แก้วตาดวงใจของเขา
บทที่ 1 คู่หมั้นคนนั้นไม่ใช่ฉัน

ในค่ำคืนอันเงียบสงัด ภายในห้องพลันเกิดท่วงทำนองที่แสนยั่วยวนขึ้นอย่างช้า ๆ ฉินเฉี่ยนสูดดมกลิ่นหอมเย็นจากตัวของฝ่ายชาย แต่กลับดูใจลอย “เป็นอะไรไป?” ชายที่อยู่ข้างกายเหมือนจะรับรู้ได้ว่าฉินเฉี่ยนกำลังใจลอย เขาจึงเงยหน้าจากซอกคอขึ้นมามองเธอ แววตาคู่นั้นดูอ่อนโยนจนไม่เหลือเค้าโครงของผู้นำแห่งเหิงเซิ่ง กรุ๊ปผู้ทรงอิทธิพลในโลกธุรกิจเมื่อตอนกลางวันอยู่เลย ลู่ซีเหยี่ยนเป็นคนที่ดูดีสุด ๆ ตั้งแต่รูปร่างไปจนถึงหน้าตาเรียกได้ว่าไม่มีที่ติเลยสักนิดเดียว ฉินเฉี่ยนรู้สึกว่าการที่เธอใจลอยในเวลาแบบนี้มันดูจะเกินไปหน่อย จึงยื่นมือออกไปลูบไล้รูปริมฝีปากของเขาด้วยรอยยิ้ม “เปล่าค่ะ แค่กำลังคิดว่าจะคว้าใบสั่งซื้อของโอวจั๋วมาได้ยังไง” ลู่ซีเหยี่ยนรู้ดีว่าเธอโกหก แววตาของเขาเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย วินาทีต่อมา ฉินเฉี่ยนก็เผลอครางออกมาเบา ๆ ทำให้ลู่ซีเหยี่ยนกระตุกริมฝีปากบาง ๆ เผยรอยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ “นี่คือบทลงโทษที่คุณใจลอย” ลู่ซีเหยี่ยนรู้ดีว่าจะทำให้ฉินเฉี่ยนยอมจำนนได้ยังไง หลังจากบทรักอันเร่าร้อนจบลง ฉินเฉี่ยนก็พักผ่อนอยู่ไม่นานนัก ก่อนจะลุกจากเตียงไปเตรียมน้ำอาบให้ลู่ซีเหยี่ยน ลู่ซีเหยี่ยนยื่นมือมารั้งเธอไว้ “ช่วงนี้เงินไม่พอใช้เหรอ อยู่บนเตียงถึงยังคิดแต่เรื่องหาเงินอีก?” ขณะที่พูด ลู่ซีเหยี่ยนก็กวาดมองไปตามร่างกายที่ขาวผ่องอรชรของฉินเฉี่ยน แม้ว่าบทรักเพิ่งจะสิ้นสุดลง แต่ฉินเฉี่ยนก็ยังสัมผัสได้ถึงเปลวไฟในดวงตาของลู่ซีเหยี่ยนที่ยังไม่มอดดับลง เธอส่ายหน้าไปมา ปกติลู่ซีเหยี่ยนก็ใจป้ำอยู่แล้ว เธอจึงไม่ได้ขัดสนเรื่องเงิน ในสายตาคนนอก ฉินเฉี่ยนกับลู่ซีเหยี่ยนต่างฝ่ายต่างก็ได้สิ่งที่ต้องการ เขาหลงใหลในร่างกายของเธอ ส่วนเธอก็รักในเงินของเขา แต่มีเพียงฉินเฉี่ยนเท่านั้นที่รู้ว่า หลายปีมานี้เธอต้องอดทนพยายามมากแค่ไหน เพื่อไม่ให้ความรักของตัวเองถูกเปิดเผยออกมา ไม่อย่างนั้นคงถูกลู่ซีเหยี่ยนขับไสไล่ส่งไปตั้งนานแล้ว “เปล่าค่ะ” ฉินเฉี่ยนส่ายหน้าไปมา เธอเปลี่ยนหัวข้อสนทนาด้วยแววตาใสกระจ่างที่ดูจริงใจ “จะกลับแล้วเหรอคะ ถ้ายังไม่กลับ ฉันจะไปทำมื้อดึกให้คุณทาน” วินาทีที่พูดจบ โทรศัพท์ของลู่ซีเหยี่ยนที่วางอยู่บนตู้หัวเตียงก็สั่นขึ้นมาได้ประจวบเหมาะพอดี ฉินเฉี่ยนเงียบเสียงลง แล้วก็หยิบชุดนอนผ้าไหมแท้ที่อยู่ด้านข้างมาคลุมตัวไว้ จากนั้นเธอก็ได้ยินน้ำเสียงที่เรียบเฉยแต่เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูของลู่ซีเหยี่ยนดังขึ้นมาว่า “โอเค ผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละ” หลังจากวางสาย