กลับถูกมือของคนที่ฉันเพิ่งหนีมาคว้าตรงแขนกึ่งลากไปอีกทาง “คุณจะทำอะไร ปล่อยฉันนะ” “ก็พาคุณไปตรวจที่โรงบาลไง” “ไหนตะกี้คุณยังปฏิเสธไม่ให้เพื่อนติดต่อหมออยู่เลย” ฉันพยายามดึงแขนให้หลุดจากการเกาะกุมของเขา แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ “ก็เพราะว่าผมจะพาคุณไปตอนนี้เลยยังไงละ” "แต่ยังไง ยังไงก็ต้องนัดหมอไว้ล่วงหน้า" ลิ้นเริ่มพันกันเพราะความกดดัน "เชื่อเถอะ ว่าผมจัดการได้” "..." “หึ! จะได้รู้กันไปเลย ว่าชีวิตหลังจากนี้ของคุณจะได้ทำหน้าที่แม่คน หรือเป็นวิญญาณเฝ้ารากมะม่วงกันแน่”

บทที่ 2 EPISODE 2 ก็อ้วกไปเลยสิคะ

ทันทีที่มาถึงลานจอดรถ ฉันก็ถูกจับยัดเข้ามายังเบาะข้างคนขับของรถซูเปอร์คาร์สีดำด้าน ถึงแม้จะอยากแหกปากร้องโวยวายเพียงใด แต่คิดว่าทำไปก็ไร้ประโยชน์ นอกจากจะบ้าบิ่นเปิดประตูแล้วพุ่งตัวออกไปนอกรถเพื่อหนี แต่ในความเร็วที่เขาขับคิดว่าน่าจะไม่มีชีวิตรอดกลับไปบ้าน ฉันจึงต้องนั่งเกร็งอยู่ท่ามกลางความเงียบชวนอึดอัดพร้อมขบคิดถึงเรื่องที่ทำให้ฉันตัดสินใจทำเรื่องบ้าบอแบบนี้ ย้อนกลับไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อน ‘พี่จะทำอะไรน่ะ’ ทันทีที่ฉันเปิดประตูห้องนอนของพี่พราว ก็เห็นร่างของเธอกำลังนั่งอยู่บนขอบระเบียงซึ่งหันหน้ามาทางฉันอย่างหมิ่นเหม่ ใบหน้าสวยหวานเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเครื่องสำอางผสานหยาดน้ำตา ‘ฮือ พี่อยากตาย’ ‘อย่าทำอะไรบ้า ๆ น่า’ ‘พี่อยากตาย’ ยังคงพร่ำเพ้อแต่คำนั้น ‘จะตายได้ยังไงกัน บ้านเรามีแค่สองชั้นนะพี่ ตกลงไปก็แค่เจ็บ ไม่ก็พิการ แต่ถ้าพี่ลงมาคุยกับน้อง พี่ก็จะไม่ต้องเจ็บหรือพิการ’ ‘ไม่’ ‘งั้นก็แล้วแต่ น้องไปก่อนนะ อยากทำอะไรก็เชิญ ถ้าพี่เป็นอะไรขึ้นมาน้องจะไม่ดูแล!’ ‘ฮือ~ ฟึ้ด’ แล้วก็ปล่อยโฮออกมาอีกครั้งพร้อมดึงคอเสื้อยืดมาสั่งน้ำมูก ‘แต่ถ้าพี่ลงมาแล้วบอกว่าเกิดอะไรขึ้น น้องก็จะเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่บอกแม่ด้วยว่าพี่คิดจะทำอะไรลงไป’ พี่พราวทำท่าเหมือนกำลังครุ่นคิด ฉันจึงอดที่จะเอ่ยกระแนะกระแหนไม่ได้ ‘พี่ไม่ต้องทำเป็นคิด อันที่จริงพี่ก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก’ "ฮือ~ อีตานั่นมันบอกเลิกพี่ หาว่าพี่จอแบนแล้วยังไปควงยัยผู้หญิงนมทะลักอย่างกับแม่วัวมาเย้ยกันซึ่ง ๆ หน้าอีก" ว่าแล้วหันมามองหน้าอกอวบอัดของฉัน ถึงแม้หน้าตาของเราสองคนจะคล้ายคลึงกันตามประสาพี่น้องและมีอายุห่างกันแค่ปีเดียว แต่พี่พราวชอบแต่งหน้า รักสวยรักงาม แตกต่างกับฉันโดยสิ้นเชิง ทว่าเรื่องทรวดทรงองค์เอวกลับเป็นฉันที่ดูสะดุดตามากกว่า "หน็อย แบบนี้มันหยามกันชัด ๆ " "เพราะฉะนั้น น้องต้องไปจัดการอีตานั่นให้พี่นะ ฮือ~ น้องต้องไปกู้ศักดิ์ศรีของพี่กลับมา" "..." "น้องต้องทำให้รู้ว่าความเสียใจมันเป็นยังไง มันเจ็บปวดแค่ไหน" "แล้วพี่จะให้น้องช่วยอะไร" "ก็แค่ทำให้มันหลงรักแล้วหักอกเหมือนที่มันทำกับพี่" "หา!" "หรือน้องจะไม่ช่วยพี่ ใช่สิ! น้องไม่ได้จอแบนอย่างพี่นี่" "แต่น้องว่า..." "ไม่มีตงมีแต่อะไรทั้งนั้นแหละ เพราะถ้าภารกิจนี้สำเร็จ พี่จะพาน้องไปคอนเสิร์ต ดีเจสโมค! เคมั้ย?" "เค! พี่พูดแล้วห้ามคืนคำนะ" ฉันตอบแบบไม่ต้องคิดครั้นถูกยกเรื่องนี้มาเป็นตัวล่อ และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของแผนการทั้งหมด... “คุณชื่ออะไรนะ” จู่ ๆ เขาก็เป็นคนเรียกฉันออกมาจากภวังค์ความคิด “พริม” ฉันตอบเสียงแผ่วโดยไม่หันไปมองคนข้างกาย “ผมคงไม่ต้องบอกชื่อตัวเองใช่มั้ย” “ค่ะ คุณครินทร์ ฉันจำชื่อของคุณได้ขึ้นใจ” ฉันตอบอย่างประชดประชัน เพราะเมื่อหลายวันก่อนได้อ่านข้อมูลคร่าว ๆ ของเขามาจนขึ้นใจ ธุรกิจหลัก ๆ ของเขาคือคาเฟ่ที่กระจายอยู่หลายจังหวัดในประเทศไทย รวมถึงคาเฟ่ที่ฉันเพิ่งไปเยือนก่อนหน้านี้นั้นก็ด้วย “อายุเท่าไหร่ล่ะ” “ยี่สิบสาม” “หางเสียงหายไปไหน ผมแก่กว่าคุณตั้งเจ็ดปี” “ยี่สิบสามปีค่ะ” “เรียนจบแล้วใช่มั้ย” “เพิ่งจบไม่นานค่ะ” “แต่ก็จบแล้ว” “ค่ะ” “แล้วที่บ้านว่ายังไงบ้าง” “ก็ดีค่ะ” “หมายถึงเรื่องที่ท้องสิ” “เรียนจบปุ๊บ ท้องปั๊บ คงดีใจกันจนน้ำตาไหลเลยละคะ” “ประชดเก่งนี่” หลังจากประโยคนั้น ฉันก็นั่งนิ่งไปตลอดทางเพราะเริ่มคิดหาวิธีหนีไปจากเขา มาคิด ๆ ดูแล้ว ถ้าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลยังไงก็ไม่รอด ฉันที่กำลังตกอยู่ในความคิดของตัวเองหัวแทบทิ่มเมื่อเขาเหยียบเบรกอย่างแรง ดูเหมือนว่าการใช้รถบนถนนของเมืองหลวงจะเลวร้ายกว่าที่คิดไว้ จนฉันรู้สึกเหมือนอาหารก่อนหน้านี้กำลังจะถูกขย้อนออกมา “อึก” “เป็นอะไร” “ฉันอยาก…” “อย่าอ้วกในรถนะเว้ย ห้ามเด็ดขาด” “อึก” “แม่งไม่มีที่จอด” “อึก…” “กลืนมันเข้าไป!” “จะ โอ้ก” แล้วฉันก็โก่งคออาเจียนลงที่วางเท้าด้านหน้าของตัวเอง ข้าวมันไก่ก่อนหน้าถูกขย้อนออกมากองอยู่บนพื้นพรมที่เคยสะอาดสะอ้าน ดูเหมือนว่าวันนี้จะเคี้ยวอาหารไม่ค่อยละเอียดแฮะ ฉันที่กำลังเพ่งพินิศซากอาเจียนของตัวเองค่อย ๆ พึมพำออกมาด้วยความโล่ง “ค่อยดีขึ้นหน่อย” เอี๊ยด! แต่เมื่อมองไปที่คนขับกลับเห็นว่าสีหน้าของเขาฉายชัดถึงความรังเกียจแล้วรีบหักเทียบทางเท้าอย่างแรงจนฉันแทบจะลงไปกองอยู่กับอ้วกของตัวเอง “แม่งเอ้ย!” ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำด้วยความไม่พอใจก่อนจะตะเบ็งเสียงใส่จนฉันสะดุ้งเฮือกสุดตัว “ลงไป ลงไปเดี๋ยวนี้” “…” “บอกให้ลงไปไงว่ะ” “ไม่ ไม่พาฉันไปโรงบาลแล้วเหรอ” “ใครมันจะทนนั่งรถไปพร้อมกลิ่นอ้วกแบบนี้” เขาพูดพร้อมเปิดประตูพาตัวเองออกไปจากรถ แล้วดึงสมาร์ตโฟนในกระเป๋าต่อสายหาใครบางคน จากนั้นจึงเดินมาที่ฉัน สีหน้ายังคงฉายชัดถึงความรังเกียจไม่แปรเปลี่ยน “มีเบอร์ผมใช่มั้ย” “คะ? อ๋อ ไม่มี คือพอดี…” “ก็ไม่แปลก ผมไม่เคยให้เบอร์ใครอยู่แล้ว” ฉันกำลังยืนงงเพราะอารมณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของเขาพร้อมกับรับนามบัตรที่เขายื่นให้ “งั้นฉันกลับก่อนนะ” “จะกลับยังไง” “แท็กซี่ไงคะ” “อย่าไปอ้วกบนรถคนอื่นอีกก็แล้วกัน” “ขอโทษก็แล้วกันค่ะ ที่ทำรถหรูหราหมาเห่าของคุณแปดเปื้อน” แล้วฉันก็วิ่งออกจากตรงนั้นราวกับตัวเองเป็นนักวิ่งมาราธอนทั้ง ๆ ที่สวมรองเท้าส้นสูงทำเอาแทบล้มหน้าคะมำ ครั้นพอเข้ามานั่งในรถแท็กซี่ก็เห็นคนที่ยืนอยู่กำลังมองมาทางฉันด้วยสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อย แต่ตอนนี้ฉันไม่สนใจอะไรทั้งนั้นแหละ นอกจากคิดไว้แล้วว่า จะไม่ไปยุ่งวุ่นวายกับผู้ชายคนนั้นอีกเป็นอันขาด จึงทิ้งนามบัตรที่เขาให้มาบนแท็กซี่คันนั้นอย่างไม่ไยดี

บทที่ 3 EPISODE 3 แม่ไม่ยอม

ฉันกลับมาถึงบ้านพร้อมความโล่งอก แต่พอเห็นพี่พราวกำลังนั่งดูทีวีท่าทางสบายใจก็อดที่จะหมั่นไส้ไม่ได้ ไม่รู้เลยว่าน้องสาวอย่างฉันต้องไปเผชิญกับอะไรมาบ้าง “น้องจะบ้าตายอยู่แล้ว” ฉันเดินไปทิ้งตัวลงบนโซฟาข้าง ๆ พี่พราวอย่างคนหมดเรี่ยวหมดแรงแล้วเริ่มเล่าทุกอย่างให้ฟังโดยอีกฝ่ายไม่ต้องถาม “หรือเราเอาเรื่องใหญ่เกินไปมาเล่น” ฉันเริ่มไม่ค่อยมั่นใจกับแผนการนั้น “แต่นั่นมันเป็นความคิดของน้องนะ” “ตอนแรกน้องก็คิดว่าถ้าโกหกเรื่องนี้ อาจจะทำให้เข้าถึงตัวเขาง่ายนี่นา” "คนไร้ความรับผิดชอบแบบตานั่น คงไม่เชื่อใครง่าย ๆ หรอก" "น้องเครียดจนไมเกรนจะกำเริบแล้ว" “ที่พูดแบบนี้คือน้องอยากเลิกทำใช่มั้ย แต่พี่บอกไว้ก่อนนะว่าถ้ายกเลิก สัญญาของเราก็ถือว่าเป็นโมฆะ ไม่ว่าคอนเสิร์ตหรือเงินที่ได้ตกลงกันไว้” “น้องก็อยากช่วยพี่อยู่หรอก” "ถ้าอยากช่วย ก็ทำตามแผนเดิมนั่นแหละ" "น้องว่า..." ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดจนจบประโยค จู่ ๆ หมอนอิงจากไหนไม่รู้ก็ลอยเข้ามาระหว่างการสนทนาของเราสองพี่น้องพร้อมเสียงอันคุ้นเคย “ลูกสาวบ้านนี้มันสบายกันจังเลย งานการก็ไม่ต้องทำ วัน ๆ นั่งโชว์หัวหงอกกันสบายเชียว” “หงอกอะไรกันล่ะแม่ ไม่วัยรุ่นเอาเสียเลย นี่มันผมสีเทาควันบุหรี่ต่างหาก” พี่พราวหันไปค้อนขวับใส่คุณดาวนภาซึ่งก็คือมารดาของเราสองพี่น้องนั่นเอง “ของลูกแค่ไฮไลท์ตรงกรอบหน้าเองนะแม่” ฉันพูดขึ้นมาบ้าง “ฉันเห็นผมพวกแกแล้วก็อดคิดถึงยายไม่ได้จริง ๆ แล้วนี่เรียนจบมาตั้งนานแล้ว เมื่อไหร่จะไปช่วยงานที่ร้านล่ะคุณพริม” “แม่จ๋า ลูกเพิ่งจบมายังไม่ถึงปี แม่อย่าเพิ่งให้ลูกทำงานเลยนะ ลูกอยากพักผ่อนก่อน” ฉันคิดหาเหตุผลเพราะยังไม่อยากเข้าไปดูแลร้านเครื่องประดับที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นโดยมีพี่พราวตามสมทบ “ลูกก็เหมือนกันค่ะ” “แกนะหยุดเลย ตั้งแต่เรียนจบมา แวะเข้าไปที่ร้านแทบนับครั้งได้ วัน ๆ เอาแต่ไปเที่ยวบ้าผู้ชาย ไงล่ะช่วงนี้ไม่เห็นออกไปไหน โดนเทแล้วงั้นสิ” คำว่าโดนเททำเอาพี่พราวของฉันเริ่มเบะปากทำท่าจะร้องไห้ แม่จึงเริ่มหันมองหน้าของฉันกับพี่พราวสลับกัน “แกโดนเทมาจริง ๆ เหรอ” “เพราะแม่นั่นแหละ ไม่ยุติธรรมกับลูก” “ไม่ยุติธรรมอะไรของแก ทุกวันนี้ก็สุขสบายเหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้องนี่” “แต่แม่ไม่แบ่งความอึ๋มแบบแม่กับน้องมาที่ลูกเลย” “ก็แล้วฉันให้เงินแกไปอัปไซซ์ก็ไม่เอา” “ก็มันไม่ธรรมชาติ แม่ไม่เข้าใจหรอก” “ถึงแกจะบ่น มันก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว” “เพราะแบบนี้ไง อีตานั่นมันถึงบอกเลิกหนู” “แกเป็นฝ่ายโดนบอกเลิกจริง ๆ เหรอ” แม่พูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าไม่อยากจะเชื่อ “ฮือ” “มันเป็นใครถึงกล้าทำลูกสาวฉันแบบนี้” โฮ~ "แม่ถามว่ามันเป็นลูกเต้าเหล่าใคร แม่จะไปจัดการมัน" แม่พูดด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธ พร้อมกับปรี่ตัวเข้าไปกอดพี่พราว ฉันเห็นอย่างนั้นจึงเข้าสวมกอดทั้งสองคนไว้อีกที “ไม่ต้องร้องไห้ให้เปลืองน้ำตาหรอก เดี๋ยวคืนนี้แม่จะให้เงินแกไปเที่ยวโฮส เผื่ออารมณ์จะดีขึ้น” “ลูกไปด้วย” ฉันโพล่งออกมาท่ามกลางเสียงร้องไห้กระซิก ๆ ของพี่สาวที่ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง “แกนะ อยู่เฝ้าบ้านไปเลย” แม่หันมาถลึงตาใส่ฉัน “ก็ลูกอยากไปด้วยนี่นา" ฉันพยายามปั้นสีหน้าให้ดูน่าสงสารสุดความสามารถ “เออ จะไปก็ไป แต่ถ้ากลับมาเช้าเหมือนวันนั้นอีก รอบนี้แม่จะไล่แกออกจากบ้าน จะได้ไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์อย่างที่แกต้องการตามสะพานลอย" "แม่!" "ขึ้นเสียงใส่ฉันแบบนี้ คือไม่อยากไปแล้วใช่มั้ย" "ขอโทษค่า คุณดาวนภาสุดที่รักของลูก" ฉันว่าแล้วหอมแก้มแม่ไปหนึ่งฟอด โดยไม่สนว่าแม่กำลังทำสีหน้าแบบไหนก่อนจะเลียบเคียงถาม “ว่าแต่แม่ไม่อยากไปด้วยเหรอ” “ไอ้อยากไปก็อยากอยู่หรอก" "แม่ก็ไปด้วยสิ" "แกก็ไปขอผัวให้ฉันสิ" “ผัวแม่ แม่ก็ไปขอเองสิ บอกไปเลยว่าอยากเที่ยวโฮส อยากเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ” "ผัวฉันก็พ่อแกนั่นแหละ นี่ฉันเลี้ยงลูกมายังไงกันนะ" "ล้อเล่นหรอกน่า" "เออ แล้วก็ห้ามบอกพ่อเรื่องที่ฉันให้เงินพวกแกไปเที่ยวละ" “รูดซิปปากแน่นอนค่ะ” ฉันให้คำมั่นซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่พ่อเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นพอดี “ทำอะไรกันน่ะสาว ๆ ” “แล้วนั่นลูกร้องไห้ทำไม” หันไปถามลูกสาวคนโตพร้อมสีหน้าตกอกตกใจ “พอดีฝุ่นมันเข้าตานะพ่อ” "เหรอ คิดว่าร้องไห้เสียอีก" "แล้วนั่นที่รักจะไปไหนคะ" แม่หันไปถามพ่อเสียงหวาน ต่างกับตอนพูดกับลูกเป็นไหน ๆ “พอดีพ่อจะไปที่ร้าน แม่ไปด้วยกันมั้ย” “ไปสิคะ” “ลูกสองคนก็อยู่เฝ้าบ้านแล้วกัน พ่อกับแม่น่าจะกลับมาดึก หรือบางทีก็อาจจะไม่กลับ เพราะคืนนี้พ่อจะพาแม่ไปดินเนอร์ ส่วนหลังจากนั้นย่อมเป็นสิ่งที่เด็กไม่ควรรู้..." พ่อหันมาบอกพวกเราพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่มที่ทำเอาแม่เม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นด้วยความขัดเขิน แม้ท่านทั้งสองจะอายุเกือบห้าสิบปีกันแล้ว แต่ชีวิตคู่ยังคงเต็มไปด้วยความรักอันหอมหวานจนน่าอิจฉา "รับทราบค่ะ" ฉันตอบพร้อมรอยยิ้มกว้างโดยมีพี่พราวหยอกล้อเป็นการทิ้งท้าย "เพลา ๆ หน่อยนะพ่อ หนูไม่อยากมีน้องเพิ่มแล้ว" ติ๊ง! ไม่นาน เสียงแจ้งเตือนข้อความในเครื่องของเราสองพี่น้องก็ดังขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันก่อนที่แม่ซึ่งถือสมาร์ตโฟนไว้ในมือจะขยิบตาส่งให้ หลังจากนั้นท่านทั้งสองก็พากันเดินออกไปท่าทางกระหนุงกระหนิง “ถ้ามีความรักแบบพ่อกับแม่ก็ดีเนอะ” คนที่เพิ่งผิดหวังจากความรักลากฉันเข้าสู่โหมดดรามาอีกครั้ง “ก็ใช่ แต่สมัยนี้หาแบบนั้นง่ายเสียที่ไหน” “เพราะฉะนั้นเราอย่าไปรักใครอีกเลย ไปเที่ยวโฮสกันดีกว่า” พี่พราวสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด ราวกับเรียกพลังให้ตัวเอง “ใช่” “เดี๋ยวคืนนี้พี่จะจับน้องแปลงโฉมเอง เอาให้สวยสะบัดไปเลย” “น้องไม่ใช่ตุ๊กตาบาร์บี้ของพี่นะ” “แหม เปรียบเทียบเสียน่ารักเลยนะ อย่างน้องน่ะ ถ้าเป็นตุ๊กตาแอนนาเบลก็ว่าไปอย่าง” "พี่พราวอะ!" ฉันค้อนขวับใส่พี่สาวตัวดีไปอีกรอบ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้โกรธอะไรหรอก อาจเพราะฉันกำลังอารมณ์ดีที่คืนนี้จะได้ออกไปปลดปล่อยตัวเอง หลังจากต้องเผชิญกับเรื่องชวนปวดหัวก่อนหน้านี้

อ่านต่อ