ลู่ซีเหยี่ยนก็พลิกตัวลุกขึ้นจากเตียง เผยให้เห็นร่างกายที่กำยำแข็งแรงเปลือยเปล่า มันไม่ทำให้รู้สึกอาย แต่กลับดูเจริญตามาก “คืนนี้ผมมีธุระ คงไม่ได้ค้างที่นี่แล้วล่ะ คุณรีบนอนแล้วกันนะ” ฉินเฉี่ยนพอได้ยินแบบนั้น แม้จะได้ยินเสียงออดอ้อนของผู้หญิงปลายสายอย่างแจ่มชัด แต่เธอก็ยังพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายโดยไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เธอเข้าไปในห้องแต่งตัวเพื่อหยิบเสื้อผ้าออกมาแต่งตัวให้กับลู่ซีเหยี่ยน ขณะที่กำลังผูกเนคไท เธอก็เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา แล้วก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาว่า “ดึกดื่นป่านนี้แล้ว คุณลู่จะไปไหนเหรอคะ?” ลู่ซีเหยี่ยนไม่ตอบ เพียงแค่กดมุมปากลงเท่านั้น พอฉินเฉี่ยนรู้ตัวว่าตัวเองพูดจาไม่เข้าหูอีกแล้ว จึงปิดปากเงียบ แล้วก็ช่วยติดกระดุมข้อมือให้เขาต่ออย่างเงียบ ๆ ลู่ซีเหยี่ยนเกิดมาพร้อมใบหน้าที่ดูน่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงอาการโกรธ ด้วยลักษณะงานทำให้เสื้อผ้าของเขามักจะเป็นทางการเสมอ เมื่อสวมใส่สูทสั่งตัดหลากหลายรูปแบบ จึงทำให้เขาดูเข้าถึงยากเข้าไปใหญ่ ถ้าพูดตามคำสมัยนิยมในตอนนี้ก็คือสไตล์เคร่งขรึมเย็นชาแบบชายหนุ่มผู้ไร้กิเลสนั่นแหละ เธอหยิบเสื้อนอกจากไม้แขวนข้าง ๆ มาสวมให้ลู่ซีเหยี่ยน ทว่านิ้วมือของเธอก็ดันสัมผัสโดนกล่องสี่เหลี่ยมในกระเป๋าเสื้อเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ อันที่จริงเธอรู้อยู่แล้วว่ามีอะไรอยู่ในกล่องนั้น มันคือแหวนหมั้นวงหนึ่ง ทว่ามันไม่ใช่ของเธอ เธอมีลางสังหรณ์ว่า บางทีหลังจากผ่านพ้นคืนนี้ไป ความสัมพันธ์ลับ ๆ ระหว่างเธอกับลู่ซีเหยี่ยนอาจจะสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ก็ได้ วันต่อมา เธอก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงโทรศัพท์ที่สั่นรัวขึ้นต่อเนื่อง เมื่อเปิดขึ้นมาดู เธอก็เห็นว่ากลุ่มแชทในที่ทำงานมีข้อความเด้งขึ้นมาเต็มไปหมด แต่สรุปใจความสำคัญได้แค่ว่า ลู่ซีเหยี่ยนกำลังจะหมั้นแล้ว! ปกติแล้วเธอไม่ชอบทำตัวเป็นจุดสนใจ ในบริษัทจึงมีไม่กี่คนที่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลู่ซีเหยี่ยน ซึ่งล้วนเป็นบรรดาเลขาและผู้ช่วยของลู่ซีเหยี่ยนด้วยกันทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ การสนทนาในกลุ่มแชทของแผนกจึงดูจะคึกคักเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่เป็นพวกเด็กสาวที่เพ้อฝันและคร่ำครวญเสียดายที่ไม่ได้ลงมือรุกลู่ซีเหยี่ยนให้เร็วกว่านี้ แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่เรื่องล้อเล่นสนุกปากเท่านั้น ทว่ามันกลับทำให้ฉินเฉี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง ถึงจะลงมือเร็วแล้วยังไงล่ะ? สุดท้ายก็โดนผลักไสไล่ส่งออกมาเหมือนกันไม่ใช่หรือไง? หลังจากนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ เธอก็เคาะปลายนิ้วลงบนหน้าจอเบา ๆ เพื่อเปิดเว็บข่าวขึ้นมา แล้วก็ได้เห็นใบหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ของลู่ซีเหยี่ยนปรากฏอยู่จริง ๆ หัวข้อข่าวเด่นชัดสะดุดตามาก ‘ท่านประธานของเหิงเซิ่ง กรุ๊ปตกลงปลงใจกับลูกสาวเพียงคนเดียวของประธานกรรมการจากหมิงจู กรุ๊ป โดยจะจัดงานหมั้นขึ้นในวันที่สิบห้าเดือนนี้’

บทที่ 2 ขอไปดีกว่า

พาดหัวข่าวตัวหนาขนาดใหญ่เรียกได้ว่าขัดหูขัดตาฉินเฉี่ยนมาก ด้านล่างส่วนใหญ่จะเป็นภาพถ่ายของลู่ซีเหยี่ยนกับซูรั่วเวยผู้เป็นคุณหนูแห่งหมิงจู กรุ๊ป ทั้งคู่กำลังโอบกอดกันรับลมทะเลตอนกลางดึก เหมือนกับคู่รักที่กำลังคลั่งรักกันสุด ๆ แต่เสื้อผ้านั้นกลับเป็นชุดเดียวกับที่เขาสวมตอนออกจากที่นี่ไปเมื่อคืนนี้ ตอนนั้นฉินเฉี่ยนไม่รู้เลยว่าตัวเองน่าสงสาร หรือว่าคุณหนูคนนั้นน่าสงสารกันแน่ เธอออกจากหน้าข่าวแล้วก็เปิดวีแชทของลู่ซีเหยี่ยนขึ้นมา ประวัติการสนทนาล่าสุดยังคงค้างอยู่ที่เมื่อวานตอนบ่าย เป็นข้อความที่ลู่ซีเหยี่ยนส่งมาบอกว่าคืนนี้เขาจะมาหา จนถึงตอนนี้ ลู่ซีเหยี่ยนยังไม่ได้ส่งคำขาดมาให้เธอเลย ป่านนี้น่าจะยังไม่ลุกจากเตียงของซูรั่วเวยด้วยซ้ำมั้ง เธอผ่อนลมหายใจหนัก ๆ ออกมาเฮือกหนึ่ง ขณะพลิกตัวลงจากเตียง ในใจก็ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าเรื่องการเลิกรากับลู่ซีเหยี่ยน ต่อให้เขาไม่พูด เธอก็ต้องเป็นฝ่ายพูดอยู่ดี การยื้อยุดฉุดรั้งอย่างไม่ลืมหูลืมตาไม่ใช่สไตล์ของเธอ แม้ว่าหลายปีมานี้ ความรักที่มีต่อลู่ซีเหยี่ยนจะฝังลึกเข้าไปในกระดูกแล้วก็เถอะ หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เธอก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วรีบบึ่งไปที่บริษัททันที เมื่อมาถึงบริษัท เธอก็ทำการยื่นคำร้องขอโอนย้ายตำแหน่ง เธอจะย้ายไปเป็นผู้จัดการที่สำนักงานสาขาแคนาดา ไม่มีใครอยากไปประจำตำแหน่งนั้นเลย แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่ามันถูกกำหนดมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ ตอนแรกเธอนึกว่าทุกอย่างจะราบรื่นไปได้ด้วยดี แต่ผลปรากฏว่าหลังจากประชุมเสร็จและกลับมา เธอดันได้รับอีเมลแจ้งว่าคำร้องขอโอนย้ายของเธอถูกตีกลับ เธอถึงกับขมวดคิ้ว แล้วก็โทรหาแผนกบุคคลทันที ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับทำให้เธอรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก หัวหน้าแผนกบุคคลอย่างหยิ่นเชี่ยนที่อยู่ปลายสายได้แต่แบมือทั้งสองข้างออกด้วยความรู้สึกจนใจ “ผู้อำนวยการฉินคะ ฉันเองก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน” “ท่านประธานเป็นคนตีกลับคำร้องขอโอนย้ายของคุณด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นต่อให้คุณจะโทรมาหาฉันก็ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ!” ลู่ซีเหยี่ยนงั้นเหรอ? เขาต้องการอะไรกันแน่? การที่เธอขอย้ายไปในตอนนี้ มันคือเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขาแล้วไม่ใช่เหรอ? แต่เธอก็ทำได้เพียงบอกหยิ่นเชี่ยนผ่านโทรศัพท์ไปว่า “โอเค ฉันเข้าใจแล้ว เดี๋ยวฉันไปถามท่านประธานเอง” หลังจากวางสายแล้ว เธอก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของลู่ซีเหยี่ยน ปกติแล้วเธอไม่ค่อยได้มาพบกับลู่ซีเหยี่ยนเป็นการส่วนตัวในห้องทำงานเท่าไหร่นัก ดังนั้นตอนที่เธอไปถึง หลิวหรุ่ยที่เป็นเลขาของประธานบริษัทจึงตกใจมาก เมื่อนึกถึงคำค้นหายอดนิยมของวันนี้ หลิวหรุ่ยก็นึกว่าฉินเฉี่ยนตั้งใจมาหาเรื่อง รอยยิ้มบนใบหน้าจึงดูฝืนเล็กน้อย “ผู้อำนวยการฉิน มีธุระอะไรเหรอคะ?” “ฉันมาหาท่านประธาน รบกวนคุณช่วยแจ้งให้หน่อยนะคะ” ใบหน้าของฉินเฉี่ยนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เธอพูดจาอย่างสุภาพและเหมาะสม หลิวหรุ่ยรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างลู่ซีเหยี่ยนกับฉินเฉี่ยนดี เมื่อเห็นเธอสงบนิ่งขนาดนี้ จึงรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง เมื่อเธอแจ้งให้ลู่ซีเหยี่ยนทราบผ่านโทรศัพท์ภายในก็ได้ยินเสียงของลู่ซีเหยี่ยนตอบกลับมาว่า “ให้เธอเข้ามา” ตอนที่ฉินเฉี่ยนเดินเข้าไป ลู่ซีเหยี่ยนกำลังก้มหน้าอ่านรายงานอยู่ที่โต๊ะทำงาน แขนเสื้อเชิ้ตของเขาถูกพับขึ้นมาหนึ่งทบ เผยให้เห็นท่อนแขนที่แข็งแรงและเส้นกล้ามเนื้อที่ได้สัดส่วน “ท่านประธานคะ” ฉินเฉี่ยนยืนนิ่งที่หน้าโต๊ะทำงานของลู่ซีเหยี่ยน น้ำเสียงยังคงรักษาระดับความเหมาะสมในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาเอาไว้ “ฉันอยากจะถามว่า ทำไมท่านประธานถึงปฏิเสธคำร้องขอโอนย้ายตำแหน่งของฉันคะ?” ฉินเฉี่ยนรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก “ฉันเป็นผู้อำนวยการแผนกการขายที่อายุน้อยที่สุดของบริษัท ผลงานของฉันอยู่ในระดับแนวหน้าของทุกกลุ่มธุรกิจในบริษัท ให้ฉันไปที่นั่นน่าจะเหมาะสมที่สุดสิคะ” ลู่ซีเหยี่ยนเป็นคนพวกที่ชอบควบคุมคนอื่นมาก หลายปีมานี้เพราะฉินเฉี่ยนทำตัวว่าง่ายราวกับลูกแมวตัวน้อยตอนอยู่ต่อหน้าเขา ถึงได้สามารถอยู่ข้างกายเขามาได้นานขนาดนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉินเฉี่ยนแสดงท่าทีต่อต้านเขา เขาตีหน้าขรึม แล้วก็หยิบซิการ์จากกล่องซิการ์ที่วางอยู่ข้าง ๆ ออกมาจุดสูบอย่างเนิบนาบ จากนั้นก็พ่นควันหนาทึบออกมา ก่อนจะพูดว่า “อยากไปเหรอ?” ฉินเฉี่ยนพยักหน้า “ค่ะ” “เหตุผลล่ะ” “ในฐานะผู้อำนวยการที่อายุน้อยที่สุดของบริษัท ความสามารถทางสายงานในกลุ่มธุรกิจของบริษัทค่อนข้างแข็งแกร่ง ฉันไปที่นั่นน่าจะเหมาะสมที่สุดค่ะ” ลู่ซีเหยี่ยนหรี่ตาลงพลางหัวเราะเยาะออกมา “คุณเป็นคนฉลาด ก็น่าจะรู้สิว่าผมไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้” ครั้งนี้ฉินเฉี่ยนเว้นช่วงไปชั่วขณะ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบกับสายตาอันเฉียบคมของลู่ซีเหยี่ยนโดยตรง “คุณลู่คะ คุณกำลังจะหมั้นแล้ว การที่ฉันไปตอนนี้ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ คุณซู รวมถึงตัวฉันเองด้วยค่ะ” ดูเอาเถอะว่าเธอเป็นคนมีเหตุมีผลขนาดไหน ในตอนที่รู้ว่าเสี่ยใหญ่กำลังจะทอดทิ้งตนเอง นอกจากจะไม่โวยวายแล้ว ยังรู้งานถึงขั้นเป็นฝ่ายขอจากไปเองอีก ถ้าเป็นผู้ชายทั่วไปคงจะซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพรากไปแล้ว แต่เห็นได้ชัดเลยว่าลู่ซีเหยี่ยนไม่ใช่ผู้ชายธรรมดา เพราะหลังจากที่เขาได้ยินคำพูดของฉินเฉี่ยน สีหน้าของเขาไม่ใช่แค่ไร้ซึ่งความตื้นตันใจ แต่กลับมืดมนจนน่าขนลุก เขาดับซิการ์ในมือ ก่อนจะลุกเดินมาตรงหน้าฉินเฉี่ยน รูปร่างสูงใหญ่สร้างความรู้สึกกดดันถึงขีดสุดขึ้นมาในทันที “คุณหมายความว่า คุณจะทิ้งผมงั้นเหรอ? ” ให้ตายเถอะ! ทั้งที่เขากำลังจะหมั้นแท้ ๆ ทำไมเธอถึงกลายเป็นฝ่ายที่จะทิ้งเขาไปได้ล่ะ? ขณะที่ฉินเฉี่ยนกำลังดมกลิ่นซิการ์จากตัวเขาพลางบ่นอุบอยู่ในใจ ลู่ซีเหยี่ยนก็ยื่นมือมาคว้าตัวเธอเข้าไปกอดเพื่อบังคับให้เธอสบตากับเขา จากนั้น ฉินเฉี่ยนก็เห็นว่านัยน์ตาอันเย็นชาของลู่ซีเหยี่ยนฉายแววมืดมนออกมา ประกอบกับลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลงเบา ๆ ของเขา ทำให้ฉินเฉี่ยนต้องถอยหนีไปด้านหลัง ด้วยความที่อยู่ข้างกายลู่ซีเหยี่ยนมานาน เธอจึงรู้ดีว่าเวลาที่เขาเกิดอารมณ์มันจะเป็นยังไง เหมือนกับในตอนนี้เลย แต่ที่นี่คือห้องทำงาน...… ทว่าวินาทีต่อมา ลู่ซีเหยี่ยนก็ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้คิดอีกต่อไป เขาโน้มตัวลงมาจูบลงบนริมฝีปากของเธอ จูบนี้ทั้งรุนแรงและโหมกระหน่ำ ซึ่งในเรื่องนี้ ฉินเฉี่ยนไม่เคยต่อกรกับลู่ซีเหยี่ยนได้เลยสักครั้ง ตอนที่ลู่ซีเหยี่ยนอุ้มเธอไปที่โซฟา เธอก็อ่อนระทวยจนต้านทานไม่ไหวอีกแล้ว หลังจากรวบรวมสติกลับมาได้เล็กน้อย เธอก็พูดด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าว่า “คุณลู่คะ ที่นี่มันที่บริษัทนะคะ…...”

บทที่ 3 คุณหมายความว่า คุณจะทิ้งผมงั้นเหรอ

เมื่อลู่ซีเหยี่ยนได้ยินดังนั้น เขาก็ไล่มองไปตามริมฝีปากของฉินเฉี่ยนชั่วครู่หนึ่งด้วยแววตาเปี่ยมความปรารถนา แล้วก็แค่นเสียงหึออกมาเบา ๆ ก่อนจะยกมือขึ้นปลดกระดุมคอเสื้อเชิ้ตของเธอ หน้าอกขาวเนียนของฉินเฉี่ยนเผยออกมาให้เห็นเกินครึ่งในพริบตา ทำให้แววตาของลู่ซีเหยี่ยนมืดมนมากยิ่งขึ้น ก๊อก ก๊อก...… ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมาได้จังหวะพอดี ลู่ซีเหยี่ยนปรายตาไปมองทางประตูด้วยความอารมณ์เสีย น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาแฝงไปด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ “ไสหัวไปซะ!” “คุณลู่ครับ คุณซูมาขอพบคุณครับ!” มันคือเสียงของเสี่ยวหยวน ผู้ช่วยของลู่ซีเหยี่ยนนั่นเอง ทันทีที่ฉินเฉี่ยนฟังเขาพูดจนจบ การเคลื่อนไหวของลู่ซีเหยี่ยนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงผละออกจากตัวเธอโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นมาจัดเนคไทที่เบี้ยวเล็กน้อยให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินกลับไปที่หลังโต๊ะทำงาน ผ่านไปแค่ครู่เดียว เขาก็กลับมาเป็นชายผู้มาดนิ่งเย็นชาตามเดิมอีกครั้ง ทิ้งให้ฉินเฉี่ยนยืนอยู่หน้าโซฟาเพียงลำพังอย่างสบัดสบอม ไม่รู้เพราะอะไร ฉินเฉี่ยนถึงรู้สึกเจ็บหน่วง ๆ ขึ้นมาในใจ เธอจัดเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยให้เรียบร้อย จังหวะที่ลุกขึ้นยืน ซูรั่วเวยก็เปิดประตูเข้ามาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มละมุนละไมพอดี “ซีเหยี่ยน ฉันเอา...…” พูดยังไม่ทันจบ ซูรั่วเวยก็เห็นฉินเฉี่ยนที่ยืนอยู่หน้าโซฟาเข้า สีหน้าของเธอถึงกับชะงักไปในทันที จากนั้นเธอก็กลับมายิ้มอีกครั้ง แล้วก็หันไปถามลู่ซีเหยี่ยนว่า “ซีเหยี่ยนคะ ฉันไม่ได้เข้ามาขัดจังหวะการคุยงานของพวกคุณใช่ไหม?” ลู่ซีเหยี่ยนเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยแววตาเปี่ยมความรักใคร่เอ็นดูในแบบที่ฉินเฉี่ยนไม่เคยเห็นมาก่อน “ไม่” หลังพูดจบ เขาก็หันมาพูดกับฉินเฉี่ยนว่า “เรื่องที่ควรพูดก็พูดจบแล้ว กลับไปทำงานต่อเถอะ” น้ำเสียงนั้นเย็นชาจนไม่เหมือนคนที่เพิ่งตักตวงความสุขจากร่างกายของเธอเลยแม้แต่น้อย ทำเอาฉินเฉี่ยนรู้สึกขมขื่นไปทั้งหัวใจ “ค่ะ คุณลู่!” ตอนที่เดินออกไปและหันกลับมาปิดประตู เธอก็เห็นซูรั่วเวยวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปด้านหลังลู่ซีเหยี่ยน ก่อนจะกอดคอเขาและจุ๊บที่ใบหน้าหนึ่งทีเข้าพอดี “ซีเหยี่ยน เมื่อคืนคุณคงเหนื่อยน่าดูเลยสินะ นี่คือซุปไก่ดำตุ๋นโสมและดอกลิลลี่ที่ฉันตุ๋นมาให้คุณค่ะ ฉันเข้าครัวทำเองครั้งแรก คุณต้องทานให้หมดนะ!” คำพูดนี้แฝงไปด้วยข้อมูลมากมาย ฉินเฉี่ยนปิดประตูด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป แล้วก็มุ่งหน้าไปยังลิฟต์ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ หลังกลับมาถึงห้องทำงาน เธอก็นั่งเท้าคางอย่างใจลอย ในหัวมีแต่ภาพของซูรั่วเวยและลู่ซีเหยี่ยนที่อยู่ด้วยกันเมื่อครู่นี้ ในใจรู้สึกว้าวุ่นไปหมด แม้จะยอมรับความจริงได้ตั้งนานแล้ว แต่ภาพเมื่อครู่นี้ก็ยังบาดตาบาดใจเธออยู่ดี เธอคิดทบทวนดู ถ้าลู่ซีเหยี่ยนไม่ยอมอนุมัติคำร้องขอโอนย้ายตำแหน่ง เธอก็คงเหลือแค่หนทางเดียวก็คือต้องลาออกแล้วล่ะ แต่เธออุตส่าห์ฝ่าฟันในเหิงเสิ่ง กรุ๊ปมาตั้งหลายปี เสียผู้ชายไปก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าต้องเสียตำแหน่งหน้าที่การงานที่สร้างมาด้วยตัวเองไป เธอคงรู้สึกเสียดายแย่ ขณะที่เธอกำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิด อยู่ ๆ หลินหรานที่เป็นผู้ช่วยก็เข้ามาในห้องทำงานของเธอ แล้วก็ปรายตามองเธอด้วยสีหน้าแปลก ๆ เมื่อฉินเฉี่ยนได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ในที่สุดเธอก็ดึงสติกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย “มีธุระอะไรหรือเปล่า?” “ผู้อำนวยการคะ ตัวแทนของโอวจั๋วตกลงที่จะพบเราแล้วค่ะ” ยอดสั่งซื้อของโอวจั๋วเป็นจำนวนไม่ใช่น้อย ๆ ส่วนงานที่เธอรับผิดชอบในเหิงเสิ่ง กรุ๊ปก็คือการขายสายการผลิตเครื่องจักรขนาดใหญ่ เธอเฝ้าจับตามองยอดสั่งซื้อเจ้านี้มาครึ่งปีกว่าแล้ว แม้จะพยายามทำทุกวิถีทาง แต่ก็ยังนัดพบกับหัวหน้าแผนกจัดซื้อของโอวจั๋วไม่ได้สักที ในที่สุดวันนี้ก็มีข่าวดี เธอจึงพยักหน้าให้หลินหรานทันที “นัดไว้ตอนไหน?” “ตารางงานช่วงเย็นวันนี้ของคุณว่างอยู่พอดี ฉันก็เลยนัดเป็นเย็นวันนี้ค่ะ” หลินหรานเป็นหญิงสาวที่เพิ่งเรียนจบได้เพียงหนึ่งปี เธอรวบผมหางม้าสูง ดูแล้วมีชีวิตชีวาอย่างมาก “ฉันเข้าใจแล้ว” ฉินเฉี่ยนตอบกลับไปว่า “งั้นช่วงเย็นเธอช่วยจองร้านอาหารส่วนตัวสไตล์หูหนานที่ดูหรู ๆ ให้สักที่นะ” เธอจำได้ว่าตัวแทนจัดซื้อของโอวจั๋วเป็นคนหูโจวและชอบกินเผ็ด หลินหรานพยักหน้าเพื่อสื่อว่ารับเรื่องแล้ว แต่กลับไม่ได้เดินออกไปทันที เธอยังคงมองฉินเฉี่ยนด้วยท่าทางอึก ๆ อัก ๆ อยู่อย่างนั้น “ยังมีธุระอะไรอีกหรือเปล่า?” หลินหรานสูดหายใจเข้าลึก ๆ เฮือกหนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้าพูดออกมาว่า “ผู้อำนวยการคะ คุณลองดูหัวข้อข่าวในวงการบันเทิงหน่อยสิคะ ในนั้น...…เหมือนจะมีรายงานข่าวเกี่ยวกับคุณด้วย” หลังจากพูดจบ หลินหรานก็รีบเดินออกไปและปิดประตูลงทันทีราวกับกำลังหนีอะไรบางอย่าง เมื่อฉินเฉี่ยนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ใบหน้าเล็ก ๆ ที่เคยขาวอมชมพูก็ซีดเผือดลงทันที มีพวกปาปารัสซี่บันทึกวิดีโอและรูปภาพของเธอกับลู่ซีเหยี่ยนเอาไว้ได้ ภาพของลู่ซีเหยี่ยนระบุตัวตนได้อย่างชัดเจน แต่ใบหน้าของเธอกลับเห็นไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ ทว่าขอแค่เป็นคนที่รู้จักเธอดี ยังไงก็ต้องรู้แน่นอนว่าเป็นเธอ มิน่าล่ะเมื่อกี้หลินหรานถึงได้เตือนเธอแบบนั้น เรื่องการหมั้นหมายของลู่ซีเหยี่ยนกับซูรั่วเวยเพิ่งจะติดคำค้นหายอดนิยมไปเมื่อเช้านี้ ตอนนี้กลับมีเรื่องแบบนี้ถูกแฉออกมา พวกชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านจึงเริ่มขุดคุ้ยข้อมูลของฉินเฉี่ยนกันยกใหญ่ ตอนที่เธอกับลู่ซีเหยี่ยนอยู่ด้วยกัน ทั้งคู่ต่างก็ยังโสดอยู่ ข้อมูลที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจึงไม่มีอะไรน่ากลัว แต่การที่เรื่องแบบนี้มาถูกแฉในช่วงเวลาแบบนี้ คนปกติทั่วไปจะต้องคิดว่าเธอเป็นคนปล่อยข่าวนี้เองแน่ ๆ ส่วนจุดประสงค์ก็เพื่อทำลายงานหมั้นของลู่ซีเหยี่ยน เพื่อที่จะได้เขี่ยอีกฝ่ายทิ้งแล้วก็เข้าไปแทนที่นั่นเอง! เธอรู้ดีว่าลู่ซีเหยี่ยนเกลียดการใช้เล่ห์เหลี่ยมที่สุด หลายปีมานี้ เธอเห็นผู้หญิงใช้วิธีแบบนี้กับลู่ซีเหยี่ยนตั้งมากมาย ซึ่งสุดท้ายแต่ละคนก็จบไม่สวยเลยสักราย เมื่อสามปีก่อนมีดาราโนเนมหน้าตาดีคนหนึ่งเคยใช้วิธีนี้ เพราะตอนแรกหวังจะใช้ชื่อของลู่ซีเหยี่ยนเพื่อสร้างกระแสให้ตัวเอง แต่ครั้งล่าสุดที่เธอเจออีกฝ่าย หญิงสาวคนนั้นกำลังยืนทำหน้าที่พนักงานต้อนรับอยู่ที่ทางเข้าโรงแรมแห่งหนึ่ง เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสุดท้ายก็ส่งข้อความไปหาเสี่ยวหยวน ลู่ซีเหยี่ยนที่อยู่ชั้นบนเพิ่งจะส่งซูรั่วเวยกลับไป พอหันมาเห็นสายตาอึกอักคล้ายจะพูดบางอย่างของเสี่ยวหยวน เขาก็ขมวดคิ้วพลางเดินกลับเข้าห้องทำงาน ขณะเดียวกันก็พูดว่า “มีอะไรก็พูดมา” เสี่ยวหยวนขยับปากพลางยื่นโทรศัพท์ให้เขาดู จากนั้นก็พูดว่า “คุณดูเองดีกว่าครับ มีคนปล่อยข่าวของคุณกับคุณฉิน” “คุณฉินส่งข้อความมาบอกผมว่า เธอไม่ได้เป็นคนปล่อยข่าวนี้ครับ” “นอกจากนี้เธอยังส่งอีเมลลาออกมาด้วย ในนั้นระบุว่าหวังว่าคุณจะรีบอนุมัติใบลาออกของเธอโดยเร็ว เพื่อจะได้ไม่สร้างความลำบากใจให้คุณไปมากกว่านี้ครับ”

อ่านต่อ